รายงาน
ทำท่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องสำหรับ ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ของประเทศไทย ล่าสุดตัวเลขที่ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์รายวัน ทำสถิติทะลุหมื่นรายต่อวันมา 4 วันติดต่อกันแล้ว (5-9 กุมภาพันธ์ 2565)
โชคยังดีที่จำนวนผู้เสียชีวิตไม่ได้เพิ่มขึ้นตามเหมือนการระบาดระลอกแรก ซึ่งส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลมาจากการระดมฉีดวัคซีนป้องกันอย่างเต็มกำลังในประชาชนทุกกลุ่ม ทุกจังหวัดของกระทรวงสาธารณสุข

ล่าสุด ณ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2565 มีผู้รับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 จำนวน 38,732 ราย เข็มที่ 2 จำนวน 48,034 ราย และเข็มที่ 3 จำนวน 423,077 ราย
- จำนวนผู้ได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 สะสม : 52,567,327 ราย คิดเป็นร้อยละ 75.6 ของประชากร
- จำนวนผู้ได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 สะสม : 49,017,760 ราย คิดเป็นร้อยละ 70.5 ของประชากร
- จำนวนผู้ได้รับวัคซีนเข็มที่ 3 สะสม : 16,404,731 ราย คิดเป็นร้อยละ 23.6 ของประชากร
กระนั้นก็ตามแม้จะรณรงค์และระดมฉีดวัคซีนอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังมี “ผู้เสียชีวิต” เพิ่มขึ้นทุกวัน
แต่ ศบค.มักจะอ้างข้อมูลว่าส่วนใหญ่หรือเกือบจะ 100% ผู้เสียชีวิตเป็น “กลุ่มเสี่ยง” เช่น กลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป อีกส่วนเป็น กลุ่มผู้มีประวัติป่วยเป็นโรคเรื้อรัง และกลุ่มสุดท้ายคือเป็น กลุ่มผู้ที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีน หรือไม่ก็ได้รับการฉีดวัคซีนไม่ครบโดส ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น
และแม้ว่าผู้บริหารของกระทรวงสาธารณสุขจะออกมารับประกันว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่พุ่งขึ้นทะลุเกินหมื่นรายต่อวัน แต่ระบบสาธารณสุขของประเทศยังสามารถรองรับได้ และยังเป็นไปตามการคาดการณ์ หรือ “ฉากทัศน์” ที่เคยออกมาคาดการณ์ก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตาม ประเด็นหนึ่งที่ประชาชนอาจจะเลยหรือลดความสนใจลง และ ศบค.ไม่ได้มีการแถลงตัวเลขเป็นรายวัน ประกอบกับมีคนเสียชีวิตรายวันลดลง นั่นคือตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่เกิดจากการตรวจเชิงรุกจาก ชุดตรวจ ATK ซึ่งสื่อมวลชนที่สนใจต้องไปหาข้อมูลเอาเองที่เว็บไซต์ของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ไม่มีการแถลงรายวัน
ในความเป็นจริงหากวิเคราะห์ข้อมูลของ ศบค.และผลตรวจ ATK ที่กรมควบคุมโรคเผยแพร่หรือรายงานตามหลัง ศบค. หากบวกตัวเลข 2 ส่วนนี้เข้าด้วยกัน ความจริงยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่บางวันก็แทบจะแตะหมื่นรายต่อวัน หรือเกินหมื่นรายต่อวันมาก่อนหน้านี้แล้ว
แต่ภาพมาเห็นชัดขึ้นในช่วงปลายเดือนมกราคม 2565 จนถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เนื่องจากตัวเลขผู้ป่วยรายใหม่ทะลุหมื่นรายทุกวัน เมื่อมารวมกับผลตรวจ ATK ตัวเลขจึงยิ่งเพิ่มขึ้น
ล่าสุดวันนี้ (9 ก.พ.) ยอดผู้ป่วยรายใหม่ทำสถิติสูงสุดเพิ่มขึ้นไปถึง 13,182 ราย รวมผลตรวจผู้ติดเชื้อเข้าข่ายจาก ATK อีก 5,928 ราย เบ็ดเสร็จปาเข้าไป 19,110 ราย
เริ่มขยับเข้าใกล้ตัวเลข 20,000 อีกครั้ง

