เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

คณะพยาบาลศาสตร์ มหิดล จับมือ ‘จอห์น ฮอปกินส์’ ตั้งศูนย์วิจัยผู้ป่วย NCDs หวังสร้างสุขภาวะที่ดีให้คนไทย

25 มี.ค. 2564 | 16:17น.

วิถีชีวิตของผู้คนในแต่ละยุคแตกต่างกันตามปัจจัยแวดล้อมและตัวแปรทางสังคม การขยายตัวของสังคมเมือง กลยุทธ์การตลาด ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการสื่อสาร โซเชียลมีเดีย รวมทั้งมลพิษต่างๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนกระทบต่อวิถีชีวิตผู้คนและส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การกิน ความเครียด การออกกำลังกาย การนอนหลับ ปัญหาเหล่านี้หากสะสมไปในระยะยาวเสี่ยงต่อการป่วยในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs

กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs- Non- Communicable diseases) คือกลุ่มโรคที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการติดเชื้อ และไม่ได้ติดต่อจากคนสู่คน เป็นโรคไม่ติดต่อที่มีระยะดำเนินโรคนาน มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น พันธุกรรม สิ่งแวดล้อม สภาพร่างกาย และพฤติกรรมเสี่ยง สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ กินหวานมันเค็ม โดยโรคพบได้บ่อย เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ มะเร็ง โรคระบบทางเดินหายใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน เป็นต้น

รองศาสตราจารย์ ดร.ยาใจ สิทธิมงคล คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ ม.มหิดล กล่าวว่า กลุ่มโรค NCDs นับเป็นปัญหาสุขภาพสำคัญลำดับต้นๆ ของโลก จากการรายงานข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) พบประชากรทั่วโลก มีแนวโน้มที่จะเสียชีวิตจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเพิ่มสูงขึ้น จาก 38 ล้านคน ในปีพ.ศ. 2555 เป็น 41 ล้านคน ในปี พ.ศ. 2559 คิดเป็นร้อยละ 71 ของสาเหตุการเสียชีวิตทั้งหมดของประชากรโลก สำหรับประเทศไทย กลุ่มโรค NCDs เป็นสาเหตุการเสียชีวิตมากกว่าร้อยละ 70 นับเป็นอันดับหนึ่งของการเสียชีวิตทั้งหมดในประเทศไทย และคาดว่ามีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นในทุกปี

คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ ม.มหิดล กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่พบว่าเป็นปัญหาของระบบสาธารณสุขของไทยมากสุดคือ เบาหวาน และความดันโลหิตสูง ซึ่งถ้าหากไม่ได้รับการควบคุมที่เหมาะสม จะมีโอกาสการดำเนินไปสู่โรคเรื้อรังที่มีความรุนแรงมากขึ้น เช่น โรคไตเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง นำไปสู่การเสียชีวิตก่อนวัย ซึ่งโดยเฉลี่ยจะอยู่ในช่วงอายุ 30-69 ปี จากโรคหลอดเลือดสมอง หัวใจขาดเลือด เบาหวาน ภาวะความดันโลหิตสูง และโรคทางเดินหายใจอุดกั้นเรื้อรัง ตามลำดับ โดยการควบคุมโรคที่ดีนั้น ควรจะทำควบคู่กันไปทั้งสองอย่าง คือ การใช้ยารักษา และการปรับพฤติกรรมสุขภาพ

“อาการของกลุ่มโรคเหล่านี้จะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยลดลง มีความบกพร่องในการดูแลตนเองและการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งผลกระทบเหล่านี้ไม่ได้เกิดกับตัวผู้ป่วยเองเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อผู้ดูแลครอบครัวของผู้ป่วย และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาว กล่าวคือ ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงานซึ่งเป็นช่วงเวลาของการสร้างรายได้ให้กับตนเอง ครอบครัวและประเทศชาติ เมื่อป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เท่ากับว่าระยะเวลาการสร้างรายได้น้อยลง เศรษฐกิจของประเทศก็จะมีผลกระทบตามมาด้วย นอกจากนี้ คนไข้โรคไม่ติดต่อเรื้อรังในที่สุดจะเป็นโรคทางจิตเวชร่วมด้วยเสมอ ปัจจัยเหล่านี้เป็นปัญหาใหญ่ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาวะที่ดีของประเทศชาติ”

คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จึงร่วมมือกับ School of Nursing มหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาพยาบาลชั้นนำระดับโลก ในการจัดตั้งศูนย์ความร่วมมือด้านการวิจัยผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อ “The MU-JHU NCD Research Collaborative Center” เพื่อพัฒนางานวิจัยในผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่ทวีความซับซ้อนมากขึ้น เช่น การเกิดของโรคอุบัติใหม่ ผลจากสิ่งแวดล้อมคือ PM 2.5 และยังร่วมมือกับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล เพื่อสร้างผลงานวิจัยที่ดี และประสานความร่วมมือในรูปแบบสหสาขาวิชาชีพในหลายพื้นที่ อันจะก่อให้เกิดการแก้ปัญหาและป้องกันกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในประเทศให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมทั้งพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะพยาบาลที่เป็นกำลังสำคัญในการดูแลผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อ ให้มีความพร้อมทั้งทางด้านความรู้และทักษะในการจัดการและดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ดร.ฐิติพงษ์ ตันคำปวน ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายเครือข่ายวิจัยต่างประเทศ คณะพยาบาลศาสตร์ ม.มหิดล ในฐานะผู้อำนวยศูนย์ความร่วมมือด้านการวิจัยผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง กล่าวว่า “การจัดตั้งศูนย์ความร่วมมือด้านการวิจัยผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อ ให้คุณประโยชน์หลายด้าน เช่น เป็นการพัฒนาคุณภาพและเพิ่มศักยภาพด้านการทำวิจัยและการดูแลผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังให้กับพยาบาลในประเทศ หลังจากการเปิดศูนย์ฯ อย่างเป็นทางการ จะมีการส่งนักศึกษาไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนในระยะสั้นที่เรียกว่า Visiting scholar หรือการไปแลกเปลี่ยนในระยะยาวเพื่อศึกษาวิจัย เรียกว่า Research scholar รวมทั้งการส่งให้อาจารย์ในคณะพยาบาลไปเรียนที่ Johns Hopkins ในระดับปริญญาโท ปริญญาเอกต่อไป ซึ่งจะทำให้เกิดความร่วมมือระหว่าง 2 สถาบันที่ยั่งยืน

การสร้างความร่วมมือ ถ่ายทอดองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ของผู้เข้ารับการอบรมระหว่างเครือข่ายประเทศสมาชิกองค์การอนามัยโลกประจำภูมิภาคเอเชียใต้-ตะวันออก (WHO SEARO) ซึ่งมี 11 ประเทศ ได้แก่ บังคลาเทศ ภูฏาน เกาหลี อินเดีย อินโดนีเซีย มัลดีฟส์ เมียนมาร์ เนปาล ศรีลังกา ติมอร์ตะวันออก รวมทั้งไทย ซึ่งมีประชากรประมาณ 1,600 ล้านคน ซึ่งบริบทของแต่ละประเทศเรื่องการทำวิจัยจะไม่เหมือนกัน เราไม่สามารถประยุกต์งานวิจัยของประเทศทางยุโรปหรืออเมริกา มาปรับใช้ในการดูแลหรือพัฒนาคุณภาพชีวิตได้ ฉะนั้นการเพิ่มศักยภาพพยาบาลในด้านการทำวิจัยจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีและสำคัญ ทุกฝ่ายตั้งใจจะทำให้ศูนย์นี้เป็นศูนย์เพื่อการพัฒนาศักยภาพด้านการวิจัยและการดูแลสุขภาพที่ดีในอนาคต” ผอ.ศูนย์ความร่วมมือด้านการวิจัยผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง กล่าว

ทั้งนี้ ศูนย์ความร่วมมือด้านการวิจัยผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 25 มี.ค. 64 และจะเริ่มมีการอบรมระยะสั้นในหลักสูตรการดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งเปิดสอนออนไลน์ เป็นหลักสูตรแรก สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://ns.mahidol.ac.th/english/research/th/index_th.html

สำหรับหัวข้องานวิจัยชิ้นแรกของศูนย์คือ การวิจัยเรื่องคนไข้โรคหัวใจล้มเหลว เปรียบเทียบในกลุ่มประเทศ WHO SEARO แต่ละประเทศ ทั้งในเรื่องของภาวะโรค คุณภาพชีวิตของคนไข้ การดูแลตนเอง ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน เพื่อให้ได้ผลงานวิจัยที่สอดคล้องกับบริบททางสังคมและเศรษฐกิจของภูมิภาคเพื่อนำสู่การแก้ไขปัญหาสุขภาพได้อย่างเหมาะสม