เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

วุ้นเส้นต้นสนรับมอบเครื่องหมายรับรองคาร์บอนฟุตพรินต์ปี 2566

23 มิ.ย. 2566 | 11:04น.
วุ้นเส้นต้นสนรับมอบเครื่องหมายรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ปี 2566

วุ้นเส้นต้นสนรับมอบเครื่องหมายรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ปี 2566

บริษัท สิทธินันท์ จำกัด (วุ้นเส้นต้นสน) รับมอบเครื่องหมายรับรองคาร์บอนฟุตพรินต์ ปี 2566 ตอกย้ำวิสัยทัศน์องค์กรมุ่งใส่ใจสิ่งแวดล้อม พร้อมตระหนักเรื่อง “ภาวะโลกร้อน” เดินหน้าสู่เป้าหมาย “องค์กรที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์”

วันที่ 21 มิถุนายน 2566 บริษัท สิทธินันท์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายวุ้นเส้นตราต้นสน เข้ารับประกาศนียบัตรเครื่องหมายรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ประจำปี 2566 ในพิธีที่จัดขึ้นโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่บริษัทได้รับเครื่องหมายรับรองคาร์บอนฟุตพรินต์ โดยถือเป็นผลิตภัณฑ์วุ้นเส้นรายแรกของประเทศไทยที่มีการดำเนินการในส่วนของ Carbon Footprint Product ซึ่งตอกย้ำถึงการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมของบริษัท ซึ่งเป็นนโยบายหลักที่ให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง

ย้ำวิสัยทัศน์องค์กรลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

นางพรรณา ปัญจวีณิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท สิทธินันท์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายวุ้นเส้นตราต้นสน เปิดเผยว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาในฐานะผู้ผลิตสินค้า บริษัทมีความมุ่งมั่นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดภาวะโลกร้อนที่นับวันจะเพิ่มสูงขึ้น โดยแนวทางหลักที่นำมาใช้คือ ดำเนินการประเมินและขึ้นทะเบียนขอเครื่องหมาย กับ อบก. ในสินค้าแป้งถั่วเขียว และวุ้นเส้น ซึ่งบริษัทถือเป็นรายแรกในประเทศไทยและในโลกสำหรับผลิตภัณฑ์นี้ โดยกระบวนการขอขึ้นทะเบียน เริ่มด้วยการส่งข้อมูลการคำนวณค่าคาร์บอน หากทำตามระเบียบครบถ้วน ข้อมูลมีความถูกต้อง ก็สามารถสมัครขึ้นทะเบียนขอการรับรองจาก อบก. ได้ โดยอาจจะขอขึ้นทะเบียนคาร์บอนฟุตพรินต์ผลิตภัณฑ์, คาร์บอนฟุตพรินต์องค์กร หรือฉลากลดคาร์บอน ฯลฯ

“บริษัทตระหนักในเรื่องภาวะโลกร้อนมาโดยตลอด จึงสมัครเข้าจัดทำโครงการนี้ และผ่านการตรวจสอบรับรองตามมาตรฐานของ อบก. ประจำปี 2566 ซึ่งเป็นสิ่งบ่งบอกว่า ตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การได้มาของวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การกระจายสินค้า การใช้งาน จนกระทั่งการจัดการของเสียหลังใช้งาน จะมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาเท่าไร ช่วยชี้ให้บริษัทเห็นว่าการปลดปล่อยค่าคาร์บอนเกิดขึ้นที่กระบวนการใดมากที่สุด และควรปรับเปลี่ยนจุดใด หรือมีการทำกิจกรรมใดเพื่อลดผลกระทบสู่สิ่งแวดล้อมภายนอก” นางพรรณากล่าว

เดินหน้าพัฒนาปรับปรุงกระบวนการผลิต

นางพรรณากล่าวเพิ่มเติมว่า ประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับองค์กรจากการขอขึ้นทะเบียน คือ นอกจากทำให้สามารถทราบถึงสถานะปัจจุบันขององค์กรว่า มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในแต่ละชนิดสินค้ามากน้อยในระดับไหนแล้ว จากข้อมูลการคำนวณคาร์บอนที่ได้ ยังช่วยให้บริษัทได้เห็นภาพรวมการใช้ทรัพยากร และสามารถนำมาพัฒนาปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดค่าใช้จ่ายในอนาคต เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า รวมถึงสามารถแข่งขันต่อไปในตลาดได้อย่างมั่นคงมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญยังช่วยตอกย้ำวิสัยทัศน์ และความรับผิดชอบขององค์กรเกี่ยวกับความมุ่งมั่นใส่ใจสิ่งแวดล้อม และความตระหนักในเรื่องภาวะโลกร้อน

ตั้งเป้าองค์กรสู่ Net Zero

โดยแผนดำเนินการจากนี้ บริษัทจะเดินหน้าต่อยอดการได้รับเครื่องหมาย ในครั้งนี้ โดยสื่อสารให้ผู้บริโภครับรู้ถึงความสำคัญของครื่องหมาย บนบรรจุภัณฑ์ และในอนาคตมีแผนยกระดับการทำ “คาร์บอนฟุตพรินต์” ขององค์กรในภาพรวม เพื่อก้าวไปสู่เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกตามนโยบายของประเทศ
“การขอขึ้นทะเบียนรับรองคาร์บอนฟุตพรินต์ของผลิตภัณฑ์ถือเป็นจุดเริ่มต้น ทำให้บริษัทเข้าใกล้เป้าหมายองค์กรที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero Carbon Emissions ได้มากยิ่งขึ้น” นางพรรณากล่าวทิ้งท้าย