ปาเจราจาบัลย์ พาผู้อ่านสำรวจความตายและความสัมพันธ์ในครอบครัว
ธีรดา ศิริมงคล : เรื่อง
การกลับมาอีกครั้งของ “เบส กิตติศักดิ์ คงคา” เจ้าพ่อนวนิยายสืบสวนสอบสวน กับผลงานเล่มล่าสุด “ปาเจราจาบัลย์” ที่ตีพิมพ์กับ Matichon Premium Print นวนิยายที่ยังคงกลิ่นอายของการสืบสวนสอบสวน แต่ขยับมุมมองจากการคลี่คลายปริศนาคดีอันซับซ้อน สู่การสำรวจความสัมพันธ์ในครอบครัว ความสูญเสีย และความรู้สึกของผู้คนที่ต้องดำเนินชีวิตต่อไปท่ามกลางความตาย
เบส กิตติศักดิ์ เปิดเผยถึงความหมายของชื่อหนังสือเล่มนี้ว่า “ปาเจรา” หมายถึงครูผู้มีอาวุโส หรืออาจตีความได้ว่าเป็นครูของครูก็ได้ โดยตัวเอกของเรื่องมองแม่ของตนเองเป็นครู และมองยายเป็นครูของครู ขณะที่คำว่า “จาบัลย์” หมายถึงความโศกเศร้าเสียใจ เมื่อนำมารวมกัน “ปาเจราจาบัลย์” จึงสื่อถึงน้ำตาของคุณยาย ซึ่งเป็นความหมายที่เชื่อมโยงกับหัวใจสำคัญของเรื่องราวในเล่มนี้
สำหรับคดีใน “ปาเจราจาบัลย์” เป็นคดีฆาตกรรมในห้องปิดตายที่อาจไม่ได้หวือหวาหรือซับซ้อนเท่าผลงานเล่มก่อน ๆ แต่สิ่งที่ผู้เขียนต้องการนำเสนอไม่ได้มีเพียงการตามหาฆาตกร หากเป็นการพาผู้อ่านเข้าไปสำรวจชีวิตของตัวละครและความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัวอย่างลึกซึ้ง
เมื่อมองย้อนกลับไปยังผลงานก่อนหน้าของเบส จะเห็นได้ว่าแต่ละเรื่องมีฉากหลังและแนวคิดที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น “กาสักอังก์ฆาต” ที่เกี่ยวข้องกับวัด “โอปปาติกะอำพราง” ที่มีสวนผลไม้เป็นฉากสำคัญ “รจเลขกัมมันต์” ที่เล่าเรื่องในคุก “อาชญรีเยนต์” ที่มีคฤหาสน์เป็นองค์ประกอบหลัก หรือ “เบญจทีรฆันดร” ที่พาผู้อ่านเข้าสู่ผืนป่า
สำหรับ “ปาเจราจาบัลย์” ฉากสำคัญกลับเป็นบ้าน บ้านที่ควรเป็นพื้นที่แห่งความผูกพันและความปลอดภัย แต่กลับกลายเป็นสถานที่เกิดความตายอันแสนธรรมดาสามัญในชีวิตครอบครัว ทว่าบ้านหลังนี้ไม่ใช่บ้านทั่วไป หากเป็นบ้านของฝาแฝดยอดนักสืบ ซึ่งทำให้เรื่องราวความตายและการสืบสวนเชื่อมโยงเข้ากับความสัมพันธ์ของตัวละครอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ผู้เขียนบอกกับเราว่า จุดเด่นสำคัญของหนังสือเล่มนี้คือความเป็นแฟมิลี่ดราม่า หรือเรื่องราวความสัมพันธ์ในครอบครัวที่เข้มข้นที่สุดเท่าที่เคยเขียนมา แม้ปริศนาคดีจะไม่ได้ยากหรือซับซ้อนเท่าผลงานก่อนหน้า แต่กลับเปิดโอกาสให้เขาสำรวจตัวละครหลักอย่าง รัตติพล เทวกรได้อย่างลึกซึ้งและซับซ้อนมากที่สุด
เพราะเมื่อความตายเกิดขึ้นภายในบ้าน ผู้ต้องสงสัยย่อมเป็นคนใกล้ตัว ขณะเดียวกันความตายที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้จบลงเพียงการสืบหาความจริงหรือการระบุตัวผู้กระทำผิด แต่ยังทิ้งคำถามสำคัญไว้กับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ว่า เมื่อสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวจากไป คนที่เหลือจะรู้สึกอย่างไร จะรับมือกับความสูญเสียและความวุ่นวายที่ตามมาอย่างไร จะก้าวเดินต่อไปในชีวิตประจำวันได้อย่างไร เมื่อโลกที่เคยคุ้นเคยไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
เบสอธิบายว่า การพาผู้อ่านไปสัมผัสกับความรู้สึกของผู้คนหลังการสูญเสีย เป็นสิ่งที่ไม่ได้พบเห็นบ่อยนักในนวนิยายสืบสวนสอบสวน และนี่คือสิ่งที่ทำให้ “ปาเจราจาบัลย์” แตกต่างจากผลงานเล่มอื่น ๆ ของเขา เพราะนอกจากจะเป็นเรื่องราวของการไขคดีแล้ว ยังเป็นการสำรวจบาดแผลทางใจและความสัมพันธ์ของผู้คนที่ต้องเผชิญหน้ากับความจริงอันเจ็บปวด โดยผู้เขียนตั้งใจให้ผลงานเล่มนี้เป็นงานที่มีมิติทางดราม่าเข้มข้นที่สุดเท่าที่เคยเขียนมา
อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของนวนิยายเล่มนี้ คือการพาผู้อ่านย้อนกลับไปยังช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อชีวิตผู้คนในสังคมไทย โดยเบสในฐานะคนที่ผ่านเหตุการณ์ในยุคนั้นมา ต้องการถ่ายทอดให้เห็นว่าวิกฤตครั้งดังกล่าวส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนอย่างไร พร้อมเชื่อมโยงบริบทของสังคมเข้ากับเรื่องราวของความสัมพันธ์และความสูญเสียที่เกิดขึ้นภายในครอบครัว
สำหรับผู้อ่านที่ยังไม่เคยผ่านประสบการณ์สูญเสียคนในครอบครัว หนังสือเล่มนี้อาจทำให้ได้ลองทำความเข้าใจความรู้สึกที่ว่า เหตุการณ์เช่นนี้สามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ และอาจเกิดขึ้นในวันใดวันหนึ่งโดยไม่มีใครล่วงรู้ ขณะที่ผู้ที่เคยผ่านความสูญเสียมาแล้ว อาจได้ย้อนกลับไปทบทวนความทรงจำและความรู้สึกบางอย่างที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในใจ
ท้ายที่สุด “ปาเจราจาบัลย์” จึงไม่ได้เป็นเพียงนวนิยายสืบสวนสอบสวนที่ชวนให้ติดตามว่าใครคือผู้กระทำผิด แต่ยังเป็นเรื่องราวที่ชวนให้ผู้อ่านหันกลับมามองความสัมพันธ์กับคนใกล้ตัว ตระหนักถึงความไม่แน่นอนของชีวิต และทำความเข้าใจว่าความตายไม่ได้พรากไปเพียงใครคนหนึ่ง หากยังเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คนที่ยังอยู่ต่อไปด้วยเช่นกัน
เตรียมพบกับ “ปาเจราจาบัลย์” ได้ที่งานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 31 ในวันที่ 23 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2569 บูทสำนักพิมพ์ 13357 และสำนักพิมพ์มติชน บูท J02