เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ยศชนัน กางพิมพ์เขียว “เศรษฐกิจอวกาศ”ดันโมเดล PPP ท่าอวกาศยานไทย
Politics ยศชนัน กางพิมพ์เขียว “เศรษฐกิจอวกาศ”ดันโมเดล PPP ท่าอวกาศยานไทย
SONY กับอนาคตของ Blu- Ray
Tech SONY กับอนาคตของ Blu- Ray
อย.เตรียมปลดล็อก ‘ยาสีฟันฟลูออไรด์ 5,000 ppm’ ใช้ภายใต้คำแนะนำทันตแพทย์
News อย.เตรียมปลดล็อก ‘ยาสีฟันฟลูออไรด์ 5,000 ppm’ ใช้ภายใต้คำแนะนำทันตแพทย์
เพาเวอร์บาย เปิดสาขาใหม่ ‘เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์’ ชูค้าปลีกเทคโนโลยีเจาะ Gen Z
Biz Movement เพาเวอร์บาย เปิดสาขาใหม่ ‘เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์’ ชูค้าปลีกเทคโนโลยีเจาะ Gen Z
วช.-ม.ทักษิณ ดันนวัตกรรมสังคมสร้างเศรษฐกิจใต้ ขนทัพนักวิจัยร่วมงานกว่า 5,000 คน
Biz Movement วช.-ม.ทักษิณ ดันนวัตกรรมสังคมสร้างเศรษฐกิจใต้ ขนทัพนักวิจัยร่วมงานกว่า 5,000 คน
ชาวฝรั่งเศส แย่งกันซื้อแอร์ เตรียมรับคลื่นความร้อนระลอกใหม่
Biz Movement ชาวฝรั่งเศส แย่งกันซื้อแอร์ เตรียมรับคลื่นความร้อนระลอกใหม่
เอ็มจี แจงกรณีรถอีวี ‘MG4’ ไฟไหม้ ยันไม่เกี่ยวคุณภาพผลิตภัณฑ์
EV เอ็มจี แจงกรณีรถอีวี ‘MG4’ ไฟไหม้ ยันไม่เกี่ยวคุณภาพผลิตภัณฑ์
ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนปรับสู่เกณฑ์ “ร้อนแรง” นักลงทุนจับตามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ-สงคราม-เฟด
Finance ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนปรับสู่เกณฑ์ “ร้อนแรง” นักลงทุนจับตามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ-สงคราม-เฟด
เส้นทางธุรกิจ ‘โน้ส อุดม’ กว่า 30 ปีสร้างอาณาจักรเดี่ยวไมโครโฟน
Business เส้นทางธุรกิจ ‘โน้ส อุดม’ กว่า 30 ปีสร้างอาณาจักรเดี่ยวไมโครโฟน
BYD SEAL 6 เพิ่มรุ่นย่อย ราคาเริ่มต้น 799,000 บาท 
EV BYD SEAL 6 เพิ่มรุ่นย่อย ราคาเริ่มต้น 799,000 บาท 
ดูทั้งหมด

THE WISDOM กสิกรไทย เปิดมุมมอง ส่องภาพเศรษฐกิจโลก-ไทย ปี 64 หลังได้รับวัคซีน

09 มี.ค. 2564 | 15:20น.

The WISDOM กสิกรไทย จัดเวที Exclusive Live THE WISDOM The Symbol Of Your Vision: 2021 Economic Outlook & Investment Forum เชิญวิทยากร ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ ท่องเที่ยว มาร่วมวิเคราะห์แนวโน้ม ทิศทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวในปี 2564 เพื่อฉายภาพให้เห็นความสำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ภาวะของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบไม่ว่าจะทั้งเศรษฐกิจ การลงทุน การท่องเที่ยว ของไทยและทั้งโลก

ความไม่แน่นอนและปัญหาทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อนขึ้น

ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า จากการระบาดของโควิด-19 รอบใหม่เมื่อปลายปี 2563 ทำให้ 2 เดือนแรกของปี 2564 เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เพราะการระบาดรอบใหม่ได้ซ้ำเติมเศรษฐกิจที่เพิ่งฟื้นตัวเมื่อตอนปลายปี ทั้งยังส่งผลให้เศรษฐกิจมีความซับซ้อนของปัญหายิ่งขึ้น และยังมีปัญหาด้านความชัดเจนในการควบคุมสถานการณ์โควิด-19 วัคซีนจะเริ่มฉีดได้เมื่อไหร่ แล้วไทยจะเปิดรับนักท่องเที่ยวเข้าประเทศเมื่อไหร่ รวมถึงปัญหา สิ่งที่ต้องจัดการภายหลังสถานการณ์โควิด-19 อีกด้วย

“ธุรกิจได้รับผลกระทบมีการขยายวงกว้างมากขึ้น โดยขยายไปสู่ภาคการผลิตซึ่งเชื่อมโยงไปสู่ภาคการส่งออกด้วย แม้ไม่มีล็อกดาวน์ แบบรอบแรก แต่ผู้ประกอบการ ร้านค้าในห้างก็ต้องแบกต้นทุน ขณะที่รายได้ลดลง 80-90% ซึ่งส่งผลกระทบมากกว่าเชิงเปรียบเทียบ ทั้งหมดยังไม่รวมไม่รวมผลกระทบในธุรกิจโรงแรม อสังหาฯ ที่รายรับหายไปนานกว่า 12เดือนแล้ว”

การมาของโจ ไบเดน ทำให้จุดความสนใจอยู่ที่การผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีมูลค่า 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ปัจจัยต่างๆ ทำให้นักวิเคราะห์ทยอยปรับเพิ่มมุมมองสหรัฐและโลกขึ้น จึงมีผลกระทบให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐในระยะยาวปรับขึ้น และคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะทยอยออกจากนโยบายผ่อนคลายทางการเงินในปี 2565

“ท่ามกลางสถานการณ์ ดังกล่าวธนาคารเห็นว่ามีสัญญาณฟื้นตัวจากลูกค้า ที่สามารถคืนเงินกู้ได้ในสัดส่วนที่ดีกว่าที่คาดไว้ ตั้งแต่ปลายปี 2563 มาจนถึงต้นปี 2564 ทั้งที่โควิดกลับมาลูกค้าก็ชำระหนี้ได้ดี แน่นอนสถานการณ์จะตั้งอยู่บนเงื่อนไขเศรษฐกิจ และปัจจัยแวดล้อมที่มีความไม่แน่นอนสูง เป็นโจทย์ที่นักลงทุนต้องติดตามใกล้ชิด เพราะจะมีผลต่อราคาสินทรัพย์แต่ละประเภทแตกต่างกัน ทำให้การจับจังหวะในการลงทุนมีความละเอียดอ่อนมากขึ้น”

ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยวัคซีนและมาตรการการเงิน-การคลัง

ดร.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า 2 ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในระยะที่ผ่านมาและระยะต่อไป คือ วัคซีน และมาตรการที่แต่ละประเทศออกมาทั้งนโยบายการเงินและการคลัง เพื่อให้มั่นใจว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่ หากเทียบกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งก่อน เมื่อปี 2551-2552 ถือว่าใช้เยอะมาก เนื่องจากทุกประเทศมองว่าอย่างแรกที่ต้องทำ คือให้เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นมาก่อน อย่างสหรัฐอเมริกาได้ใช้เงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันก็ได้ออกนโยบายการคลังจำนวนมากเพื่อรับความเสี่ยงด้วยเช่นกัน

