ธุรกิจญี่ปุ่นในแดนมังกรระส่ำ หวั่นกฎหมายต้านจารกรรมจีน
japan
คอลัมน์ : Market Move
ในปี 2025 ที่จะถึงนี้ บริษัทญี่ปุ่นอาจต้องปรับยุทธศาสตร์การทำธุรกิจในประเทศจีน หลังการแข่งขันไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ธุรกิจเหล่านี้ต้องกังวล แต่ยังรวมไปถึงความปลอดภัยของตัวพนักงาน-ผู้บริหารและครอบครัวที่ถูกส่งไปดูแลกิจการในแดนมังกรด้วย หลังช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาเกิดความเปลี่ยนแปลงหลายด้านที่ส่งผลถึงความปลอดภัยของชาวญี่ปุ่นและครอบครัวที่อาศัยในจีน
สำนักข่าว “นิกเคอิ เอเชีย” รายงานว่า ความกังวลเกี่ยวกับการทำธุรกิจในจีนของบรรดาธุรกิจญี่ปุ่นกำลังขยายวงกว้างไปถึงรื่องความปลอดภัยของบุคลากรและครอบครัวที่บริษัทส่งไปประจำในจีน หลังสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกทวีความร้อนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในนั้นคือการที่รัฐบาลจีนตัดสินใจเพิ่มความเข้มงวดของกฎหมายต่อต้านการจารกรรม เมื่อช่วงกลางปี 2023 ที่ผ่านมา
ตามข้อมูลของ Mount Fuji Dialogue Young Forum ฟอรั่มที่ได้รับการสนับสนุนจากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจญี่ปุ่นและนิกเคอิ ซึ่งมีการสำรวจความเห็นของนักธุรกิจและผู้ประกอบการในญี่ปุ่นที่จัดขึ้นสองปีครั้งในเดือนตุลาคม และครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 3,000 ราย
โดยมีคำถามเกี่ยวกับความเหมาะสมของนโยบายส่งพนักงานญี่ปุ่นไปดูงานหรือประจำอยู่ในจีนรวมอยู่ด้วยนั้น ผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่ประมาณ 67% มีความเห็นไปในทางเดียวกันว่า บริษัทที่ตนสังกัดควรปรับนโยบายการส่งพนักงานไปทำงานหรือดูงานในประเทศจีน โดยมีความแตกต่างในส่วนของระดับการเปลี่ยนแปลงซึ่งมีตั้งแต่ ไม่ควรให้พนักงานระดับสูงเดินทางไปจีน ไปจนถึงให้ระงับการเดินทางไปจีนของพนักงานทุกระดับและทุกรูปแบบ
ผู้ตอบแบบสำรวจจำนวนถึง 67% ระบุว่า บริษัทของตนไม่ควรส่งพนักงานระดับผู้บริหารไปประจำหรือแม้แต่ดูงานในจีน ขณะที่ส่วนผู้ตอบแบบสำรวจอีกประมาณ 50% ให้ความเห็นว่า ไม่ควรส่งพนักงานระดับใดเข้าไปในจีนเลย และอีก 46% ซึ่งทั้งหมดเป็นผู้บริหารตั้งแต่ระดับต้นขึ้นไปในบริษัทเอกชนระบุว่า บริษัทควรยุติการส่งบุคลากรไปจีนในทุกรูปแบบรวมไปถึงทริปดูงานด้วย ส่วน 12% ระบุว่า ควรส่งเพียงบุคลากรไม่เกินระดับบริหารหรือสูงกว่าเท่านั้น ในขณะที่ 9% เห็นว่า ควรห้ามไม่ให้ส่งผู้บริหารระดับสูงไปเท่านั้น
ทั้งนี้ หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เกิดความกังวลต่อการส่งบุคลากรญี่ปุ่นไปยังประเทศจีนมาจากการที่รัฐบาลจีนตัดสินใจขยายขอบเขตของกฎหมายต่อต้านการจารกรรม เมื่อช่วงกลางปี 2023 โดยการแก้ไขดังกล่าวขยายขอบเขตของเป้าหมายสำหรับการจารกรรมให้ครอบคลุมถึงเอกสาร, ข้อมูล, วัสดุ และสิ่งของอื่น ๆ ทั้งหมด รวมถึงยังอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายสามารถตรวจสอบสัมภาระ, อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และทรัพย์สินอื่น ๆ ของผู้ต้องสงสัยได้ด้วย
การแก้ไขกฎหมายนี้เพิ่มความเสี่ยงให้กับธุรกิจต่างชาติในจีน ซึ่งที่ผ่านมาถูกควบคุมโดยกฎหมายความมั่นคงข้อมูลและกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติอยู่แล้ว
โดย สำนักงานกฎหมายมอร์แกน ลูอิส เตือนในรายงานของสำนักงานว่า หลักเกณฑ์ที่ไม่ชัดเจนของการระบุตัว “บุคคลที่ดำเนินกิจกรรมซึ่งอาจสงสัยได้ว่าเป็นการจารกรรม” อาจส่งผลให้การดำเนินธุรกิจในจีนมีความไม่แน่นอนสูงขึ้น
นอกจากความเสี่ยงจากกฎหมายต่อต้านการจารกรรมแล้ว การเมืองระหว่างประเทศ ยังเป็นอีกปัจจัยเสี่ยงที่ธุรกิจญี่ปุ่นกังวล โดยจากการสำรวจเดียวกันนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนถึง 94% ระบุว่า ความเสี่ยงทางการเมืองเป็นหนึ่งในความท้าทายใหญ่ที่สุดในการดำเนินธุรกิจในจีน ขณะที่ 30% กังวลว่าบริษัทและผลิตภัณฑ์ของญี่ปุ่นอาจถูกกีดกันออกจากตลาดจีน หากความสัมพันธ์ระหว่างทั้ง 2 ประเทศแย่ลง
อย่างไรก็ตาม ความสำคัญของตลาดจีนในสายตาธุรกิจญี่ปุ่นเริ่มลดน้อยลงเช่นกัน โดย 70% มองว่า ความสำคัญของตลาดจีนจะลดลงในอนาคต ซึ่งสัดส่วนนี้เพิ่มขึ้น 11 จุด จากการสำรวจเมื่อปี 2022 และมีเพียง 18% ที่ระบุว่า จีนเป็นตลาดสำคัญที่ขาดไม่ได้และความสำคัญของตลาดจีนจะคงเดิมหรือเพิ่มมากขึ้นในอนาคต โดยสัดส่วนนี้ลดลงจาก 30% ในผลสำรวจเมื่อสองปีก่อน
อีกปัจจัยหนึ่งที่อาจส่งผลให้ความสำคัญของตลาดจีนในสายตาธุรกิจญี่ปุ่นลดลง อาจมาจากเหตุอาชญากรรมต่อชาวญี่ปุ่นที่เกิดในจีนด้วย “ชิน คาวาชิมะ” ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยโตเกียว และที่ปรึกษาด้านวิชาการในการสำรวจครั้งนี้อธิบายว่า คดีฆาตกรรมเด็กชายชาวญี่ปุ่น อายุ 10 ปี ขณะเดินทางไปโรงเรียนในเมืองเสิ่นเจิ้น เมื่อเดือนกันยายน 2024 สร้างแรงสะท้อนจนทำให้บางบริษัทต้องอนุญาตให้พนักงานชาวญี่ปุ่นเดินทางกลับประเทศบ้านเกิดชั่วคราว
สอดคล้องกับความเห็นของ “ชิซาโกะ ที. มาซูโอะ” ศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยคิวชู ที่กล่าวในงาน Mount Fuji Dialogue ว่า การตอบสนองที่ไม่จริงจังเพียงพอของรัฐบาลจีนต่อเหตุการณ์นี้ ส่งผลให้เกิด “อุปสรรคทางจิตวิทยา และทำให้ธุรกิจของบริษัทญี่ปุ่นในจีนมีความท้าทายมากขึ้น”
ทั้งนี้การมองว่า ตลาดจีนมีความสำคัญน้อยลงนี้ สอดคล้องกับการสำรวจความคิดเห็นของสาธารณชนที่ดำเนินการโดยผู้สำรวจกลุ่มอื่น ซึ่งผลลัพธ์แสดงให้เห็นว่า จำนวนชาวจีนที่มองว่าญี่ปุ่น ไม่สำคัญ กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน
ด้วยสถานการณ์นี้จึงต้องจับตาความเคลื่อนไหวอย่างการลงทุน และการโยกย้ายบุคลากรของบริษัทญี่ปุ่นในปี 2025 ที่จะถึงนี้