310 เสียง มาจากใคร ?

310 เสียงมาจากใคร ?
คอลัมน์ : สามัญสำนึก
ผู้เขียน : อิศรินทร์ หนูเมือง

 

ตัวเลข ส.ส. 310 เสียง คือเป้าหมายพรรคเพื่อไทยในการชนะเลือกตั้งและได้จัดรัฐบาล ภายใต้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 3 ชื่อ คือ แพทองธาร ชินวัตร เศรษฐา ทวีสิน และ นายชัยเกษม นิติศิริ

แม้ทักษิณ ชินวัตร จะเบรคเกมด้วยตัวเลข 250 อีกครั้ง พร้อมทอดไมตรีเปิดทาง “จัดรัฐบาลผสม”

วาทกรรม-แคมเปญ ส.ส. 310 เสียง ถูกเอ่ยขึ้นครั้งแรก ในการประชุมใหญ่สามัญพรรคต้นเดือนมีนาคม 2566 เพิ่มจากก่อนหน้านี้มีการเปิดตัวด้วยตัวเลข 250 เสียง หรือ “แลนด์สไลด์”

เจ้าของวาทกรรม จัดตั้งรัฐบาลเพื่อไทยพรรคเดียว ภูมิธรรม เวชยชัย พูดไว้กับบีบีซีไทย ว่า “เราเสนอ 310 จะเป็นรัฐบาลพรรคเดียว จะไปพูดทำไมว่าจับ-ไม่จับใคร ถ้าได้เกินแล้วต้องไปจับกับพลังประชารัฐหรือ ผมก็โง่เป็นควาย แต่ถ้าผมไม่ได้สิ เสียงไม่พอ อันนั้นต้องมานั่งคิดว่าจับ-ไม่จับใคร”

นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช รับไม้ต่อขยายผลบนเวทีดีเบตกับคู่แข่ง ด้วยการตอกย้ำวาทกรรม 310 เสียง ด้วยแผนบันได 3 ขั้น คือ ขั้นแรก ชนะ 250-310 เสียงจัดตั้งรัฐบาล ขั้นที่สองแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และขั้นที่สามแก้รัฐธรรมนูญ

Advertisement

วาทกรรม 310 เสียง ถูกขับเคลื่อนคู่ขนานชนะเลือกตั้งแลนด์สไลด์ ฟุ้งกระจายทั่วเวทีปราศรัยทั่วประเทศ เกิดคำถามย้อนกลับไปที่ห้องประชุมลับในตึกพรรคเพื่อไทย 310 เสียง ส.ส.จะมาจากใคร ?

คำตอบแรก ได้จากแกนนำ-วงในรายหนึ่ง บอกว่า ต้องการขายวาทกรรมแลนด์สไลด์ ซึ่งถือว่าสำเร็จติดตลาดแล้ว แต่หัวใจคือต้องใช้ยุทธวิธีอีกมหาศาลในการทำให้ได้เกิน 220-250 เสียง แต่ความจริงยอมรับว่ายาก ต้องปั่นอีกหลายปัจจัย

แกนนำรายที่สอง บอกว่า ตอนแรกพูดตัวเลขความหวังตั้งเป้าคือ 250 ส.ส.แต่ความจริงคิดว่าน่าจะได้สูงสุด 220 ส.ส. จึงต้องเร่งสั่งทำพื้นที่เพิ่มอีก 30 เขต

แกนนำรายที่สาม สิงห์ซุ่มในห้องแอร์ บอกที่มาตัวเลข 310 จากการคาดการณ์ในห้องประชุมและอ้างอิงผลโพล ว่าน่าจะได้ ส.ส.ภาคเหนือ+อีสาน 130 เขต ภาคกลางแม้จะมี ส.ส.เดิมแค่ 7 คน รอบนี้กดตัวเลขไว้ที่ 40 เขต ตั้งความหวังจากจังหวัดที่มีคะแนนจาก “บ้านใหญ่”

Advertisement

ส่วนภาคใต้สะกดจิตไว้สูงสุด 5 เขต พื้นที่ กทม.ตั้งเป้า 18 เขต ส่วนภาคตะวันออก และพื้นที่ที่ยังเป็นลูกผี-ลูกคน ยังไม่ปักธงคาดการณ์ อีกนับ 100 เสียง ตัวเลขของแกนนำรายนี้คือ 193 เขต ไม่ร่วม ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์

