ซันสวีทลุ้นรายได้สินค้าพร้อมทานแตะ 1,000 ล้าน หลังเทรนด์สุขภาพหนุนดีมานด์ ระดมสินค้าใหม่ลงสนาม 1-2 ตัว/ไตรมาส ด้านส่งออกเล็งใช้เงินหยวนส่งออกรับมือบาทผันผวน พร้อมซุ่มพัฒนาเทคใหม่หนุนแผนขยายฐานรุกสะดวกซื้อต่างประเทศ ลุยผนึกเกษตรกรหนุนปลูกถั่วลายเสือ เสริมแกร่งซัพพลายรับดีมานด์
นายวีระ นพวัฒนากร ผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและการเงิน บริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตสินค้าเกษตรแปรรูป อาทิ ข้าวโพดหวานสูตรต่าง ๆ, ถั่วลายเสือ ฯลฯ วางจำหน่ายในเซเว่นอีเลฟเว่น และส่งออกกว่า 40 ประเทศในเอเชีย ยุโรป ตะวันออกกลาง เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 นี้ ตลาดอาหารพร้อมทาน ในส่วนของสินค้าเกษตรแปรรูป เช่น ข้าวโพดหวาน ถั่วลายเสือ มันม่วง ฯลฯ ยังมีโอกาสเติบโต เช่นเดียวกับตลาดส่งออกในยุโรป และเอเชีย
เนื่องจากลูกค้าต่างชาติหลายราย อาทิ เกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน พยายามบริหารความเสี่ยงจากสงครามการค้า ด้วยการเปลี่ยนมาสั่งซื้อข้าวโพดหวานจากไทย แทนการสั่งซื้อจากสหรัฐอเมริกา เนื่องจากจุดแข็งด้านการส่งมอบที่ได้มาตรฐานมากขึ้น พร้อมกับการเพิ่มขึ้นของดีมานด์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ สะท้อนจากผลลัพธ์ของการเดินสายออกงานแสดงสินค้าต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี ซึ่งลูกค้าต่างชาติให้ความเชื่อมั่นกับซัพพลายจากไทยมากขึ้นอย่างชัดเจน
โดยบริษัทจะเดินหน้าส่งสินค้าใหม่เข้าสู่ตลาดทั้งไทย-เทศ พร้อมเสริมแกร่งกำลังผลิตตั้งแต่การปลูกและแปรรูป ตามเป้าผลักดันรายได้ปี 2568 ให้เติบโต 10-15%
สินค้าพร้อมทานลุ้นแตะพันล้าน
สำหรับสินค้าพร้อมทาน อาทิ ข้าวโพดหวานคลุกชีส, ถั่วลายเสือ, ธัญพืชรวม ฯลฯ นั้น ปี 2568 นี้ มีโอกาสที่รายได้จะแตะ 1,000 ล้านบาท หลังจากปี 2567 ทำรายได้ประมาณ 500-600 ล้านบาท ทั้งจากดีมานด์ของสินค้าเดิมเพิ่มสูงขึ้น ด้วยอานิสงส์จากกระแสสุขภาพ, การออกสินค้าใหม่ พร้อมกับการเพิ่มกำลังผลิตเพื่อรองรับ
หนึ่งในสินค้าที่ดีมานด์พุ่งสูงต่อเนื่องและกำลังจะเพิ่มกำลังผลิตขึ้น เช่น ถั่วลายเสือ ซึ่งเดิมผลิต 30,000-40,000 ชิ้นต่อวัน ปัจจุบันเพิ่มเป็น 50,000-60,000 ชิ้นต่อวัน และวางเป้าขยับขึ้นให้ได้ถึง 100,000 ชิ้นต่อวัน เช่นเดียวกับข้าวโพดคลุกชีส มันหวาน ธัญพืช
ด้วยการขยายโรงงานขนาดเล็กแห่งที่ 2 ตามแผนเพิ่มกำลังผลิตรวมจาก 170,000-180,000 ชิ้นต่อวัน ให้ได้ถึง 200,000 ชิ้นต่อวัน เมื่อรวมกำลังผลิตของโรงงานทั้งหมดจะอยู่ที่ประมาณ 300,000 ชิ้นต่อวัน
สำหรับสินค้าที่จะเปิดตัวใหม่หลังจากนี้ ยังคงอยู่ในกลุ่มสินค้าเกษตรแปรรูปซึ่งเป็นแนวทางที่บริษัทมีความชำนาญ เน้นจุดแข็งด้านทานง่าย และเป็นมิตรกับสุขภาพ คาดว่าจะเปิดตัว 1-2 ตัวต่อไตรมาส โดยมีสินค้าในไปป์ไลน์กว่า 20 ตัว
“นอกจากกระแสสุขภาพแล้ว ระดับราคาที่จับต้องง่ายไม่ถึง 30 บาท และความหลากหลาย ยังช่วยให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าของบริษัทไปบริโภคในหลายโอกาส ทั้งทานเล่นและเป็นมื้ออาหาร เช่น บางคนทานมันหวาน 1 ถุง หรือธัญพืช 1 กล่องเป็นมื้อเย็น ขณะเดียวกัน สัดส่วนการบริโภคข้าวโพดหวานที่ยังต่ำเมื่อเทียบกับต่างประเทศ จึงมีช่องว่างให้เติบโตได้อีกมาก”
เล็งใช้เงินหยวนลดเสี่ยงส่งออก
