พรีเมียร์ลีกจับมือ JAS เปิดเกมปราบเว็บเถื่อน ชี้ผู้ใช้เสี่ยงภัยไซเบอร์ 6 เท่า
พรีเมียร์ลีกผนึก JAS และภาครัฐไทย เดินหน้าปราบปรามเครือข่ายสตรีมมิ่งละเมิดลิขสิทธิ์ ล่าสุด DSI บุกค้น 6 จุดทั่วประเทศ ทลายเครือข่าย “Doopenteam” พร้อมเปิดข้อมูลผู้ใช้เว็บเถื่อนในไทยเสี่ยงถูกหลอกลวง มัลแวร์ และอาชญากรรมไซเบอร์สูงกว่าเว็บถูกลิขสิทธิ์ถึง 6 เท่า
เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 พรีเมียร์ลีกได้จัดงานเลี้ยงรับรองขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ร่วมกับ บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS พันธมิตรผู้ถือสิทธิ์การถ่ายทอดสดอย่างเป็นทางการรายใหม่ และสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย โดยมีตัวแทนระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และพันธมิตรในอุตสาหกรรมเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง เพื่อผนึกกำลังในการป้องกันและปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ผ่านช่องทางออนไลน์ พร้อมยกระดับมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคในไทย
อีกทั้งเป็นการส่งสัญญาณเชิงรุกครั้งสำคัญของภาคธุรกิจและภาครัฐในการปกป้องสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งไม่เพียงแต่ส่งผลต่อความมั่นคงทางเทคโนโลยีและไซเบอร์ของผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการรักษาเสถียรภาพและระบบนิเวศทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมกีฬาฟุตบอลในระยะยาวอีกด้วย
ดีเอสไอเปิดเกมรุก บุกทลายเครือข่ายใหญ่ ‘Doopenteam’
ความร่วมมือที่เกิดขึ้นเริ่มเห็นผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม โดยเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ร่วมกับกองปฏิบัติการพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ภายใต้การประสานข้อมูลเชิงลึกจากพรีเมียร์ลีกและ JAS ได้ดำเนินการเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 6 จุดทั่วประเทศ
ปฏิบัติการครั้งนี้สามารถเข้าทลายและยุติการดำเนินงานของเครือข่ายเว็บไซต์ ‘Doopenteam’ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการสตรีมมิ่งละเมิดลิขสิทธิ์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกรายใหญ่ที่สุดและเป็นที่รู้จักกว้างขวางที่สุดในประเทศไทยลงได้สำเร็จ
โดยถือเป็นความคืบหน้าครั้งล่าสุดในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น นอกเหนือจากมาตรการปิดกั้นเว็บไซต์ละเมิดลิขสิทธิ์และการเข้าตรวจค้นแหล่งกระจายสัญญาณเถื่อนที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมมาอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ พรีเมียร์ลีกมีประวัติการร่วมมือกับภาครัฐไทยเพื่อดำเนินคดีทางกฎหมายอย่างจริงจังมาโดยตลอด อาทิ ในปี 2562 กับคดีประวัติศาสตร์ของเครือข่าย “Expat.tv” ซึ่งส่งผลให้ผู้ต้องหาชาวอังกฤษและชาวไทยรวม 2 ราย ต้องชดใช้ค่าเสียหายรวมกว่า 15 ล้านบาท ถูกยึดทรัพย์อีกเกือบ 7 ล้านบาท และโทษจำคุก 3 ปีครึ่ง (รอลงอาญา) ซึ่งนับเป็นบทลงโทษด้านการละเมิดลิขสิทธิ์ดิจิทัลที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประเทศไทย
นอกจากนี้ ในช่วง 2 ฤดูกาลล่าสุด พรีเมียร์ลีกสามารถปิดตัวผู้ให้บริการละเมิดลิขสิทธิ์ยอดนิยมได้แล้วถึง 9 ราย และบุกค้นผู้ประกอบการอีก 6 ราย ยึดทรัพย์สินมูลค่ารวมหลายล้านดอลลาร์สหรัฐ
ผู้ใช้เว็บเถื่อนเสี่ยงสูญเงิน-มัลแวร์พุ่ง 6 เท่า
นอกเหนือจากการปราบปรามในแง่กฎหมาย ประเด็นเรื่อง “ความปลอดภัยของผู้บริโภค” ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ไม่อาจมองข้าม โดยพรีเมียร์ลีกได้เปิดเผยข้อมูลการวิจัยเชิงลึกที่ชี้ให้เห็นว่า เว็บไซต์สตรีมมิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์มีความเสี่ยงต่อผู้บริโภคสูงกว่าบริการออนไลน์ที่ถูกกฎหมายอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับในประเทศไทย เว็บไซต์ละเมิดลิขสิทธิ์ยอดนิยมมีแนวโน้มที่จะทำให้แฟนบอลตกเป็นเป้าหมายของการหลอกลวงทางออนไลน์ การฉ้อโกง มัลแวร์ และภัยจากอาชญากรรมไซเบอร์สูงกว่าเว็บไซต์ที่ถูกลิขสิทธิ์ถึง 6 เท่า
พรีเมียร์ลีกจึงได้ผลักดันแคมเปญ “Boot Out Piracy” มาตั้งแต่ปี 2563 เพื่อรณรงค์และสร้างความตระหนักรู้แก่แฟนบอลทั่วเอเชียเกี่ยวกับอันตรายและกลโกงต่างๆ เหล่านี้ผ่านทางแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียและการถ่ายทอดสด
หนุนของแท้คือ “เส้นเลือดใหญ่” พยุงอุตสาหกรรมยั่งยืน
ดร.โสรัชย์ อัศวะประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS กล่าวเน้นย้ำถึงบทบาทของบริษัทในฐานะผู้ได้รับสิทธิ์อย่างเป็นทางการในประเทศไทยว่า JAS มุ่งมั่นที่จะส่งมอบคอนเทนต์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกผ่านแพลตฟอร์มที่ปลอดภัย มีความน่าเชื่อถือ และถูกต้องตามกฎหมาย
“ทุกครั้งที่แฟนบอลเลือกใช้บริการที่ถูกต้องตามกฎหมาย พวกเขาไม่เพียงแต่ปกป้องความปลอดภัยของตนเองจากการฉ้อโกงออนไลน์เท่านั้น แต่ยังมีส่วนสำคัญในการรักษาคุณค่าของวงการฟุตบอล และสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมกีฬาทั้งระบบ เพราะการสนับสนุนลิขสิทธิ์ที่ถูกต้องจะทำให้เกิดการลงทุนอย่างต่อเนื่องในด้านเนื้อหาที่มีคุณภาพ นวัตกรรมการถ่ายทอดสด และการพัฒนาระบบนิเวศกีฬาระยะยาวอย่างยั่งยืน” ดร.โสรัชย์ ระบุ

สอดคล้องกับความเห็นของ Stefan Sergot หัวหน้าฝ่ายกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของพรีเมียร์ลีก ที่ระบุว่า ประเทศไทยเป็นตลาดหลักที่มีแฟนบอลที่เหนียวแน่นและมีความคลั่งไคล้ในเกมฟุตบอลอย่างยิ่ง การผนึกกำลังกับ JAS และสถานทูตอังกฤษในครั้งนี้จะช่วยรับมือกับภัยคุกคามจากการละเมิดลิขสิทธิ์ที่สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง
ขณะที่ นิโคลา พอลลิทท์ (Nicola Pollitt) เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย กล่าวปิดท้ายว่า สหราชอาณาจักรมีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้สนับสนุนการทำงานร่วมกันของทุกฝ่าย เนื่องจากพรีเมียร์ลีกเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในประเทศไทย และรายได้จากลิขสิทธิ์ที่ถูกต้องตามกฎหมายจะไหลกลับไปเป็นงบประมาณสนับสนุนการพัฒนาฟุตบอลระดับรากหญ้า ตลอดจนโครงการช่วยเหลือชุมชนต่าง ๆ ที่สร้างประโยชน์ให้กับสังคมไทยในท้ายที่สุด
