ICSI คืออะไร ช่วยคนมีลูกยากให้มีลูกได้อย่างไร
หลายคนรู้จักเด็กหลอดแก้ว โดยรู้ว่าทำให้คนมีลูกยากสามารถมีลูกได้ แต่พอถามว่า ICSI คืออะไร อาจยังสงสัยอยู่ ทั้งที่จริงๆ แล้ว ICSI ก็เป็นเทคโนโลยีหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับคนมีลูกยาก เนื่องจากเป็นวิธีที่ค่อนข้างได้ผลดีทีเดียว เมื่อเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีสำหรับผู้มีบุตยากวิธีอื่น ดังนั้นสำหรับผู้ที่สนใจและกำลังต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ทางบทความก็ได้รวบรวมรายละเอียดมาให้แล้ว ดังนี้
ICSI คืออะไร?
ไขข้อสงสัย ICSI คืออะไร การทำ ICSI คือ การทำเด็กหลอดแก้ววิธีหนึ่งย่อมาจาก Intracytoplasmic Sperm Injection ทำให้เกิดการปฏิสนธิภายนอกร่างกาย โดยวิธีการคือแพทย์นำอสุจิมาฉีดเข้าไปในเซลล์ไข่ เพื่อให้เกิดการผสมกันในหลอดแก้ว จากนั้นนำไข่ที่ผสมแล้วไปเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ 3-5 วัน ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด
จุดเด่นของการทำ ICSI คืออะไร?
จุดเด่นของการทำ ICSI คือแพทย์จะทำการคัดเลือกอสุจิที่แข็งแรงเพียงตัวเดียว มาฉีดเข้าไปในเซลล์ไข่ ทำให้อัตราความสำเร็จค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับวิธีอื่นๆ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับการทำ IVF ที่เป็นการทำเด็กหลอดแก้วเช่นเดียวกัน แต่ ICSI จะคัดเลือกอสุจิแบบเฉพาะเจาะจงมากกว่าการทำ IVF จึงมีโอกาสติดลูกสูงกว่า จากนั้นก็จะนำไข่ที่ผสมแล้วไปเพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการจนได้ตัวอ่อนที่เติบโตในระยะเหมาะสม แล้วนำกลับเข้าไปฝังตัวในมดลูก เพื่อเจริญไปเป็นทารกในครรภ์มารดาต่อไป
หลักการที่ทำให้มีลูกได้ของ ICSI คืออะไร?
หลักการที่สำคัญของ ICSI คือการคัดเอาอสุจิที่แข็งแรงที่สุดมาผสมกับเซลล์ไข่ ที่การผสมแบบธรรมชาติไม่สามารถทำได้ เนื่องจากสาเหตุบางอย่าง โดยเฉพาะสาเหตุที่มาจากอสุจิไม่แข็งแรง หรือจำนวนอสุจิที่แข็งแรงมีน้อยเกินไป จนไม่สามารถเดินทางไปปฏิสนธิกับเซลล์ไข่ตามธรรมชาติได้ การทำ ICSI จะเป็นการที่แพทย์คัดเอาอสุจิที่แข็งแรงที่สุดเพียงตัวเดียวแบบเจาะจง มาผสมกับเซลล์ไข่เลย เหมือนจับมาผสมกันโดยตั้งใจ ไม่ต้องรอให้วิ่งไปหากันเอง จึงเพิ่มโอกาสการมีบุตรที่สำเร็จได้
อัตราความสำเร็จของการทำ ICSI คืออะไร?
แม้ว่าการทำ ICSI จะช่วยเพิ่มโอกาสการมีบุตรได้ก็จริง แต่ก็ไม่ใช่ว่าการทำ ICSI จะทำให้มีบุตรได้สำเร็จ 100% จึงมีอัตราความสำเร็จของการทำ ICSI อยู่ ดังนั้นคำถามที่ว่าอัตราความสำเร็จของการทำ ICSI คืออะไร ก็คือโอกาสที่การทำ ICSI จะสำเร็จและช่วยให้ผู้มีบุตรยากสามารถมีบุตรได้ ทางการแพทย์ได้แผยแพร่ข้อมูลอัตราความสำเร็จของการทำ ICSI เอาไว้ว่า ในครั้งแรกของการทำ ICSI จะมีอัตราความสำเร็จอยู่ที่ประมาณ 50-80% นับเป็นอัตราที่ค่อนข้างสูง ICSI จึงถูกเลือกเป็นวิธีการรักษาหลังจากที่คนไข้ที่มีภาวะมีบุตรยาก รักษาด้วยวิธีอื่นมาแล้วไม่สำเร็จ แต่ถึงอย่างนั้นการทำ ICSI ก็อาจไม่ได้สำเร็จในครั้งแรกด้วยเช่นกัน
ขั้นตอนการทำ ICSI คืออะไรบ้าง?
การทำ ICSI มีขั้นตอนต่างๆ ดังนี้
1.ปรึกษาแพทย์
ผู้ที่มีบุตรยากเริ่มต้นด้วยการปรึกษาแพทย์ เพื่อพึ่งพาเทคโนโลยีผู้มีบุตรยาก ส่วนมากในการทำ ICSI มักเป็นกลุ่มผู้มีบุตรยากที่เคยผ่านการทำ IVF แล้วไม่สำเร็จมาแล้ว เนื่องจาก ICSI มีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า คนส่วนใหญ่จึงลองทำ IVF มาก่อน หากพบว่าไม่สำเร็จจึงค่อยเปลี่ยนวิธีมาปรึกษาแพทย์เรื่องทำ ICSI
เมื่อเข้าปรึกษาแพทย์ แพทย์จะทำการซักประวัติ และวางแผนการรักษาต่อไป ตามมาด้วยการตรวจความพร้อมของร่างกายฝ่ายหญิง ว่าสามารถทำ ICSI ได้หรือไม่ เช่น ตรวจสุขภาพ ตรวจเลือด ตรวจฮอร์โมน เป็นต้น
2.กระตุ้นไข่
หลังจากตรวจร่างกายและประเมินการรักษาเรียบร้อยแล้ว ว่าสามารถทำ ICSI ได้ แพทย์จะนัดวันให้คนไข้ฝ่ายหญิงเข้ามากระตุ้นไข่ โดยแพทย์จะทำการฉีดยากระตุ้นไข่ให้ วิธีการคือฉีดบริเวณหน้าท้อง ใช้ปริมาณยาตามที่แพทย์วินิจฉัย ซึ่งตัวยาที่ฉีดเข้าไปจะกระตุ้นไข่ให้มีการเติบโต หลังจากนั้นเป็นเวลา 5-6 วัน แพทย์จะฉีดยาเพื่อชะลอไม่ให้ไข่ตกก่อนวันเก็บไข่ ระหว่างนั้นแพทย์ก็จะติดตามการเจริญเติบโตของไข่ เพื่อสังเกตขนาดไข่กระทั่งโตในขนาดที่เหมาะสม
3.เก็บไข่
หลังฉีดกระตุ้นไข่ แพทย์จะนัดวันคนไข้เข้ามาเพื่อติดตามผล โดยการดูขนาดของไข่ เมื่อไข่โตเหมาะสมที่จะเก็บแล้ว แพทย์จะเก็บไข่ด้วยวิธีการใช้เข็มดูดไข่จากช่องคลอด เพื่อนำมาทำการปฏิสนธิกับสเปิร์ม จากนั้นแพทย์จะฉีดฮอร์โมนเพิ่มความแข็งแรงของผนังมดลูกให้กับคนไข้เพื่อเตรียมผนังมดลูกให้รองรับทารกที่จะมาเจริญในครรภ์ต่อไป
4.เก็บน้ำเชื้อ
แพทย์จะให้ภาชนะสำหรับเก็บน้ำเชื้อกับฝ่ายชาย และมีพื้นที่รองรับสำหรับเก็บน้ำเชื้อโดยเฉพาะ ให้คนไข้ฝ่ายชายได้ทำการเก็บด้วยตัวเอง
5.ผสมเซลล์ไข่และอสุจิ
แพทย์หรือนักวิทยาศาสตร์จะทำการคัดเลือกอสุจิที่แข็งแรงที่สุดเพียงตัวเดียว และฉีดเข้าไปในเซลล์ไข่ ให้เกิดการปฏิสนธิกัน จากนั้นเฝ้าสังเกตการในห้องปฏิบัติการ กระทั่งเกิดเป็นตัวอ่อน โดยแพทย์หรือนักวิทยาศาสตร์จะควบคุมคุณภาพอย่างใกล้ชิด
6.ย้ายตัวอ่อน
หลังจากเซลล์ไข่และอสุจิปฏิสนธิกันจนกลายเป็นตัวอ่อนแล้ว แพทย์หรือนักวิทยาศาสตร์จะนำตัวอ่อนย้ายไปฝังตัวไว้ในมดลูก ซึ่งจะอัลตราซาวด์หาตำแหน่งที่ดีที่สุด และสอดเครื่องมือไปที่ช่องคลอด เพื่อทำการฝังตัวอ่อนไว้ที่บริเวณนั้น
7.ตรวจการตั้งครรภ์
หลังจากทำการย้ายตัวอ่อนเรียบร้อยแล้ว จะปล่อยให้ตัวอ่อนจะเจริญเป็นทารกในครรภ์มารดาต่อไป โดยแพทย์จะทำการนัดตรวจการตั้งครรภ์หลังจากย้ายตัวอ่อนภายใน 7-14 วัน
ตอบคำถามที่ว่า ICSI คืออะไร ก็คือการทำเด็กหลอดแก้ววิธีหนึ่ง ที่ได้ผลมากว่าการทำ IVF เป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพสูง จากการคัดเลือกอสุจิที่แข็งแรงที่สุดเพียงตัวเดียวเท่านั้นมาผสมกับเซลล์ไข่ เพื่อเพิ่มโอกาสการมีบุตรให้สูงขึ้น