LIV-24 รวมตัวภาครัฐ-เอกชน ถอดรหัสการลงทุน AI ยุคใหม่ หนุนโรงงานเพิ่มประสิทธิภาพอย่างคุ้มค่า
LIV-24 ร่วมกับภาครัฐและภาคอุตสาหกรรม จัดงานสัมมนา “LIV-UP: Rethinking Factory Investment ลงทุน AI อย่างไรให้คุ้มค่าในยุคเศรษฐกิจผันผวน” เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองการลงทุนด้านเทคโนโลยีสำหรับภาคการผลิต โดยมีผู้แทนจากสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง สมาคมการจัดการระบบคลังสินค้าไทย ชมรมอุตสาหกรรมลาดกระบัง รวมถึงผู้เชี่ยวชาญจาก AIS, Ajax และ Honeywell ร่วมแชร์ประสบการณ์จริงในการนำ AI ไปเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของโรงงานไทย
วิทยากรในงานชี้ว่าทิศทางการลงทุนของภาคอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนจากการนำระบบอัตโนมัติเข้ามาทดแทนแรงงาน ไปสู่การใช้ข้อมูลและ AI เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจและบริหารจัดการกระบวนการทำงานแบบเรียลไทม์ พร้อมกันนี้ ภาครัฐยังมีมาตรการสนับสนุนการลงทุนด้านเทคโนโลยี ทั้งสิทธิประโยชน์ทางภาษีและโครงการสนับสนุนทุนผู้ประกอบการ อาทิ IDA, ITAP-ERP และ Matching Fund เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่ม SME สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลและเริ่มต้นการเปลี่ยนผ่านสู่ Smart Factory ได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม องค์กรไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนระบบทั้งหมดในคราวเดียว แต่สามารถเลือกใช้โซลูชันที่ตอบโจทย์ธุรกิจและต่อยอดจากระบบเดิมได้ เพื่อควบคุมงบประมาณและลดความเสี่ยงในการลงทุน โดยองค์กรควรพิจารณาจากผลตอบแทนที่ได้รับทั้งในมิติของรายได้ ต้นทุน และความปลอดภัย มากกว่ามองเฉพาะมูลค่าการลงทุน
ตัวอย่างแนวทางที่นำเสนอภายในงาน คือการยกระดับโรงงานสู่ Smart Factory ไม่จำเป็นต้องลงทุนระบบใหม่ทั้งหมด แต่สามารถต่อยอดจากโครงสร้างเดิมผ่านแนวคิดการเสริม “ชั้นอัจฉริยะ” ในรูปแบบ Plug & Play ติดตั้งพร้อมใช้งานทันที ซึ่งช่วยลดต้นทุนการลงทุนระบบได้ถึง 50%
โซลูชันที่แนะนำประกอบด้วย AI Edge Box ที่ยกระดับกล้อง CCTV เดิมให้วิเคราะห์ภาพด้วย AI แบบเรียลไทม์, Hybrid Fire Protection ที่ลดปัญหา False Alarm ด้วย AI และ Smart Visitor Management ที่สามารถลงทะเบียนล่วงหน้าก่อนเข้าพื้นที่ และมีระบบ LPR สำหรับอ่านป้ายทะเบียนรถ โดยทั้งหมดสามารถเชื่อมต่อและบูรณาการข้อมูลผ่าน LIV-CORE บนหน้าจอเดียว เพื่อยกระดับการบริหารจัดการความปลอดภัยในโรงงาน
ภายใต้บริบทที่ภาคอุตสาหกรรมต้องเผชิญความท้าทายรอบด้าน ผู้เชี่ยวชาญในงานเห็นตรงกันว่า การลงทุนด้าน AI และ Smart Technology ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับผลิตภาพ ลดต้นทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของโรงงานไทยในระยะยาว โดยหัวใจสำคัญไม่ใช่การลงทุนที่มากที่สุด แต่คือการเลือกใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับโจทย์ขององค์กรและสามารถสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง
