MAHLE เปิดวิสัยทัศน์ ‘2030+’ เร่งเครื่องสู่ยุค ‘Efficiency in Motion’ หนุนไทยขึ้นแท่นฐานผลิตสำคัญเอเชีย
ย้อนกลับไปเมื่อปี 1920 ที่เมืองชตุทท์การ์ท ประเทศเยอรมนี พี่น้องตระกูลมาห์เลได้เริ่มต้นธุรกิจเล็กๆ ที่เกิดจากความหลงใหลด้านวิศวกรรม ต่อมาได้ก่อร่างเป็นธุรกิจที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็น MAHLE หรือ มาห์เล หนึ่งในผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รายสำคัญของโลก ซึ่งปัจจุบันองค์กรแห่งนี้มีพนักงานทั่วโลกกว่า 67,708 คน มีฐานการผลิตกว่า 135 แห่งใน 28 ประเทศ และถูกจัดอันดับให้เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ระดับท็อป 25 ของโลก
วันนี้ประชาชาติธุรกิจพาไปสำรวจวิสัยทัศน์ใหม่ของ MAHLE ในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกกำลังเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและความยั่งยืน ผ่านกลยุทธ์ ‘MAHLE 2030+’ ที่มุ่งกำหนดทิศทางอนาคตของการขับเคลื่อน พร้อมเปิดมุมมองบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางสำคัญในเครือข่ายโลก และการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการจัดการความร้อนและพลังงาน ซึ่งกำลังกลายเป็นกุญแจสำคัญของสมรภูมิยานยนต์ยุคใหม่ในเอเชีย

Joachim Baczewski, Vice President Thermal and Fluid Systems East Asia เผยว่า ปี 2024 นับเป็นอีกปีที่ MAHLE ตอกย้ำความแข็งแกร่ง ด้วยยอดขายรวม 11.7 พันล้านยูโร พร้อมผลประกอบการที่เติบโตเชิงบวก โดยบริษัทได้จัดสรรงบวิจัยและพัฒนา (R&D) กว่า 5.4% ของรายได้ ต่อยอดเทคโนโลยีใหม่ให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม
สำหรับตลาดเอเชียถือเป็นภูมิภาคยุทธศาสตร์สำคัญของ MAHLE ที่กวาดรายได้กว่า 2.3 พันล้านยูโรในปี 2024 จากตลาดสำคัญอย่างจีน อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ และไทย ทั้งยังมีเครือข่ายโรงงาน 51 แห่ง และศูนย์เทคโนโลยี 4 แห่ง ทำให้เอเชียกลายเป็นฐานที่แข็งแกร่งของบริษัท ทั้งในด้านการผลิต การวิจัย และการพัฒนานวัตกรรม
เมื่อเจาะลึกลงไปที่ระดับประเทศ ญี่ปุ่นถือเป็นฐานหลักของ MAHLE ในเอเชียตะวันออก มีโรงงาน 9 แห่ง ศูนย์เทคโนโลยี 4 แห่ง และพนักงานกว่า 2,600 คน สร้างรายได้กว่า 500 ล้านยูโรต่อปี ขณะที่เกาหลีใต้มีโรงงาน 2 แห่ง และสร้างรายได้ 228 ล้านยูโร ทำให้ทั้งสองประเทศกลายเป็นหัวใจของการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่สำคัญในภูมิภาคนี้
ขณะที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยคือศูนย์กลางของ MAHLE ในภูมิภาคนี้ ซึ่งบริษัทได้เริ่มดำเนินงานในไทยมาตั้งแต่ปี 1972 ปัจจุบันมีโรงงาน 5 แห่ง ศูนย์วิศวกรรม 1 แห่ง และสำนักงานบริการอีก 1 แห่ง สร้างรายได้กว่า 158 ล้านยูโรในปี 2024 และมีพนักงานกว่า 1,262 คน ด้วยเครือข่ายการผลิตและบุคลากรที่แข็งแรงทำให้ไทยกลายเป็นฐานที่มีน้ำหนักทั้งด้านการผลิตและพัฒนาเทคโนโลยี โดยเฉพาะในธุรกิจระบบส่งกำลังและเทคโนโลยีชาร์จพลังงาน ระบบจัดการความร้อนและการควบคุมของเหลว และโซลูชันตลอดวงจรผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมการเดินทางยุคใหม่

ด้าน Jakob Ruemmler, CFO South Asia and Managing Director of MAHLE Services Thailand ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ภารกิจด้านนวัตกรรมของ MAHLE ในประเทศไทยยิ่งโดดเด่นขึ้นเมื่อมีการตั้ง ‘ศูนย์วิศวกรรมแห่งเอเชีย (Engineering Center Asia – ECA)’ ซึ่งเป็นฐานพัฒนานวัตกรรมด้าน Thermal & Fluid Systems ที่ขับเคลื่อนโดยทีมวิศวกรไทยรุ่นใหม่ที่ได้รับการสั่งสมประสบการณ์จากเครือข่ายระดับโลก
“ศูนย์วิศวกรรมแห่งนี้คือหัวใจของการผสานความรู้ระดับสากลเข้ากับการพัฒนาเทคโนโลยีโดยบุคลากรท้องถิ่น เพราะ ‘ธุรกิจนี้คือธุรกิจของคน’ การเติบโตของคนคือการเติบโตของบริษัท และวิศวกรไทยคือกำลังหลักที่ช่วยให้ MAHLE สร้างสรรค์เทคโนโลยีให้ตอบโจทย์ลูกค้าทั้งในญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน และไทยเอง
“ดังนั้น ศูนย์วิจัยในไทยแห่งนี้จึงมีการติดตั้งเครื่องมือทดสอบและพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด ทั้งยังทำงานร่วมกับทีมทั่วโลกแบบเรียลไทม์ และกำลังขยายศักยภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการด้านเทคโนโลยียานยนต์ในอนาคต” Jakob กล่าว

นอกจากนี้ Shuichi Eguchi, Head of Sales MAHLE Services Thailand ยังชี้ให้เห็นถึงความแข็งแรงของฐานลูกค้าในไทยว่า สำหรับฐานลูกค้าของ MAHLE ในไทยครอบคลุมแทบทุกค่ายรถยนต์ของญี่ปุ่น รวมถึงผู้ผลิตรถยนต์ยุโรปบางส่วน ทำให้บริษัทมีความหลากหลายทั้งด้านผลิตภัณฑ์และตลาด โดย 90% ของยอดขายในไทยมาจากการรับจ้างผลิตสินค้าให้แบรนด์อื่น (OEM) และกว่า 60-70% ของชิ้นส่วนทั้งหมดสามารถใช้งานกับรถยนต์ไฟฟ้าได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นชุดทำความเย็นแบตเตอรี่ ระบบจัดการอุณหภูมิสำหรับ EV และชิ้นส่วนที่รองรับการขับเคลื่อนไฟฟ้าแบบล้อ-เพลา
“MAHLE เชื่อมั่นว่าตลาดยานยนต์ของไทยจะเติบโตในกลุ่ม Hybrid และ Plug-in Hybrid ซึ่งสอดรับกับผลิตภัณฑ์ชุดปัจจุบันที่พร้อมรองรับความต้องการเหล่านี้อย่างเต็มที่”
สุดท้ายนี้ Joachim Baczewski, Vice President Thermal and Fluid Systems East Asia กล่าวว่า ปัจจุบัน MAHLE กำลังเดินหน้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยได้ประกาศทิศทางใหม่ภายใต้กลยุทธ์ MAHLE 2030+ ที่มุ่งยกระดับเทคโนโลยียานยนต์ให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลก ผ่านเป้าหมายหลักคือ ‘Efficiency in Motion’ หรือการขับเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยียานยนต์สันดาปที่สะอาดขึ้น (Internal Combustion Engines – ICE) ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า (Electrification) ไปจนถึงระบบจัดการความร้อนอัจฉริยะ (Thermal Management) ทั้งหมดถูกพัฒนาด้วยแนวคิด ‘เทคโนโลยีเป็นกลาง’ ที่ไม่ยึดติดพลังงานรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่ให้ความสำคัญกับการลดการสูญเสียพลังงานในทุกระบบ เพื่อสร้างการเดินทางที่ยั่งยืนในอนาคต
ด้วยกรอบกลยุทธ์นี้ MAHLE พร้อมปักหมุดอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ เปิดทางสู่โซลูชันที่ทั้งยั่งยืน มีประสิทธิภาพ และรองรับความต้องการของผู้ใช้รถในยุคใหม่ หนึ่งในตัวอย่างที่โดดเด่นคือ เทคโนโลยี Electric Drives และ Smart Charging ทำให้การขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าใช้งานสะดวกขึ้น ชาร์จได้รวดเร็วขึ้น และเพิ่มระยะทางวิ่งได้ไกลกว่าเดิม เปิดประตูสู่การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค e-mobility อย่างเต็มรูปแบบ
พร้อมกันนี้ MAHLE ยังย้ำบทบาทความเป็นผู้นำในตลาดโลก ด้วยการเป็นผู้ผลิตมอเตอร์ไฟฟ้ารายใหญ่ในยุโรป มียอดผลิตสะสมมากกว่า 8 ล้านยูนิต และที่สำคัญยังมีความร่วมมือกับ Siemens ในการพัฒนาเทคโนโลยี ‘Wireless Charging’ ยิ่งช่วยผลักดันให้การชาร์จพลังงานเป็นเรื่องง่ายและเชื่อมต่ออนาคตของโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จอย่างไร้รอยต่อ นับเป็นอีกก้าวสำคัญที่เตรียมอุตสาหกรรมยานยนต์ให้พร้อมสำหรับอนาคตที่กำลังมาถึง