ร้อยไหม ช่วยให้หน้าเรียวขึ้นได้อย่างไร อันตรายไหม ? เจาะลึก ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจร้อยไหม
ร้อยไหม
การร้อยไหม เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ตอบโจทย์สำหรับคนที่ต้องการยกกระชับหน้า ปรับหน้าเรียว แต่กลัวการผ่าตัดครับ
ปัจจุบันการร้อยไหมได้รับความนิยมกว่าสมัยก่อนมาก เนื่องจากเส้นไหมที่นำมาใช้เป็นไหมเกรดการแพทย์ มีความปลอดภัย สามารถละลายหมด 100% และมีการพัฒนาเส้นไหมให้มีประสิทธิภาพในการยกกระชับหน้ามากขึ้น เห็นผลลัพธ์ชัดเจนว่าหน้าเรียว ดูกระชับขึ้นทันทีตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ รวมถึงยังช่วยให้ผิวกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
สำหรับใครที่สนใจหัตถการร้อยไหม ต้องการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม ในบทความนี้หมอได้รวบรวมเกี่ยวกับข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจร้อยไหม มีอะไรบ้าง ? ช่วยให้หน้าเรียวขึ้น ได้อย่างไร ? ร้อยไหมกี่เส้น ถึงจะเห็นผล ? ตลอดจนถึงการดูแลตัวเองก่อนและหลังร้อยไหมอย่างไร เพื่อให้ผลลัพธ์อยู่ได้นาน สามารถติดตามอ่านได้ครับ
สารบัญ ร้อยไหม
- ร้อยไหม คืออะไร ?
- เปรียบเทียบร้อยไหมกับหัตถการอื่น ๆ
- กระบวนการทำงานของการร้อยไหม ได้ผลจริงไหม ?
- ร้อยไหมช่วยอะไรบ้าง ?
- ร้อยไหม ตำแหน่งไหนได้บ้าง ?
- ใครบ้างเหมาะที่จะทำร้อยไหม
- การร้อยไหมมีกี่แบบ ?
- ร้อยไหมใช้กี่เส้น ดีที่สุด ?
- การเตรียมตัวก่อนการร้อยไหม
- ขั้นตอนการร้อยไหม
- การดูแลหลังร้อยไหม
- ร้อยไหมอันตรายไหม
- ใครบ้างที่ไม่เหมาะกับร้อยไหม
- ร้อยไหมที่ไหนดี ?
- รวมคำถามหลังร้อยไหม
ร้อยไหม คืออะไร ?

การร้อยไหม คือหัตถการที่ช่วยแก้ปัญหาแก้มหย่อนคล้อย ปรับหน้าเรียว ด้วยการใช้ไหมก้างปลาที่เป็นไหม ละลาย ร้อยเข้าไปในชั้นผิวหนัง
หลังจากหมอใช้เข็มนำเส้นไหมสอดลงไป ผิวบริเวณนั้นจะถูกเงี่ยงของไหมเกี่ยวขึ้นมา คล้าย ๆ ตะขอเกี่ยว โดยหมอจะดึงจากบริเวณแก้มส่วนล่าง มายึดกับจุดบริเวณขมับ เมื่อดึงเข้าหากัน ผิวบริเวณนั้นจะดูยกกระชับขึ้น สามารถทำได้ทั้งร้อยไหมปรับรูปหน้า ร้อยไหมดึงหน้า ร้อยไหมยกมุมปาก ร้อยไหมจมูก และร้อยไหม Foxy eye ครับ
นอกจากนี้การร้อยไหมยังสามารถช่วยกระตุ้นการสร้างเส้นใยคอลลาเจนและอิลาสติน ทำให้เลือดไหลเวียนมาเลี้ยงชั้นผิวหนังมากขึ้น ส่งผลให้ผิวมีความกระชับ สุขภาพดี หน้าดูใสและเต่งตึงขึ้นอย่างชัดเจน
เปรียบเทียบร้อยไหมกับหัตถการอื่น ๆ
การร้อยไหม เป็นหัตถการที่มักถูกนำมาเปรียบเทียบกับหัตถการอื่นทั้งในด้านผลลัพธ์ ข้อดี-ข้อเสีย รวมไปถึงผลข้างเคียงครับ ที่ถูกถามเข้ามาบ่อย ๆ เช่น ร้อยไหมกับโบท็อก หรือ ร้อยไหมกับไฮฟู่ อันไหนดีกว่ากัน เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น หมอจะเขียนสรุปเปรียบเทียบหัตถการ ดังนี้ครับ
ร้อยไหมกับโบท็อก
ร้อยไหม เป็นการใช้ไหมละลายร้อยเข้าไปในชั้นผิวหนังโดยใช้เข็มนำเส้นไหม หลังร้อยไหมผิวจะถูกเงี่ยงเกี่ยวขึ้นมาตามเส้นไหมในทิศทางที่ร้อยไหมเข้าไป คล้าย ๆ ตะขอเกี่ยว แม้ไหมจะละลายไปแล้ว แต่ผิวจะมีการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินขึ้นมาใหม่ ทำให้ผิวหน้าเต่งตึงกระชับ และกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตมาเลี้ยงชั้นผิวหนัง แต่ข้อเสียคือหลังร้อยไหมอาจมีอาการบวมช้ำหลังทำ ซึ่งส่วนมากจะหายได้เองภายใน 7-14 วัน ครับ
การฉีดโบท็อก เป็นการฉีดโปรตีนที่มีชื่อว่า “Botulinum Toxin A” เข้าไปในชั้นกล้ามเนื้อเพื่อไปรบกวนการทำงานของระบบประสาท (Neurotoxin) ทำให้มัดกล้ามเนื้อทำงานได้ลดลงชั่วคราว ช่วยลดริ้วรอยต่าง ๆ บนใบหน้า ปรับรูปหน้าเรียว เห็นกรอบหน้าชัด หลังทำจะมีโอกาสบวมหรือช้ำน้อย และใช้เวลาในการทำไม่นาน ข้อเสียคือหากฉีดกับหมอกระเป๋า อาจจะฉีดแล้วไม่เห็นผล อย่างร้ายคือทำให้หน้าเบี้ยว ปากเบี้ยวหรือหนังตาตกได้ครับ
ร้อยไหมกับไฮฟู

หากคนไข้มีริ้วรอยที่ไม่ลึกมาก แต่ต้องการยกกระชับใบหน้า ให้มีกรอบหน้าชัด พร้อมกระตุ้นคอลลาเจนในชั้นผิว สามารถทำ Hifu ช่วยลดริ้วรอยได้ครับ โดย hifu จะมีหลักการทำงานโดยใช้พลังงานคลื่นเสียงอัลตราซาวด์ความเข้มข้นสูงส่งลงไปในผิวชั้น SMAS ทำให้เกิดความร้อน เนื้อเยื่อจะเกิดการหดตัวและยกกระชับขึ้น
ข้อดีคือเหมาะสำหรับคนที่กลัวเข็ม กลัวการผ่าตัด หลังทำสามารถทำกิจกรรมอื่น ๆ ตามปกติได้ทันที แต่ข้อเสียคือขณะทำจะมีความรู้สึกปวด ๆ ตึง ๆ บริเวณใต้ชั้นผิว แต่จะไม่แสบร้อน หลังทำอาจมีรอยแดงเล็กน้อย สามารถหายได้เองภายใน 1-2 ชั่วโมงครับ แต่สำหรับคนที่แก้มหย่อนมาก ๆ มองเห็นร่องแก้มชัด มีแก้มห้อย แก้มย้อยจนเกิดเป็นรอยพับ การร้อยไหมจะเห็นผลมากกว่าการทำไฮฟู่ครับ
กล่าวโดยสรุปคือ ไม่ว่าจะเป็นร้อยไหมกับโบท็อก หรือร้อยไหมกับไฮฟู่ อันไหนดีกว่ากัน ต้องให้หมอเป็นคนประเมินตาม เพื่อที่จะได้แนะนำหัตถการที่เหมาะสมกับแต่ละคน แต่ละปัญหา เช่น คนที่มีปัญหาหน้าบานจากกล้ามเนื้อกรามใหญ่ ก็จะฉีดโบท็อกเพื่อให้กรามเล็กลง หน้าดูเรียวขึ้น ในกรณีนี้การร้อยไหมและ hifu จะไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาหน้าบานจากกล้ามเนื้อกรามได้ ส่วน Hifu เหมาะสำหรับคนที่มีริ้วรอยไม่ลึกมาก ต้องการกระชับใบหน้า มีกรอบหน้าที่ชัดขึ้น และกระตุ้นคอลลาเจนครับ
กระบวนการทำงานของการร้อยไหม ได้ผลจริงไหม ?

