คอลัมน์ : Market-think ผู้เขียน : สรกล อดุลยานนท์
ถือเป็นการเปิดศึกกันอย่างชัดเจนระหว่าง “พี่ใหญ่” กับ “น้องใหม่” ในวงการสุกี้
ในอดีตทั้ง “พี่ใหญ่” เอ็มเคสุกี้ กับ “น้องใหม่” อย่าง “สุกี้ตี๋น้อย” ต่างทำธุรกิจสุกี้เหมือนกัน
แต่เหมือนอยู่คนละเวที
คนหนึ่ง เป็นร้านสุกี้แบบตามสั่ง
อีกคนหนึ่ง เป็นร้านสุกี้ “บุฟเฟต์”
ในอดีต “เอ็มเคสุกี้” คือ เบอร์หนึ่งในวงการสุกี้
ทิ้งห่างคู่แข่งรายอื่น ๆ หลายเท่าตัว
จนวันหนึ่ง น้องใหม่อย่าง “สุกี้ตี๋น้อย” บุกเข้ามาในตลาดด้วยรูปแบบใหม่
…ขายแบบบุฟเฟต์
นอกจากรูปแบบการขายจะแตกต่างกันแล้ว ทำเลร้านก็แตกต่าง
“สุกี้ตี๋น้อย” ไม่เข้าห้าง
แต่ขายแบบสแตนด์อะโลน เป็นร้านนอกห้าง
ความได้เปรียบ คือ ค่าเช่าถูกกว่า
และยิ่งถูกมากขึ้น เมื่อเขาเปิดขายตั้งแต่ 11.00-05.00 น. หรือ 18 ชั่วโมง
ค่าเช่าเท่าไร หารด้วย 18
แต่ถ้าเปิดในห้างที่เปิด 11.00-22.00 น.
ค่าเช่าเท่าไร หารด้วย 11
วิธีคิดเรื่อง “ค่าเช่าพื้นที่” สอดคล้องกับรูปแบบธุรกิจ คือ บุฟเฟต์
เพราะยิ่งเวลาเปิดร้านนานเท่าไร ยิ่งทำรอบได้เยอะ
“สุกี้ตี๋น้อย” ได้กลุ่มเป้าหมายใหม่กลุ่มใหญ่มาก คือ กลุ่มคนทำงานกลางคืน
ไม่ว่าจะเป็นพนักงานตามสถานบันเทิง หรือคนทำงานกะดึก
จนถึงวันนี้กระแสความนิยมก็ยังไม่ลดลง คิวจองก็ยังยาวเหยียด
และด้วยยุทธศาสตร์นี้ ยอดขายและกำไรของ “สุกี้ตี๋น้อย” ก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ
ปี 2564 ทำรายได้ 1,500 กว่าล้านบาท และกำไร 147 ล้านบาท
ปี 2567 ที่ผ่านมา “สุกี้ตี๋น้อย” ทำรายได้ 7,000 กว่าล้าน และกำไร 1,100 กว่าล้านบาท
เห็นการเติบโตแล้วน่าตกใจ
ในขณะที่ “เอ็มเคสุกี้” ปี 2564 ยอดขายจาก 11,000 กว่าล้าน กำไร 130 ล้านบาท
มาปี 2567 ยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 15,000 กว่าล้านบาท กำไร 1,400 กว่าล้านบาท
แม้ตัวเลขยอดขายและกำไรจะเพิ่มขึ้น
แต่เมื่อเทียบกับคู่แข่ง “สุกี้ตี๋น้อย” แม้ยอดขายจะน้อยกว่าครึ่งหนึ่ง แต่กำไรห่างกันไม่มาก
ไม่แปลกที่ “เอ็มเคสุกี้” จะต้องแก้เกม
และเกมที่เขาเลือก คือ การเดินเข้าสู่สนามบุฟเฟต์ของ “สุกี้ตี๋น้อย”
การเปิดโปรโมชั่นบุฟเฟต์ 299 บาท Net เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา จึงถือเป็นการประกาศสงครามอย่างเป็นทางการของ “พี่ใหญ่”
แต่ดูเหมือน “สุกี้ตี๋น้อย” จะรู้ทาง เขาประกาศแคมเปญลดราคาจาก 219 บาท เหลือ 199 บาท (ไม่รวมเครื่องดื่มและภาษีมูลค่าเพิ่ม)
สถานการณ์ในวันแรกที่ “เอ็มเคสุกี้” เปิดเกมนี้ ปรากฏว่าได้รับความนิยมสูงมาก
แต่กลับได้รับเสียงวิจารณ์ในด้านลบ เรื่องของหมด ช้า พนักงานบริการไม่ดี
ก่อนที่ “เอ็มเคสุกี้” จะออกมาขอโทษ และจะแก้สถานการณ์ในวันต่อมา ซึ่งก็ดีขึ้นในหลายสาขา
คนในแวดวงอาหารมองว่า “เอ็มเคสุกี้” ไม่เข้าใจเรื่องธุรกิจบุฟเฟต์ ที่ลูกค้าจะกินเหมือน “นักบัญชี” คือ กินให้คุ้มเงินที่จ่ายไป
จะสั่งอาหารเยอะมาก
ครัวของ “เอ็มเคสุกี้” นั้นดีไซน์มาเพื่อขายสุกี้ตามสั่ง ซึ่งแตกต่างจากบุฟเฟต์ที่ครัวต้องใหญ่กว่าปกติ
ปัญหาเล็ก ๆ ที่เขานึกไม่ถึง เช่น การล้างจาน
เพราะบุฟเฟต์นั้นจำนวนจานที่ต้องล้างสูงกว่าสุกี้ตามสั่งมาก
อาหารของ “เอ็มเคสุกี้” ส่วนใหญ่มาจากครัวกลาง ไม่ยืดหยุ่นสำหรับการทำบุฟเฟต์ที่คนสั่งเยอะ
การสต๊อกสินค้า หรือการขนส่ง กลายเป็นปัญหาของ “เอ็มเคสุกี้”
ไม่เหมือน “สุกี้ตี๋น้อย” ที่ดีไซน์ระบบทุกอย่างสำหรับบุฟเฟต์
ผมไม่รู้ว่าตอนนี้เขาหาทางแก้ปัญหานี้ได้หรือยัง
มีบางคนวิจารณ์ว่า “เอ็มเคสุกี้” พลาดที่ลงมาเล่นสนามบุฟเฟต์ แทนที่จะเปิดแบรนด์ใหม่
แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็ถือเป็น “Good Problem” เพราะแสดงว่าแบรนด์เอ็มเคยังขายได้ ถ้าราคาเหมาะสม
คำว่า “เหมาะสม” นั้นไม่ได้หมายความว่า ต้องลดราคาเพียงอย่างเดียว
แต่จะขึ้นราคาก็ได้ ขอเพียงว่าวัตถุดิบต้องพรีเมี่ยมขึ้น จนลูกค้าจ่ายแล้วรู้สึกคุ้มค่า
นึกถึงร้านก๋วยเตี๋ยวเรือทองสมิทธิ์ ที่ไม่ตั้งราคาขายแข่งกับก๋วยเตี๋ยวเรือทั่วไป
แต่ขายดีมากจนขยายสาขาไปเรื่อย ๆ
สงครามสุกี้ครั้งนี้เพิ่งเริ่มยกแรก
ถ้า “เอ็มเคสุกี้” สรุปบทเรียนครั้งนี้ดี ๆ
เกมใหม่ต่อจากนี้ไปอาจพลิกเปลี่ยนไปก็ได้