1.9 ล้านล้านดอลลาร์ ไทยได้ประโยชน์อะไรจากมาตรการของสหรัฐ

อันนี้คือความยาก ในแง่เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาน่าจะโต แง่การส่งออกของไทยน่าจะได้ผลดีสำหรับปีนี้ แต่ปีถัดไป 2565 Build Back Better จะดำเนินการ สหรัฐจะมุ่งเน้นสร้างเสริมเศรษฐกิจในประเทศมากกว่า เพื่อบริโภคและผลิตเองในประเทศ (Reshoring) ดังนั้นระยะสั้นไทยจะมีประโยชน์จากการปรับตัวในปีนี้ ถ้าในอนาคตผู้ส่งออกไทยอยากโตไปกับเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา ก็ต้องปรับตัวโดยด่วน ในประเด็นเศรษฐกิจสีเขียว พลังงานทดแทน ก็จะต้องมีมาตรฐานที่ดีขึ้น

มองภาพรวมเศรษฐกิจไทย ปี 64

ธปท.มองว่า ความกังวลที่มีต่อเศรษฐกิจไทยปีนี้ค่อนข้างเยอะ แต่เห็นภาพการฟื้นตัว เศรษฐกิจคงไม่แย่เท่าปี 2563 และการระบาดของโควิด-19 ระลอก 2 พิสูจน์ให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มมีภูมิคุ้มกัน ภาครัฐดำเนินนโยบายค่อนข้างเร็ว ประชาชนปรับตัวได้มากขึ้น คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะโต 3.2% แต่จากเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่ดีขึ้น การมาของประธานาธิบดีโจ ไบเดน เป็นไปได้ที่อาจจะมีการปรับตัวเลขการเติบโตดีขึ้น แต่สิ่งที่เป็นความเสี่ยงไตรมาสหลัง หนึ่งคือ เรื่องมาตรการพ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาทที่กำลังจะหมดลงในเดือนกันยายน ต้องดูว่ารัฐบาลจะมีนโยบายเพิ่มเติมหรือไม่ สองคือเรื่องการท่องเที่ยว ถ้าท่องเที่ยวเติบโตได้ระดับพื้นฐานที่มองไว้น่าจะทำให้เศรษฐกิจปีนี้ฟื้นฟูได้ชัดเจนขึ้น

“จากการระบาดระลอก 2 บางธุรกิจได้รับผลกระทบซ้ำเติม บางธุรกิจได้รับผลกระทบชั่วคราว บางธุรกิจเติบโตต่อไปได้ และมองเห็นว่าท่องเที่ยวไทยอาจจะฟื้นตัวได้ในไตรมาส 4 ปีนี้”

“เรียนรู้จากวิกฤต Don’t let the good crisis go to waste” ดร.ชญาวดีทิ้งท้าย

• วัคซีน GAME CHANGER

ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า วัคซีนเป็น Game changer จริงๆ จะทำให้เกิดการกลับมาของเศรษฐกิจไม่ว่าจะในประเทศไทยหรือทั่วโลก ททท.มีการสำรวจความเห็นนักท่องเที่ยวในประเทศฝรั่งเศส ถามว่าเมื่อรับวัคซีนแล้วประเทศที่จะเดินทางจำเป็นต้องฉีดวัคซีนไหม เขาบอกว่าไม่สนใจ เพราะคิดว่าเขาปลอดภัยแล้ว แต่ขอให้เป็นประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำ ซึ่งตรงนี้คิดว่าเป็นความได้เปรียบของประเทศไทยที่รัฐบาลสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้เป็นอย่างดี แต่ประเด็นสำคัญมากกว่านั้นคือ แต่คนไทยเองอาจจะกลัว
Best case-Worst case ของท่องเที่ยวไทย

Best case ททท.มั่นใจว่าจะทำตามเป้าที่ตั้งไว้ 6.5 ล้านคน แต่ต้องเป็นไปตามแผนคือไตรมาส 3 สามารถนำนักท่องเที่ยวเข้ามาได้ 3-5 แสนคน ใน 3 เดือนที่เหลือของปี เดือนละ 2 ล้าน ตัวเลขที่ตั้งเป้าก็น่าจะเป็นไปได้ ซึ่งถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับมาตรการกระทรวงสาธารณสุข ประเด็นที่ 2 คือ อารมณ์ความรู้สึกของคนไทย ว่ายินดีต้อนรับหรือไม่ ประเด็นที่ 3 คือ Vaccine rollout การฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่จะสร้างความมั่นใจของผู้เดินทางและเจ้าบ้าน ประเด็นที่ 4 ความสะดวกสบายในการเดินทางเข้าประเทศ (Ease of travelling) เพราะการเดินทางเข้าประเทศไทยในตอนนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องขอเอกสาร COE (Certificate of Eligibility) ต้องขอ fit to fly ทำให้การเดินทางแบบเดิมไม่สามารถเป็นไปได้

“จากการพูดคุยกับเจ้าของกิจการ โรงแรม สายการบิน ทุกคนเชื่อว่าการท่องเที่ยวยังไงก็ต้องกลับมา มันขึ้นอยู่กับเวลา แต่แน่นอน The faster the better แน่นอน ไม่มีใครยกเลิกการลงทุน เขามั่นใจว่ายังไงก็ต้องกลับมา ผมคิดว่าเป็นสัญญาณที่ดีให้เกิดความมั่นใจว่าทุกคนเชื่อมั่น สุดท้ายแล้วโควิดก็เหมือนไข้หวัดใหญ่ที่ฉีดวัคซีนแล้วทุกคนก็สบายใจ ฉะนั้นผมคิดว่า Best case ก็คือเราอยากจะเห็นไม่น้อยกว่าที่เราตั้งเป้าไว้ คือ 6.5 ล้านคน รายได้ 1.2 ล้านล้าน ซึ่งในนี้ต้องบูสต์ในประเทศด้วย ถ้า Worst case จริง ๆ ผมขอสักครึ่งหนึ่ง”

พลิกโฉมท่องเที่ยวไทย เน้น High value tourism

“ในเมืองท่องเที่ยวหลักที่พึ่งพานักท่องเที่ยวต่างประเทศในระดับสูงประมาณ 70-80% มีปัญหาเรื่อง Oversupply ก่อนที่จะเกิดโควิด-19 กลุ่มเหล่านี้ต้องการการปรับตัว ขณะเดียวกันกลุ่มจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองพวกไม่มีปัญหา เราพยายามจะแก้ปัญหา ไม่ใช่แค่เข้าไปฟื้นฟู แต่ต้องปรับตัวไปในเชิงคุณภาพมากขึ้น สิ่งที่เราต้องการจะเห็นก็คือ High value tourism มีการใช้จ่ายระดับสูง Affordable luxury มีการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ การท่องเที่ยวที่คำนึงเรื่องสิ่งแวดล้อมต่างๆ Sport tourism เป็นต้น เพื่อสร้างโปรดักส์ให้รองรับกับความต้องการให้พร้อมรองรับกับกำลังซื้อที่จะเพิ่มขึ้นต่อไปในอนาคต ซึ่งตรงนี้เองเป็นเรื่องใหม่ที่เกิดขึ้นในสถานการณ์โควิดว่าเราไม่ได้มองแค่ด้านดีมานด์อย่างเดียว แต่ต้องมาดูในเรื่องของ Supply size management อย่างจริงจัง เพื่อการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพเพิ่มมากขึ้น”

ประเด็นที่น่ากังวลของคนทำการค้า-การลงทุน ในอีก 3 ปีข้างหน้า

รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการอาเซียนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ถ้ามองแบบที่เป็นมุมมองภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจมันน่าจะมีประเด็นที่คนที่ทำการค้า การลงทุนในประเทศไทยในอีก 3 ปีข้างหน้า (2564-2566) มีเรื่องน่ากังวลอยู่ 4+1 ประเด็น
ประเด็นที่ 1 Global value chain ที่เปลี่ยนไปไทยรับมือกับมันได้ดีแค่ไหน ในแง่ของการเจรจาเขตร่วมมือการค้าเสรี อาทิ FTA CPTPP ที่จะสร้างแต้มต่อให้ไทย ไทยพร้อมไหมที่จะโตไปกับอาเซียน หรือการเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคอื่นๆ ไทยต้องปฏิรูปกฎระเบียบที่ทับซ้อนและล้าสมัย

ประเด็นที่ 2 การเปลี่ยนแปลงในดุลอำนาจ สหรัฐอเมริกาเปลี่ยนผู้นำ จีนมีนโยบายใหม่ และยังมีประเด็นของเมียนมาร์ที่เพิ่งเกิดเมื่อไม่นานมานี้ สถานการณ์จะเป็นอย่างไร

“นโยบายสมัยโจ ไบเดน ยากกว่าสมัยทรัมป์ เพราะทรัมป์ดำเนินนโยบายชัดเจน แต่วิธีการของไบเดนใช้วิธีการ Engage เราจะได้ประโยชน์จากที่เขา Engage เอเชียมากหรือน้อยแค่ไหน เราจะไปเป็นพันธมิตรที่ช่วยอเมริกาเต็มที่เลือกข้างอเมริกาเลย แต่อย่าลืมว่าเราอยู่ใกล้จีนมาก ถ้าเราโปรอเมริกามากจีนก็คงไม่พอใจ คุณโปรจีนมากอเมริกาก็ไม่พอใจ แต่จีนคือมหาอำนาจใกล้บ้าน เหมือนดวงอาทิตย์ใกล้ไปก็แผดเผา ไกลไปก็หนาวเหน็บ ปัญหาคือจะทำอย่างไรที่จะรักษาดุลตรงนี้”

“ตอนนี้สิ่งที่ต้องการที่สุดคือภาวะผู้นำของคนที่ดูแลนโยบายเรื่องเหล่านี้ นาทีนี้เราชัดหรือยังว่า ผลประโยชน์ของชาติอยู่ตรงไหน เพราะว่าผลประโยชน์แห่งชาติ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีหลากหลายมิติ เพราะฉะนั้นถ้าเราชัดกันก่อนว่าแต่ละกรมจับคู่กับประเทศนี้แล้วดีที่สุด เราก็ต้องเอาทุกอันมากางรวมกัน กรมนี้ต้องการ กับกรมนี้ต้องการมันขัดแย้งกันไหม ทำอย่างไรจะ synergy กันได้ แล้วเราก็ต้องทำความสัมพันธ์กับทุกประเทศที่เราจะได้ประโยชน์”

ประเด็นที่ 3 Disruptive technology ที่ทำให้รูปแบบการใช้ชีวิตเปลี่ยนไปเยอะ จีนกำลังเตรียมทำ Quantum Computing กำลังจะออกจากโลกดิจิทัลไปสู่โลกควอนตัม อีก 10-15 ปีข้างหน้า ควอนตัมจะมา แต่บางคนยังอยู่ในโลก อะนาล็อกอยู่ฉะนั้นจะไม่ทัน

ประเด็นที่ 4 การเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ สิ่งแวดล้อม สหรัฐอเมริกาบอกแล้วห้ามทำ Oil shale fracking (การขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากชั้นหินดินดาน) สหรัฐอเมริกาที่เคยเป็นผู้ส่งออกน้ำมันเบอร์ 4 จะไม่ใช่อีกต่อไป สหรัฐอเมริกาบอกให้รถทุกคนของรัฐบาลต้องเป็นรถไฟฟ้า รถไฟฟ้าที่รัฐบาลอเมริกันจะซื้อเป็นรถไฟฟ้า พลังงานถูก Disrupt ลองนึกภาพดูว่าไม่มีอีกแล้วที่น้ำมันจะมีการใช้เพิ่มขึ้น ตอนนี้โรงกลั่นขายทิ้งทั่วโลก เพราะฉะนั้นดีมานด์เรื่องน้ำมันกับซัพพลายน้ำมันปัญหาอยู่ที่อะไรจะหดตัวก่อนกัน เป็นปัญหากระทบต้นทุนการผลิตแน่นอน