หากต้องการแก้ปัญหาใบหน้าที่หย่อนมาก ๆ ให้กลับมายกกระชับ การร้อยไหมจะเป็นหัตถการที่แก้ไขได้ตรงจุดและเห็นผลที่สุด เพราะในขั้นตอนการร้อยไหมจะดึงส่วนที่หย่อนให้ยกขึ้น โดยจะดึงจากบริเวณแก้มส่วนล่างไปยึดกับบริเวณขมับ ซึ่งหัตถการอื่นไม่สามารถทำได้
หลังร้อยไหมช่วยให้ใบหน้าดูกระชับ หน้าเรียว V shape ได้เห็นผลทันทีตั้งแต่ครั้งแรก และเห็นผลชัดเจน หน้าเข้ารูปใน 1 เดือน ครับ หากไหมละลายหมดแล้ว สามารถทำได้เรื่อย ๆ โดยการร้อยไหมเข้าไปตามแนวเดิม ทำให้ผิวจะยึดเกาะไหมได้ดีขึ้นและอยู่ได้นานขึ้น
ร้อยไหมช่วยอะไรบ้าง ?
- ยกกระชับผิว ยกแก้มหย่อนให้กลับมาเต่งตึง
- ช่วยให้กรอบหน้าชัด ปรับหน้าเรียววีเชฟ ใบหน้าได้สัดส่วนมากยิ่งขึ้น
- ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน ทำให้ผิวหน้าดูอ่อนเยาว์
- ลดริ้วรอยร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก เส้นร่องแก้มดูจางลง
- ร้อยไหมยกหางตา ร้อยไหม foxy eyes แก้ปัญหาคิ้วตก หางตาตก เพิ่มความเฉี่ยวให้ตาดูคมขึ้น
- ร้อยไหมจมูก ช่วยให้จมูกดูเป็นสันคม ดูโด่งขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
ร้อยไหม ตำแหน่งไหนได้บ้าง ?
การร้อยไหม สามารถทำได้หลายตำแหน่งครับ เนื่องจากเส้นไหมมีหลายชนิด หลายขนาด ซึ่งจะเหมาะกับการร้อยในแต่ละบริเวณที่แตกต่างกันไป จุดที่สามารถร้อยไหมได้ มีดังนี้ครับ

- ร้อยไหมหน้าเรียว
- ร้อยไหมยกมุมปาก, แก้ริ้วรอยเล็กๆ บริเวณมุมปาก
- ร้อยไหมจมูก, ร้อยไหมปีกจมูก
- ร้อยไหมหน้าผาก (ใช้ไหมเส้นเล็กในเคสที่ดื้อโบท็อก)
- ร้อยไหมคอลลาเจน
- ร้อยไหม foxy eyes ร้อยไหมยกหางตา แก้ปัญหาคิ้วตก เพิ่มความเฉี่ยวให้ตาดูคมขึ้น
ใครบ้างเหมาะที่จะทำร้อยไหม ?
- คนที่มีใบหน้าหย่อนคล้อย ไม่กระชับ มีแก้มห้อย แก้มหย่อน ต้องการยกกระชับหน้า ลดริ้วรอยร่องแก้ม
- คนที่ต้องการปรับหน้าเรียว มีกรอบหน้าชัด
- คนที่กลัวการผ่าตัด ไม่อยากมีแผล ไม่มีเวลาพักฟื้น
- คนที่ต้องการปรับหน้าเรียวแบบเห็นผลไว
การร้อยไหมมีกี่แบบ ?
การร้อยไหม มี 2 แบบครับ ได้แก่ การร้อยไหมโดยใช้ไหมละลาย และการร้อยไหมใช้ไหมไม่ละลาย ซึ่งปัจจุบันจะต้องใช้ไหมละลายเท่านั้น เพราะเป็นไหมที่ได้รับการรับรองว่ามีความปลอดภัย ซึ่งไหมละลายจะแบ่งตามวัสดุและแบ่งตามลักษณะของเส้นไหม หมอจะอธิบายแบบเข้าใจง่าย ดังนี้ครับ
ไหมละลายแบ่งตามวัสดุ

- PDO (Polydioxanone) เป็นไหมเส้นสีน้ำเงิน มีอายุการใช้งานน้อยที่สุด ยืดหยุ่นปานกลาง นิ่ม ไม่เปราะ ขณะที่ร้อยจะไม่รู้สึกระคายเคือง ละลายหมดภายใน 4-5 เดือน
- PLLA (Polylactate) เป็นไหมเส้นสีขาวใส มีจุดเด่นคือความแข็ง ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้ดี แต่ขาดความยืดหยุ่น อาจจะพบปัญหา ไหมขาด ไหมทะลุได้บ่อย จึงไม่ค่อยนิยมใช้ ละลายหมดภายใน 12 เดือน
- PCL (Polycaprolactone) เป็นไหมเส้นสีขาวขุ่น จุดเด่นคือมีความยืดหยุ่นสูงที่สุด แข็งทน ไม่เปราะหักง่าย เส้นใหญ่ที่สุด เนื่องจากมีส่วนผสมของ PLLA ในสัดส่วนที่เหมาะสม จึงทำให้ PCL+PLLA เป็นวัสดุเส้นไหมที่ดีที่สุดในตอนนี้ และนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน ละลายหมดประมาณ 12 เดือน
ไหมละลายแบ่งตามลักษณะของเส้นไหม

- ไหมเรียบ (Mono threads) เป็นไหมชนิดแรก ๆ ที่นำมาใช้ มีขนาดเล็ก ใช้ร้อยเพื่อสร้างคอลลาเจนมาเติมผิวคล้าย ๆ ฟิลเลอร์ ช่วยลดริ้วรอยในบางจุดช่วยให้ชั้นผิวฟูขึ้น แต่ไม่สามารถช่วยดึงยกกระชับผิวได้ ปัจจุบันไม่นิยมใช้แล้ว
- ไหมเงี่ยง (Barbed threads/ Cog threads) หรือไหมก้างปลา เป็นไหมละลายที่มีเงี่ยงยื่นออกมาเพื่อเกี่ยวผิวให้ยกกระชับขึ้น เมื่อสอดเข้าไปใต้ผิวหนัง จะดึงรั้งเนื้อเยื่อผิวได้ดี ใช้ในการยกกระชับแก้มที่หย่อน ปรับหน้าเรียว เพิ่มความคมชัดให้กรอบหน้า เป็นไหมที่ได้รับความนิยม
- ไหมเกลียว (Screw Threads /Tornado Threads) เป็นการใช้ไหม 1-2 เส้นพันเป็นเกลียวแบบต่าง ๆ ก่อนสอดเข้าใต้ผิวหนัง ไม่เหมาะกับการยกกระชับ และมีปัญหาเรื่องการบวมช้ำหลังร้อยไหม
- ไหมกรวย (Silhouette Soft) เป็นไหมที่มีปมติดเป็นระยะ ๆ ที่เส้นไหม ลักษณะคล้ายโคนหรือกรวย ใช้ในการยกกระชับใบหน้า เห็นผลหลังทำทันที แต่ต้องใช้เข็มใหญ่ และโอกาสบวมช้ำสูง จึงใช้เวลาพักฟื้นนานกว่าไหมเงี่ยง
- ไหมมิ้นท์ (Mint Lift) เป็นไหมละลายชนิดล่าสุดที่ได้มีการพัฒนาเพื่อช่วยในเรื่องการยกกระชับหน้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถหมุนได้ 360 องศา จึงยึดเกาะเนื้อเยื่อได้หลายทิศทาง เห็นผลดีในการยกกระชับหน้า
- ไหมตาข่าย (Tesslift Soft) เป็นไหมละลายที่ในเรื่องความแข็งแรงของเส้นไหม ทนแรงต้านได้ดีกว่าไหมทั่วไปถึง 80 เท่า เพราะการใช้ไหมตาข่าย 1 เส้น เทียบเท่ากับการร้อยไหม 2 เส้น ช่วยในเรื่องการยกกระชับและพยุงผิวที่หย่อนคล้อยได้ดี
ร้อยไหมใช้กี่เส้น ดีที่สุด ?
การใช้จำนวนเส้นไหมต่อการทำ 1 ครั้ง หมอจะเป็นผู้ประเมินตามความเหมาะสมกับคนไข้แต่ละเคส โดยพิจารณาจากขนาดเนื้อแก้มของคนไข้ ความแน่นของผิว และคนไข้ต้องการดึงในจุดไหนบ้าง ซึ่งตามปกติจะใช้ข้างละ 3-10 เส้นสำหรับยกกระชับแก้ม แต่หากคนไข้ต้องการให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานขึ้น สามารถใช้จำนวนเส้นที่เยอะขึ้นได้ครับ คล้ายกับการใช้เชือกจำนวนหลายเส้นในการยกของ ย่อมแข็งแรงมั่นคงและอยู่ได้นานยิ่งขึ้นครับ
การเตรียมตัวก่อนการร้อยไหม
- ศึกษาข้อมูลความรู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับการร้อยไหมอย่างละเอียด เช่น การเลือกคลินิก การเลือกหมอ และเทคนิคในการทำ
- ควรงดยา แอสไพริน, NSAIDs เช่น ibruprofen diclofenac ponstan เป็นเวลา 1 อาทิตย์ก่อนทำหัตถการ และควรปรึกษาแพทย์ที่รักษาอยู่ก่อนที่จะหยุดยานั้น ๆ
- ควรงดวิตามิน St. Johns Wort, ginko biloba, primrose oil, garlic, ginseng, and Vitamin E เป็นเวลา 1 อาทิตย์ก่อนทำหัตถการ
- ควรงดยาทาชนิดผลัดเซลล์ผิว เช่น Tretinoin (Retin-A), Retinols, Retinoids, Glycolic Acid, หรือครีมในกลุ่ม “Anti-Aging” ทุกชนิด เป็นเวลา 3 วันก่อนทำหัตถการ
- ควรงดการแว็กซ์ผิว ผลัดเซลล์ผิว การดึงขนหรือโกนขนในบริเวณนั้นๆ เป็นเวลา 3 วันก่อนทำหัตถการ
- หากมีคอร์สทำหน้านวดหน้าหรือเลเซอร์ต่างๆ ที่ต้องทำเป็นประจำ ควรทำมาก่อนอย่างน้อย 3 วันก่อนร้อยไหม เพราะหลังทำต้องเว้นไปอีก 2 อาทิตย์
- หากมีโรคประจำตัว หรือยาที่กินเป็นประจำอื่น ๆ ควรเตรียมข้อมูลไว้เพื่อแจ้งกับแพทย์ก่อนที่จะทำหัตถการ
- ควรงดกิจกรรมที่ทำให้เลือดสูบฉีด 24 ชม. ก่อนทำ เช่น เข้าซาวน่า ออกกำลังกายชนิด cardio
- ควรงดดื่มแอลกอฮอล์ 24 ชม. ก่อนทำ
ขั้นตอนการร้อยไหม
- เข้ารับการประเมินใบหน้ากับแพทย์ว่าใบหน้ามีปัญหาอะไรบ้าง ต้องแก้ด้วยการร้อยไหมอย่างไร ใช้จำนวนไหมกี่เส้นถึงจะเห็นผล รวมถึงเลือกวิธีร้อยไหมเทคนิคใดจึงเหมาะสม
- ก่อนการร้อยไหมจะมีการทำความสะอาดใบหน้า ล้างเครื่องสำอาง และแปะยาชา
- จากนั้นแพทย์จะเริ่มนำเข็มร้อยไหมเข้าไปในชั้นผิว ระหว่างทำจะไม่เจ็บ ใช้เวลาไม่นาน แต่อาจจะรู้สึกถึงเส้นไหมขณะร้อย เมื่อดึงไหมขึ้นก็จะเห็นการเปลี่ยนแปลง ผิวกระชับขึ้นทันทีครับ
การดูแลหลังร้อยไหม
- หลังร้อยเสร็จทันที อาจมีอาการบวมแดง เขียวช้ำ ในจุดที่ร้อยไหมได้เป็นปกติ หายไปเองใน 2-3 วัน ห้ามแกะ เกา หรือกดนวด
- อย่าขยับใบหน้าเยอะโดยเฉพาะในช่วง 3 วันหลังทำ หากมีอาการผิดปกติบวม ช้ำ เจ็บมาก ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด
- หากก่อนทำไม่ได้กินยาฆ่าเชื้อ หลังทำควรรีบกินยาฆ่าเชื้อทันที (ปกติคลินิกจะมียาแก้ปวด,ลดบวมให้กินด้วย)
- งดการนวดหน้า เลเซอร์ หรือหัตถการอื่นๆ บริเวณใบหน้า เป็นเวลา 14 วัน
- หากเป็นเลเซอร์ร้อนลงผิวชั้นลึก RF หรือ Thermage ควรเว้นอย่างน้อย 1 เดือน
- ไม่ควรนวดหน้าแรง ๆ บริเวณที่ร้อยไหมเป็นเวลา 2 เดือน
ร้อยไหมอันตรายไหม ?
ร้อยไหมไม่อันตรายครับ เพราะไหมที่ใช้เป็นไหมเกรดทางการแพทย์ที่ใช้สำหรับเย็บแผล จึงไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองสามารถละลายหมด 100% ไม่มีสารตกค้าง ทั้งนี้ก่อนร้อยไหม ควรศึกษาข้อมูลและปรึกษากับแพทย์ที่มีประสบการณ์โดยตรง เพราะเทคนิคและประสบการณ์ของแพทย์ ก็เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและปลอดภัยครับ
คนส่วนมากจะกลัวการร้อยไหม เพราะเคยเห็นข่าวเกี่ยวกับผลข้างเคียงหลังร้อยไหม เช่น เส้นประสาทใบหน้าเสียหาย หน้าเบี้ยว หน้าบวม ผิวหนังอักเสบติดเชื้อ ในกรณีเหล่านี้จะเกิดจากร้อยไหมกับคลินิกเถื่อน หมอเถื่อนครับ ซึ่งหมอไม่แนะนำเด็ดขาดครับ
ใครบ้างที่ไม่เหมาะกับร้อยไหม
- คนที่มีภาวะผิวหนังอักเสบหรือแผลติดเชื้อบริเวณที่จะร้อยไหม
- มีประวัติแพ้ยาชา
- หญิงตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร
- คนที่เคยมีประวัติแพ้วัสดุเส้นไหม หรือมีอาการข้างเคียงอื่นๆ
- อยู่ในภาวะเลือดไหลไม่หยุด หรือคนที่ทานยาสลายลิ่มเลือด แพทย์จะพิจารณาตามดุลยพินิจ
ร้อยไหมที่ไหนดี ?
- เลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน มีใบอนุญาตประกอบการ และเลขที่ใบอนุญาต 11 หลัก ติดไว้อย่างชัดเจน
- มีอุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ครบครัน คลินิกสะอาด มีพื้นที่และห้องการทำหัตถการที่กว้างขวาง ไม่ทึบหรือแออัด
- เลือกร้อยไหมกับแพทย์ที่มีประสบการณ์ เพราะแพทย์จะสามารถประเมินและออกแบบใบหน้าออกมาได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้เกิดการบวมช้ำน้อยที่สุด และได้ผลออกมาดูเป็นธรรมชาติ
- ใช้ไหมแท้ที่ละลายได้มาตรฐาน ไหมที่นิยมคือไหมก้างปลา เนื่องจากเป็นไหมที่ละลายได้ 100% โดยไม่มีสารตกค้าง
- มีรีวิวที่เชื่อถือได้ เป็นรีวิวจากแหล่งข้อมูลที่เป็นกลาง รวมถึงควรดูผลลัพธ์การร้อยไหมที่อยู่ในรูปแบบคลิปวิดีโอรีวิวเพื่อให้เห็นการรักษาที่เป็นจริงด้วย เพราะรีวิวที่เป็นรูปถ่ายเพียงอย่างเดียวอาจผ่านการปรับแต่งภาพมาแล้ว
รวมคำถามหลังร้อยไหม
หลังร้อยไหม กินคอลลาเจนได้ไหม ?
หลังร้อยไหม กินคอลลาเจนได้ตามปกติครับ ไม่ว่าจะเป็นคอลลาเจนในรูปแบบเม็ด แบบผง หรือแบบน้ำ โดยสามารถกินได้ 5,000-7,000 มิลลิกรัม/วัน แต่ไม่ควรเกิน 10,000 มิลลิกรัม/วัน เพราะจะทำให้เกิดอันตรายได้ครับ
ร้อยไหม เจ็บไหม ?
ร้อยไหมไม่เจ็บครับ ก่อนร้อยไหมจะมีการทายาชาร่วมกับฉีดยาชา ขณะทำจะรู้สึกตึง ๆ ผิวเล็กน้อย แต่ไม่ได้เจ็บมากจนทนไม่ไหวครับ
ร้อยไหม อยู่ได้นานกี่เดือน ?
ขึ้นอยู่กับชนิดไหมที่เลือกใช้ครับ ถ้าเป็นไหม PDO จะอยู่ได้ 4-5 เดือน ส่วนไหม PCL อยู่ได้ 1 ปี หากต้องการให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานขึ้น สามารถร้อยไหมเข้าไปตามแนวเดิม จะทำให้ผิวจะยึดเกาะไหมได้ดีขึ้นและอยู่ได้นานขึ้นครับ
ร้อยไหม บวมกี่วัน ?
หลังร้อยไหม ในช่วง 3-4 วันแรก หน้าจะบวมมากขึ้น และเริ่มยุบลงเองจนเข้าที่ใน 14 วัน เป็นอาการปกติ ไม่มีอันตรายครับ
ร้อยไหม กี่วันเห็นผล ?
หลังร้อยไหม สามารถเห็นผลได้ทันที และจะค่อย ๆ เห็นผลชัดเจนขึ้นตามลำดับ โดยหลังร้อยไหม
ประมาณ 3-4 วันแรก จะมีอาการบวมมากขึ้น อาการบวมจะยุบลงได้เอง ภายในช่วงเวลา 7 วัน
ใบหน้าจะเรียวสวยได้รูปชัดเจน จะเข้าที่ ในช่วงเวลาประมาณ 1 เดือน
ร้อยไหม แล้วอ้าปากไม่ได้ เกิดจากอะไร ?