นอกจากนี้ หากใครติดตามการรายงานข้อมูลของกรมควบคุมโรค จะพบว่าอัตราการตรวจแล้วเจอผู้ติดเชื้อ หรือร้อยละของการตรวจพบเชื้อล่าสุดเพิ่มขึ้นเกินกว่า 13% แล้ว จากก่อนหน้าที่สายพันธุ์โอมิครอนจะระบาด อัตราการตรวจพบเชื้อเคยลงไปอยู่ตัวเลขหลักเดียวเท่านั้น
พูดง่าย ๆ คือสถานการณ์ในปัจจุบันยิ่งตรวจ ยิ่งเจอผู้ติดเชื้อ
แต่กระทรวงสาธารณสุขอ้างว่า ด้วยเหตุผลทางวิชาการและหลักเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก ทำให้ไม่สามารถนำตัวเลขดังกล่าวมารวมกันได้
จากการรวบรวมของ “ประชาชาติธุรกิจ” พบว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่เมื่อรวมกับผลตรวจ ATK ที่กรมควบคุมโรคใช้คำว่า “ผู้ติดเชื้อเข้าข่าย” นั้น เร่งตัวขึ้นหรือทะลุเกินหมื่นรายต่อวันมาตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2565 แล้วด้วยซ้ำ เห็นได้จากตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่อยู่ที่ 8,008 ราย เมื่อรวมกับผลตรวจ ATK 2,065 ราย ตัวเลขผู้ติดเชื้อจะอยู่ที่ 10,073 ราย (ดูสรุปตัวเลขท้ายข่าว)
ถัดมาวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2565 ตัวเลขก็เกินหมื่นรายเช่นกัน โดยมียอดผู้ป่วยใหม่ 8,587 ราย บวก ATK อีก 2,649 ราย ตัวเลขรวมปาเข้าไป 11,236 ราย
แต่ที่หนักสุดน่าจะเป็นวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 10,879 ราย และผลตรวจ ATK จำนวน 4,632 ราย ทำให้ยอดรวมพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 15,511 ราย
แต่เมื่อ ศบค.รายงานตัวเลขว่ามีผู้ติดเชื้อหมื่นต้น ๆ ประชาชนก็รับฟัง รับรู้แค่หมื่นต้น ๆ
ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริง พูดแบบภาษาชาวบ้าน ตัวเลขพุ่งขึ้นไปเกินกว่า “หมื่นห้าแล้ว”

ล่าสุดในการแถลงข่าวของ ศบค.เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2565 แพทย์หญิงสุมนี วัชรสินธุ์ ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ในฐานะรองโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ระบุว่า
สถานการณ์ทั่วโลก ผู้ป่วยอาการหนักและเสียชีวิตมีแนวโน้มลดลง แม้จะมีจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้น ซึ่งล่าสุดลดลงมาตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2565 โดยยอดของผู้ติดเชื้อน่าจะผ่านระดับสูงสุดลงมาแล้วทั้งในสหรัฐและยุโรป
ซึ่งตรงกันข้ามกับประเทศในทวีปเอเชีย รวมถึงไทยที่ยังมีจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ในระดับสูง ทั้งอินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ โดยญี่ปุ่นยอดติดเชื้อรายใหม่บางวันเพิ่มขึ้นไปถึงแสนกว่าราย ขณะที่ประเทศไทยดังที่กล่าวไว้ตอนต้น ยอดผู้ป่วยใหม่ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน
“ตอนนี้กำลังเป็นขาขึ้นของยอดผู้ติดเชื้อในทวีปเอเชีย” แพทย์หญิงสุมนีกล่าว และแน่นอนว่ามีประเทศไทยรวมอยู่ด้วย
อย่างไรก็ตาม จากการคาดการณ์สถานการณ์ในประเทศไทยยังคงมีแนวโน้มผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น แต่ยังเป็นไปตามการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ และสามารถควบคุมได้ ถึงแม้ว่าจะมีการติดเชื้อในหลักหมื่นรายต้น ๆ ต่อวัน ขณะที่อัตราการเสียชีวิตค่อนข้างทรงตัว และระบบสาธารณสุขของไทยเราสามารถรองรับได้

ซึ่งก็สอดรับกับการแถลงข่าวก่อนหน้านี้ของ แพทย์หญิงอภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 ของรัฐบาล (ศบค.) ที่แถลงเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า ให้จับตาดู “คลัสเตอร์ตรุษจีน” เอาไว้ หลังเทศกาลตรุษจีนผ่านพ้นไปประมาณ 1-2 สัปดาห์
เนื่องจากเป็นช่วงที่ประชาชนจำนวนมากออกมาจับจ่ายสินค้าเพื่อไหว้เจ้าในช่วงเทศกาลตรุษจีน ซึ่งเชื่อว่าตัวเลขคลัสเตอร์ตลาดน่าจะเพิ่มขึ้น
และ 1-2 สัปดาห์ที่ ศบค.ระบุก่อนหน้า ดูเหมือนว่าจะเป็นช่วงสัปดาห์นี้ถึงสัปดาห์ที่เป็นช่วงคลัสเตอร์ตรุษจีนเริ่มจะออกดอกออกผลใน “คลัสเตอร์ตลาด” หรือไม่อย่างไร
เห็นได้จากผู้ติดเชื้อรายใหม่ทะลุเกินกว่าหมื่นรายทุกวัน

ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2565 แพทย์หญิงสุมนี วัชรสินธุ์ ออกมาแถลงว่า พบคลัสเตอร์ใหม่หลายจังหวัด ทั้งคลัสเตอร์สถานพยาบาล โรงเรียนและสถานศึกษา โรงงานและสถานประกอบการ คลัสเตอร์งานพิธีกรรม งานประเพณี งานเลี้ยงสังสรรค์ ทั้งงานศพ งานแต่งงาน งานบวช
โดยคลัสเตอร์ใหญ่ที่น่าจะกระจายไปเกือบทั่วประเทศแล้ว เป็น “คลัสเตอร์ตลาด” ที่ ศบค.กังวลมาก่อนหน้านี้

แพทย์หญิงสุมนียังระบุด้วยว่า ถึงแม้ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อในแต่ละคลัสเตอร์มีไม่มาก แต่มีประสิทธิภาพในการแพร่กระจายสำหรับเชื้อ “โอมิครอน” นั้นมีค่อนข้างสูง
กล่าวคือ ถ้ามีผู้ติดเชื้อในครอบครัว เชื้อโอมิครอนสามารถกระจายไปยังบุคคลในครอบครัวได้ง่าย โดยอัตราการกระจายการติดเชื้อในครอบครัวจะอยู่ที่ 40-50% ขณะที่สายพันธุ์เดลต้าน้อยกว่า โดยจะอยู่ที่ 10-20%
จะเห็นได้ว่าสายพันธุ์โอมิครอนระบาดได้ง่ายอย่างที่รับรู้กันมาก่อนหน้าแล้ว
“ถึงแม้ตอนนี้การติดเชื้อของโอมิครอนติดแล้วจะไม่ค่อยมีอาการ หรือมีอาการน้อย แต่ดีที่สุดคืออย่าติด จะดีที่สุด” แพทย์หญิงสุมนีกล่าว
แต่ถ้าเลือกได้เชื่อว่าไม่มีใครอยากเป็นผู้ป่วยรายใหม่ หรืออยากติดโควิดแน่ แม้จะอ้างว่าคนที่ฉีดวัคซีนไม่ว่าจะยี่ห้อใดก็ตามสามารถป้องกันโควิดได้ หรือหากติดเชื้อจริงอาการป่วยจะไม่รุนแรง ไม่มีอาการหนัก
แม้กระทั่งความเสี่ยงที่จะเสียชีวิต (ตาย) น้อยก็ตาม
สรุปยอดผู้ติดเชื้อ-เสียชีวิตย้อนหลังตั้งแต่ 31 มกราคม 2565
วันที่ 31 มกราคม 2565 : ผู้ติดเชื้อ 8,008 ราย : ATK 2,065 ราย : เสียชีวิต 16 ราย
วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2565 : ผู้ติดเชื้อ 7,422 ราย : ATK 2,014 ราย : เสียชีวิต 12 ราย
วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2565 : ผู้ติดเชื้อ 8,587 ราย : ATK 2,649 ราย : เสียชีวิต 22 ราย
วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2565 : ผู้ติดเชื้อ 9,172 ราย : ATK 4,012 ราย : เสียชีวิต 21 ราย
วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2565 : ผู้ติดเชื้อ 9,909 ราย : ATK 4,973 ราย : เสียชีวิต 22 ราย
วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2565 : ผู้ติดเชื้อ 10,490 ราย : ATK 4,248 ราย : เสียชีวิต 21 ราย
วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2565 : ผู้ติดเชื้อ 10,879 ราย : ATK 4,632 ราย : เสียชีวิต 20 ราย
วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2565 : ผู้ติดเชื้อ 10,470 ราย : ATK 4,527 ราย : เสียชีวิต 12 ราย
วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2565 : ผู้ติดเชื้อ 10,398 ราย : ATK 3,899 ราย : เสียชีวิต 17 ราย
วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2565 : ผู้ติดเชื้อ 13,182 ราย : ATK 5,928 ราย : เสียชีวิต 24 ราย