ในส่วนของธุรกิจส่งออกนั้น ความผันผวนของค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐเป็นปัจจัยหลักที่ต้องจับตา เนื่องจากส่งผลกระทบต่อกำไร ของการส่งออกที่บริษัทใช้รูปแบบการปิดดีลแล้วทยอยผลิต และส่งมอบให้ลูกค้า โดยปัจจุบันมีออร์เดอร์อยู่กว่า 2,000 ตู้ มูลค่าประมาณ 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมรับมือความผันผวนด้วยการซื้อ-ขายสกุลเงินไว้ล่วงหน้าแล้ว อย่างไรก็ตาม อัตราแลกเปลี่ยนที่ประมาณ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐนั้นค่อนข้างแข็ง และสร้างความท้าทายมาก
บริษัทเริ่มศึกษาและเจรจากับคู่ค้าต่างชาติ ถึงความเป็นไปได้ที่จะใช้เงินหยวนในการซื้อ-ขายแทนดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากความผันผวนต่ำกว่า
ส่วนมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา ไม่ส่งผลกับบริษัทโดยตรง เพราะยังไม่มีการส่งสินค้าไปยังสหรัฐอเมริกาโดยตรง แต่ต้องจับตาดูผลทางอ้อมอย่างสภาพเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษี ซึ่งจะส่งผลต่อการบริโภคและดีมานด์อีกทอดหนึ่ง
อย่างไรก็ตามยังมั่นใจว่า ข้าวโพดจะได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย เนื่องจากเป็นวัตถุดิบราคาถูกและหลายประเทศบริโภคเป็นอาหารหลัก รวมถึงยุโรปสามารถปลูกได้เพียงปีละครั้ง แต่ไทยสามารถปลูกได้ทั้งปี เห็นได้จากในวิกฤตเศรษฐกิจครั้งที่ผ่าน ๆ มา ดีมานด์ข้าวโพดไม่เคยลดลง
นอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่างพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ สำหรับขยายอายุการเก็บรักษาสินค้าเป็น 6-12 เดือน ซึ่งจะช่วยให้ส่งออกสินค้าได้หลากหลายขึ้น และขยายตลาดได้กว้างขึ้น เช่น สามารถรุกร้านสะดวกซื้อในต่างประเทศได้ โดยอาจจะสามารถเปิดตัวสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีนี้ได้อย่างน้อย 1 ตัวภายในสิ้นปี 2568
“บรรยากาศการซื้อขายตั้งแต่ต้นปีถึงกลางปีนับว่าดี ลูกค้าให้ความเชื่อมั่นประเทศไทยสูง และธุรกิจข้าวโพดหวานของไทยมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ เห็นได้จากลูกค้าญี่ปุ่นที่มีสัดส่วนถึง 30% ให้การยอมรับ”
เพิ่มซัพพลายด้วยกลยุทธ์วิน-วิน
ขณะเดียวกัน บริษัทยังเดินหน้าเสริมแกร่งด้านซัพพลาย ด้วยกลยุทธ์แบบวิน-วิน ทั้งบริษัทและเกษตรกร อาศัยโจทย์ที่เกษตรกร เช่น ผู้ปลูกข้าว ในบางพื้นที่สามารถปลูกได้เพียงครั้งเดียวในแต่ละปี จึงมีที่ดินและเวลาว่างอยู่ บริษัทจะเข้าไปส่งเสริมการปลูกพืชสำหรับแปรรูปเป็นสินค้าในช่วงเวลาดังกล่าว พร้อมแชร์โนว์ฮาวการปลูก-มาตรฐาน และแจ้งราคารับซื้อหากสินค้าได้มาตรฐาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้เกษตรกร เน้นย้ำว่าหากทำสัญญาปลูกให้บริษัทแล้วจะมีกำไรต่อไร่เท่าใด ขณะที่บริษัทจะได้ซัพพลายมาผลิตสินค้าต่อเนื่อง มากกว่าอาศัยการจัดซื้อ
หลังที่ผ่านมากลยุทธ์ส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหวาน ช่วยให้บริษัทมีซัพพลายระดับ 500-600 ตันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปี 2568 นี้จะขยายจากข้าวโพดหวานมายังถั่วลายเสือด้วย เนื่องจากกระแสตอบรับสูง ทำให้ต้องใช้ในปริมาณเยอะขึ้นตามไปด้วย
พร้อมกับเข้าไปวางแผน และแชร์โนว์ฮาวการปลูกร่วมกับเกษตรกรในส่วนของพืชชนิดอื่น อาทิ ฟักทอง สำหรับสินค้าฟักทองนึ่งอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะมีซัพพลายต่อเนื่อง และได้คุณภาพตามมาตรฐาน
ทั้งนี้ เชื่อว่ายุทธศาสตร์เหล่านี้จะช่วยให้รายได้ของบริษัทในปี 2568 เติบโต 10-15% ตามเป้าที่วางไว้