เศรษฐกิจไทยในปีนี้และปีหน้ามีความหวังเพิ่มขึ้นไหม

ธิติ ตันติกุลานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.หลักทรัพย์กสิกรไทย กล่าวว่า ดูจากตลาดหลักทรัพย์ประเมินราคาของมูลค่าของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ไทยอย่างไร ในอดีต P/E ratio ของไทยอยู่ที่ 17 เท่า ราคาหุ้นต่อรายได้บริษัทนั้นเป็นเท่าไหร่ ปี2020 P/E เพิ่มขึ้นมาเป็น 30 เท่า เพิ่มอีกเท่าตัว เพราะรายได้ตกลงแต่ราคาไม่ตกลงเท่ารายได้ซึ่งตกลง 36% ตอนนี้ตลาดหุ้นอยู่ที่ 1500 จุด และปีนี้ประเมินว่าปีนี้ P/E น่าจะอยู่ที่ราว 20-22 เท่าก็ยังสูงเมื่อเปรียบเทียบกับอดีต ดังนั้นนักลงทุนในตลาดมองว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะผ่านตรงนี้ไปได้ ยอมซื้อในราคาสูงขึ้นเมื่อเที่ยบกับอดีต เพราะในไทยก็มีหลายบริษัทแข็งแกร่ง และผ่านสถานการณ์ตรงนี้ไปได้

สินทรัพย์ที่น่าลงทุน

ช่วงนี้เป็นช่วงที่ลงทุนลำบากมาก ต้องแยกสินทรัพย์พื้นฐาน (Fundamental) กับ สภาพคล่อง (Liquidity) วันนี้สินทรัพย์พื้นฐานทุกที่แพงหมดเลย ในอดีตสหรัฐอเมริกา P/E 18 เท่า ตอนนี้อยู่ 26 เท่าตอนนี้ไม่ถูก แต่คนก็ยังซื้อเพราะคนไม่รู้ลงทุนอะไร ดอกเบี้ยต่ำ สภาพคล่องในระบบเยอะมาก สะท้อนภาพที่คนไปลงทุนในบิตคอยน์เป็นจำนวนมาก 1 ปี ราคาเพิ่มขึ้นมา 540% โดยรอบนี้แตกต่างจากเมื่อรอบปี 2560-2561

“บิตคอยน์ราคาขึ้นเพราะ หนึ่ง มีนักลงทุนใหม่เข้ามาจากนักลงทุนสถาบัน มองว่าบิตคอยน์มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น ทำให้นักลงทุนรายย่อยมั่นใจกระจายพอร์ตในการลงทุน สอง สภาพคล่องในระบบมีอยู่เยอะ เพราะฉะนั้นบิตคอยน์ก็เป็นการลงทุนที่ตามเทรนด์ก็ยังไปได้อยู่”

หลังโควิดที่เริ่มเห็นแสงสว่างเราต้องทำอะไรบ้าง

“เยอะมากเพราะโลกเปลี่ยนไป ทำให้เทคโนโลยีพัฒนาเร็วขึ้นกว่าไม่มีโควิด โลกเปลี่ยนไปเร็วมาก เพราะโควิด หากถามว่าเราต้องทำอะไร อันแรก เราต้องสร้างความแข็งแรงของเศรฐกิจบ้านเรา เพราะ ณ ตอนนี้ เราไม่รู้ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจบ้านเราอยู่ตรงไหน เพราะสินเชื่อที่พักหนี้อยู่ ยังไม่รู้ว่าผลกระทบจากโควิดจะมีเท่าไหร่ รอบนี้การหยุดจ่ายดอกเบี้ยสินเชื่อไปถึง มิ.ย.ปีนี้ ดังนั้นคงต้องมองว่าหลังจากนั้นจะมีการพักหนี้ต่อเนื่องหรือไม่ เพราะหากดูตามที่พูดตามเวทีต่างๆ การฉีดวัคซีนกว่าจะไปสู่ 50% คงไตรมาส 4 ปีนี้”