แกนนำรายที่สี่ บอกว่า 310 ส.ส.นับแบบไหน ก็ยากที่จะถึงเส้นชัย เขาบอกว่า แม้ชนะเต็มที่น่าจะมี 193 เขต บวกลบอีก 10 ที่ ส่วนระบบบัญชีรายชื่อน่าจะอยู่ในอัตราเฉลี่ย 50-60 คน คน ซึ่งไม่ต่างจาก ปี 2544,2548 และปี 2554 ที่มีการเลือกตั้งแบบบัตร 2 ใบ

ขณะที่โลกการเมืองอีกใบ ในกำมือขั้วรัฐบาลเก่า ทั้งพรรคพลังประชารัฐ และรวมไทยสร้างชาติ ต่างสร้างดาวคนละดวง หวังพรรคละอย่างน้อย ส.ส. 70 เขต ส.ส.ระบบปาร์ตี้ลิสต์ที่เป็นไปได้คือ 20 คน แม้ว่าเมื่อถึงวันเลือกตั้งอาจจะเหลือความจริงแค่ครึ่งเดียว

พรรคภูมิใจไทย ประกาศแพ็กเกจเลือกตั้งทั้งจำนวน ทั้งขั้วรัฐบาล ด้วยการแคปเพดานตัวเองไว้ที่อย่างต่ำ 75 เสียง ลุ้นเป็นตัวแปรสำคัญทั้ง 2 ข้าง แต่เมื่อเกมพลิกกระดานหกลง ทำให้ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ถูกแตะเบรค “พักงาน” ดันอนุทิน ชาญวีรกูล สวิงเด้งกลับไปขั้วเก่าเข้าบ้านป่าภายในไม่กี่ชั่วยาม

พรรคประชาธิปัตย์ เลขาธิการพรรคประกาศว่าถ้าได้ ส.ส.น้อยกว่าเดิม จะเดิมพันตำแหน่งด้วยการเลิกเล่นการเมือง แต่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคยังยั้งปากหวังได้เกินจากเดิมที่ 52 ที่นั่ง

สมติฐานของแกนนำ “ขั้วรัฐบาลบ้านป่า” คือ ชาติไทยพัฒนา+ประชาธิปัตย์ เต็มที่มาไม่เกิน 100 เสียง

ส่วนพรรคที่ไม่เคยอยู่ในสมการ การจัดตั้งรัฐบาลของขั้วไหนเลย อย่างพรรคก้าวไกล เคยตั้งตัวเลขไว้ว่าน่าจะมีระดับ 120 เสียง ทว่าถูกหักเกมด้วย ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ที่ตั้งเกณฑ์ไว้ไห้ว่าจะได้ ส.ส.เต็มแก้ว 30 คน

ส่วนพรรคชาติพัฒนากล้า ไทยสร้างไทย ลุ้นให้ได้เกิน 25 แต่ทว่าโลกของวันเลือกตั้ง อาจไม่เป็นดังฝัน

ไม่ควรลืมว่า ในห้วง 22 ปีที่ผ่านมาพรรคของทักษิณ ชินวัตร คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งทั้ง 5 ครั้ง แต่ได้จัดตั้งรัฐบาล 3 รอบ มีคนในตระกูลชินวัตร และเขย เป็นนายกรัฐมนตรี 3 คน

เหตุการณ์แผ่นดินไหวชื่อนายกรัฐมนตรีนอกพรรคไทยรักษาชาติ 8 กุมภาพันธ์ 2562 ยังตามหลอนสมาชิกเพื่อไทย แม้ว่าได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง แต่ต้องตกที่นั่งเป็นฝ่ายค้าน

ไม่ว่าวาทกรรม 310 เสียง จะเป็นจริงหรือไม่ แต่ความเป็นไปได้สูงเวลานี้คือ เพื่อไทยชนะเลือกตั้งแบบฝังกลบคู่แข่ง แต่จะได้จัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ เป็นก้าวที่ยังไกล ต้องรอค่ำ ๆ ของวันที่ 14 พฤษภาคม 2566