ร้อยไหม แล้วอ้าปากไม่ได้ เกิดจากการดึงรั้งของเส้นไหม ซึ่งจะเกิดในช่วงแรก ๆ หลังร้อยไหม แต่อาการนี้จะค่อย ๆ ดีขึ้น และหายเป็นปกติใน 1-2 สัปดาห์ครับ
รอยบุ๋ม รอยนูน ที่เกิดหลังจากร้อยไหม เกิดจากอะไร ?
หลังร้อยไหมแล้วมีรอยบุ๋ม รอยนูน เกิดจากการดึงไหม โดยเฉพาะในคนไข้ที่ผิวหย่อนคล้อยมาก ๆ อาการดังกล่าวไม่ได้เป็นถาวร สามารถหายได้เองใน 1-2 สัปดาห์
หลังร้อยไหมแต่งหน้าได้ไหม ?
หลังร้อยไหมสามารถแต่งได้ครับ แต่ควรทำหลังร้อยไหม 48 ชั่วโมง หรืออย่างน้อย 1 คืน เพราะอาจทำให้ระคายเคืองบริเวณรอยเข็มได้
หลังร้อยไหมล้างหน้าได้ไหม ?
หลังร้อยไหมล้างหน้าได้ครับ คนไข้สามารถแกะพลาสเตอร์ออก และล้างหน้าได้ตามปกติ เพราะแผลรูเข็มสามารถโดนน้ำได้ ไม่มีผลข้างเคียง แนะนำว่าในช่วงแรกควรใช้สบู่อ่อน ๆ สบู่เด็ก หรือสบู่เวชสำอางโดยการล้างหน้าตามแนวรูขุมขนเพื่อลดความเสี่ยงการอุดตันของผิวหนังครับ
หลังร้อยไหม ห้ามกินอะไรบ้าง ?
- เลี่ยงอาหารที่ต้องนั่งหน้าเตาร้อน ๆ เช่น หมูกระทะ ปิ้งย่าง ชาบู หรืออาหารที่เผ็ดมาก ๆ
- เลี่ยงอาหารประเภทของหมักดอง เช่น ผลไม้ดอง ผักดอง ปลาร้า
- อาหารสุก ๆ ดิบ ๆ จำพวกปลาดิบ หอยสด ไข่ดิบ เนื้อที่ปรุงไม่สุก
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด เหล้า เบียร์ ไวน์ น้ำหมัก
- งดอาหารที่หวานจัด ๆ เพราะจะกระตุ้นกระบวนการอักเสบได้
- ควรงดสูบบุหรี่ ในบุหรี่มีสารหลายชนิดที่ขยายหลอดเลือด จะทำให้ยุบบวมช้า และผลการรักษาอยู่ได้สั้นลง
สรุป
การร้อยไหม เป็กอีกหนึ่งหัตถการที่ช่วยแก้ปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อย ไม่กระชับ มีริ้วรอยร่องแก้มได้เห็นผลดีครับ หน้าจะดูกระชับขึ้นทันทีหลังทำตั้งแต่ครั้งแรก แม้ไหมจะละลายไปแล้ว แต่ผิวจะมีการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินขึ้นมาใหม่ ทำให้ผิวหน้าเต่งตึง ดูอ่อนเยาว์ขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ทั้งนี้ก่อนร้อยไหม ควรปรึกษาแพทย์ก่อนครับ เพื่อจะได้ทำการประเมินว่าปัญหาของคนไข้เหมาะกับหัตถการแบบไหน เหมาะจะทำการร้อยไหมหรือไม่
สำหรับใครที่สนใจการร้อยไหม สามารถเข้าปรึกษาหมอได้ ที่ V Square Clinic คนไข้จะได้ปรึกษากับแพทย์ที่มีประสบการณ์โดยตรง ไม่ผ่านเซลล์ เพื่อให้ช่วยประเมินและแนะนำก่อนได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายครับ