นักวิชาการ ระดมความเห็นถอดบทเรียนไฟฟ้าดับครั้งใหญ่สเปนและโปรตุเกส
นักวิชาการ ระดมความเห็นถอดบทเรียนไฟฟ้าดับครั้งใหญ่สเปนและโปรตุเกส ชี้ทางออกประเทศไทยต้องมีโรงไฟฟ้าหลักหนุนความมั่นคงระบบ
เมื่อเร็วๆ นี้ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย รวมกันจัดสัมมนาในหัวข้อ “ไฟดับครั้งใหญ่ในยุโรป: บทเรียนจากสเปน–โปรตุเกส 2025 และแนวทางรับมือและออกแบบระบบพลังงานอย่างสมดุล” เพื่อให้เข้าใจเชิงลึกถึงสาเหตุและผลกระทบของเหตุการณ์ไฟดับระดับประเทศครั้งใหญ่ในยุโรป และเรียนรู้เพื่อประยุกต์ใช้กับบริบทของไทยและอาเซียน
ข้อมูลสถิติของ European Network of Transmission System Operators for Electricity (ENTSO-e) ซึ่งเป็นเครือข่ายผู้ควบคุมระบบส่งไฟฟ้าแห่งยุโรป ชี้ให้เห็นถึงสาเหตุของไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ หรือ Blackout ว่า มาจากความแปรปรวนของอุณหภูมิที่ทำให้กำลังผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของสเปนเพิ่มขึ้นอย่างมากและหายจากระบบอย่างเฉียบพลันกว่า 14,280 เมกะวัตต์ (เทียบเท่า 60% ของความต้องการใช้พลังงานทั้งประเทศ ) ภายใน 5 วินาทีในวันที่เกิดเหตุ 28 เมษายน 2568 ซึ่งเป็นปริมาณไฟฟ้าที่มากเกินกว่าจะกู้คืนระบบได้ในระยะเวลาที่รวดเร็ว เมื่อระบบไฟฟ้าในสเปนล้ม จึงลุกลามไปยังโปรตุเกส ที่สเปนส่งไฟฟ้าไปให้ราว 2,119 เมกะวัตต์ และบางส่วนของฝรั่งเศส ที่ส่งไฟฟ้าให้ในปริมาณ 761 เมกะวัตต์
ศูนย์ควบคุมโครงข่ายไฟฟ้าของสเปน โดย Red Eléctrica
รศ.ดร.สุรชัย ชัยทัศนีย์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุในงานสัมมนาว่า Blackout ครั้งนี้เกิดขึ้นจากหลายสาเหตุประกอบกัน โดยส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากการพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงพลังงานหมุนเวียนในสัดส่วนที่สูงและส่งผลกระทบทางเทคนิคต่อระบบไฟฟ้า ดังนั้น ประเทศไทยจะต้องเตรียมพร้อมแนวทางรองรับการเข้ามาของเชื้อเพลิงพลังงานหมุนเวียนในระบบไฟฟ้าที่จะมีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้นในอนาคต ดังนี้
- นำเทคโนโลยี Energy Storage เข้ามาใช้เพื่อช่วยเก็บพลังงานส่วนเกินจากพลังงานหมุนเวียน และจ่ายคืนเมื่อพลังงานหมุนเวียนลดลง
- นำเทคโนโลยี Grid Modernization & Flexibility เข้ามาใช้เพื่อทำให้กริดรับมือกับพลังงานหมุนเวียนที่กระจายตัวและแปรปรวนได้ดีขึ้น เช่น ควบคุมแบบสองทางและอัตโนมัติ
- ทำเรื่อง Forecasting & System Operation เพื่อพยากรณ์และวางแผนระบบไฟฟ้าล่วงหน้าได้แม่นยำขึ้น
- พิจารณาเทคโนโลยี Flexible Generation ที่เข้ามาเสริมประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้าที่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้เร็วหรือยืดหยุ่น เข้ามารองรับช่วงที่พลังงานหมุนเวียนไม่เพียงพอ
- พิจารณาเรื่อง Diverse & Distributed RE เพื่อกระจายแหล่งผลิตพลังงานหมุนเวียน ลดความเสี่ยงและเพิ่มความเสถียรให้กับระบบไฟฟ้า
- นำเรื่อง Interconnection & Trading ที่จะเป็นการเชื่อมต่อโครงข่ายและการค้า เพื่อส่งไฟฟ้าระหว่างภูมิภาค เข้าช่วยรับมือกับความผันผวนของพลังงานหมุนเวียน
- ส่งเสริม Regulatory & Market Mechanisms โดยวางกลไกกำกับดูแลที่สร้างแรงจูงใจและตลาดที่รองรับระบบไฟฟ้าที่มีพลังงานหมุนเวียนสูง

นายธวัชชัย สำราญวานิช รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า กรณีไฟฟ้าดับทั่วประเทศในสเปนและโปรตุเกส เมื่อ 28 เม.ย. 2568 ซึ่งกินเวลานานกว่า 19-20 ชั่วโมง ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญของทุกประเทศ รวมถึงไทยด้วย เนื่องจากปัจจุบันทั่วโลกกำลังมุ่งหน้าสู่การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น โดยเฉพาะพลังานแสงอาทิตย์และลม ดังนั้นจะต้องหาวิธีรับมือกับการผลิตไฟฟ้าที่ไม่เสถียรทั้งนี้ 3 การไฟฟ้า (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. , การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA และการไฟฟ้านครหลวง หรือ กฟน.) ได้หารือกันเกี่ยวกับการรับมือไฟฟ้าดับ โดยใช้กรณีสเปนและโปรตุเกสเป็นบทเรียน ซึ่งยืนยันว่า 3 การไฟฟ้าจะดูแลความมั่นคงไฟฟ้าของไทย โดยหากอนาคตมีไฟฟ้าพลังงานทดแทนเข้าระบบมากขึ้น ก็จะต้องวางแผนการนำเทคโนโลยีมาใช้รองรับการเข้ามาของพลังงานทดแทน เพื่อให้ระบบไฟฟ้ามีความพร้อมสอดคล้องกับพลังงานสะอาดที่เข้ามา ซึ่งไทยต้องมุ่งสู่พลังงานสีเขียวแน่นอน
ดังนั้นระบบไฟฟ้ามีความมั่นคง และราคาค่าไฟฟ้าต้องสมเหตุผล เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ไฟฟ้าอย่างเป็นธรรม ยังต้องให้ความสำคัญกับโรงไฟฟ้าหลักเพื่อความมั่นคง อาทิ โรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ โรงไฟฟ้าถ่านหิน และโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ซึ่งมีความสามารถในการรักษาความถี่ไฟฟ้า (Frequency) ให้อยู่ในเกณฑ์ เมื่อเกิดเหตุการณ์ไฟฟ้าหายไปจากระบบ และยังมีความจำเป็นในการรักษาระบบไฟฟ้าให้มีความเสถียรมากขึ้น ที่จะมารองรับพลังงานหมุนเวียน เพราะโรงไฟฟ้าเพื่อความมั่นคง มีกำลังผลิตสำรองพร้อมจ่าย (Spinning Reserve) สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ในเวลารวดเร็ว ช่วยรักษาความถี่ของระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้อยู่ในเกณฑ์
โดย กฟผ. ได้มีการปรับปรุงโรงไฟฟ้าที่มีอยู่เดิมให้มีความยืดหยุ่น (Flexible Power Plant) สามารถเร่งหรือลดการผลิตไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้กำลังผลิตไฟฟ้าเพียงพอตามความต้องการในทุกช่วงเวลา ควบคู่กับการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ ซึ่งเป็นระบบกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่ มีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยต่ำ ช่วยลดความผันผวนและรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า
อย่างไรก็ตามในมุมมองของ น.ส. พิมพ์สุภา เกาะช้าง นักวิจัยชำนาญการ สถาบันวิจัยพลังงาน ระบุว่า การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ไม่ได้เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดวิกฤติไฟฟ้าดับ แต่น่าจะเป็นผลมาจากระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่ออกแบบรองรับเชื้อเพลิงพลังงานหมุนเวียนที่ยังไม่เพียงพอ ดังนั้นสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาฯ มีข้อเสนอแนะแนวทางเสริมความมั่นคงเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างยั่งยืน ดังนี้
- จัดทำ Energy Resilience Roadmap ควบคู่กับ Roadmap สู่ Net Zero
- ปรับนโยบายให้มีความยืดหยุ่น ทันต่อเทคโนโลยีและบริบทโลก เพื่อรองรับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เช่น ภัยภูมิอากาศ หรือ ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์
- สื่อสารกับสาธารณะอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้าใจว่า พลังงานหมุนเวียนไม่ใช่ต้นเหตุของความเสี่ยง แต่ต้องมีระบบสนับสนุนที่เหมาะสม
- ส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนาฐานข้อมูลแบบเปิด (Open Data Infrastructure) เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย และเปิดพื้นที่ให้ภาคส่วนต่างๆ เข้าถึงข้อมูลและมีส่วนร่วม
