เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สาวงามจาก “โดมินิกัน” คว้า Miss World 2026 ‘น้ำผึ้ง กานต์ธีรา’ ทำดีที่สุดแล้วไม่ผ่านเข้ารอบ
Biz Movement สาวงามจาก “โดมินิกัน” คว้า Miss World 2026 ‘น้ำผึ้ง กานต์ธีรา’ ทำดีที่สุดแล้วไม่ผ่านเข้ารอบ
งามเป็นแก้วเป็นแสง “โอปอล สุชาตา” อำลา Miss World 2025 ในชุดผ้าไหมไทยจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI
Biz Movement งามเป็นแก้วเป็นแสง “โอปอล สุชาตา” อำลา Miss World 2025 ในชุดผ้าไหมไทยจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
เศรษฐกิจภูมิภาค บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
“โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
Biz Movement “โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ดูทั้งหมด

ชง Roadmap 100 วันรัฐบาลใหม่ ผุด “War Room ระบบอาหาร” สกัด 5 ความเสี่ยงทุบเกษตรไทย

23 มี.ค. 2569 | 18:04น.
เวทีเสวนาวิชาการเสนอ Roadmap 100 วันแรก รัฐบาลใหม่ต้องเร่งวางระบบเกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อมแบบบูรณาการ

กูรูเศรษฐศาสตร์เกษตรและอุตสาหกรรมอาหารแนะรัฐบาลใช้ 100 วันแรกวางฐานราก National Agrifood Data Platform เปิด Dashboard เช็ก Demand-Supply แบบเรียลไทม์ หนุนใช้ Pre-Order Model นำการผลิต พร้อมอัดฉีดนวัตกรรมลดต้นทุนพลังงานผ่าน Agri-Solar Power และระบบขนส่งอัจฉริยะ ย้ำต้องเร่งสร้าง e-Traceability Blueprint รับมือมาตรการกีดกันทางการค้าที่เข้มงวดขึ้น

เมื่อเร็วๆ นี้ ในการประชุมวิชาการครั้งที่ 64 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สาขาเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ ได้มีการจัดเสวนาพิเศษทางวิชาการภายใต้หัวข้อ “Roadmap 100 วันแรก: นโยบายเกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อมที่เริ่มได้ทันทีหลังตั้งรัฐบาล”

โดยมี 4 วิทยากร ได้แก่ 1.น.สพ. ยุคล ลิ้มแหลมทอง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ และอดีตรองนายกรัฐมนตรี 2. นายชูศักดิ์ ชื่นประโยชน์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการเพิ่มมูลค่าพืชเกษตร 3.ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย และ 4.รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ดำเนินรายการโดย นางสาวกุลวรางค์ สุวรรณศรี นักวิจัยนโยบายอาวุโส ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ

โดยสาระสำคัญของเวทีสะท้อนตรงกันว่า 100 วันแรกของรัฐบาลใหม่ไม่ใช่ช่วงเวลาที่จะแก้ปัญหาทั้งหมดได้ในคราวเดียว แต่เป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดในการวางระบบการทำงานใหม่ของรัฐ ให้การบริหารภาคเกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อมเชื่อมโยงกันมากขึ้น ใช้ข้อมูลจริงในการตัดสินใจ และตอบสนองต่อความเสี่ยงได้รวดเร็วกว่าเดิม

ที่ประชุมเห็นร่วมกันว่า ภาคเกษตรและอาหารไทยกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ทั้งโครงสร้างเกษตรกรสูงวัย ผลิตภาพต่ำ รายได้เปราะบาง หนี้ครัวเรือน ความผันผวนของพลังงานและปุ๋ย ความไม่แน่นอนของการค้าโลก มาตรการสิ่งแวดล้อมใหม่ของประเทศคู่ค้า ตลอดจนความเสี่ยงจากภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น เวทีจึงเสนอให้รัฐบาลมอง “เกษตร-อาหาร-สิ่งแวดล้อม” เป็นระบบเดียวกัน ไม่ใช่แยกเป็นนโยบายรายกระทรวงหรือรายโครงการ เพราะโจทย์ความมั่นคงทางอาหาร การแข่งขันทางการค้า สุขภาพผู้บริโภค และการจัดการทรัพยากร ล้วนเชื่อมโยงกันตลอดห่วงโซ่

เสนอใช้กรอบ “ระบบอาหารแห่งชาติ”

น.สพ. ยุคล ลิ้มแหลมทอง เสนอให้ใช้กรอบ “ระบบอาหารแห่งชาติ” เป็นฐานของการขับเคลื่อน โดยให้คณะกรรมการอาหารแห่งชาติทำหน้าที่เป็นแกนกลางด้านนโยบาย ยุทธศาสตร์ เป้าหมาย และการประสานงานข้ามหน่วยงาน พร้อมผลักดันให้เกิดการทำงานจริงในระดับจังหวัดผ่านคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านอาหารระดับจังหวัด ซึ่งควรมีฐานข้อมูลและสถิติด้านอาหารของตนเองอย่างครบถ้วน ทั้งข้อมูลการผลิต แหล่งผลิต ต้นทุน คุณภาพ ราคา ตลาด สถานะทรัพยากรดิน น้ำ อากาศ ระบบเตือนภัย และมาตรการรับมือภาวะขาดแคลนอาหาร นอกจากนี้ ยังเสนอให้รัฐบาลเร่งเดินหน้า 4 เรื่องสำคัญ คือ การผลิตด้วยนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การจัดสรรทรัพยากรและยกระดับเศรษฐกิจฐานราก การสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่และมาตรฐานสากล และการบริหารทั้งระบบด้วยข้อมูลเชิงลึก

ไทยกำลังเผชิญความเสี่ยง 5 ด้าน

คุณชูศักดิ์ ชื่นประโยชน์ ชี้ให้เห็นว่าเกษตรไทยกำลังเผชิญความเสี่ยง 5 ด้านพร้อมกัน ได้แก่ ความขัดแย้งระหว่างประเทศ มาตรการกีดกันทางการค้า สภาพอากาศแปรปรวน โรคและศัตรูพืช กระแสการเติบโตสีเขียว และโครงสร้างประชากรสูงวัย ข้อเสนอเร่งด่วนใน 100 วันแรกจึงควรเริ่มจากการพัฒนาระบบเตือนภัยเกษตรที่บูรณาการข้อมูลน้ำ อากาศ โรคพืช และแมลงศัตรูพืช การลดต้นทุนต้นน้ำผ่านปุ๋ยชีวภาพ เมล็ดพันธุ์คุณภาพ และเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ การเร่งปรับภาคเกษตรไทยสู่เกษตรเท่าทันภูมิอากาศและเกษตรคาร์บอนต่ำ และการสร้างระบบนิเวศเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เชื่อมดิจิทัล เทคโนโลยี และแพลตฟอร์มตลาดเข้าด้วยกัน เพื่อให้ภาคเกษตรไทยปรับตัวได้เร็วขึ้นในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ปฏิรูปสินเชื่อด้วย Big Data และ Smart Credit

ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา เสนอแพ็กเกจนโยบายที่เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนทั้งระบบ ตั้งแต่การปฏิรูปสินเชื่อด้วย Big Data และ Smart Credit การเปิด Agri-Intelligence Dashboard ให้เกษตรกรเข้าถึงข้อมูลอุปสงค์และอุปทานแบบ real-time การใช้ Pre-Order Model เพื่อให้ตลาดนำการผลิต ไปจนถึงการสนับสนุน Agri-Solar Power และระบบขนส่งอัจฉริยะเพื่อลดต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ ในส่วนของห่วงโซ่อุปทาน ยังเสนอให้รัฐบริหารสต็อกแม่ปุ๋ย N-P-K ให้เพียงพอ ส่งเสริมการผสมปุ๋ยใช้เองตามความเหมาะสมของดิน และกระจายแหล่งจัดหาวัตถุดิบเพื่อลดความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์ ขณะเดียวกันยังเสนอการช่วยพยุงผู้ส่งออกอาหารแปรรูปด้านต้นทุนบรรจุภัณฑ์ การสนับสนุน Bio-Packaging และการเตรียมความพร้อมต่อกติกาการค้าสีเขียวผ่านระบบ Traceability Mapping และ Carbon Benefit

ชงตั้ง “ศูนย์บัญชาการระบบอาหารไทย”

ด้าน รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช เสนอจากมุมวิชาการว่า รัฐบาลควรใช้ 100 วันแรกเพื่อ “เปลี่ยนวิธีทำงาน” ของรัฐอย่างเป็นรูปธรรม โดยเริ่มจากการตั้ง “ศูนย์บัญชาการระบบอาหารไทย” ในลักษณะ war room เพื่อเชื่อมข้อมูลและการตัดสินใจร่วมระหว่างหน่วยงานสำคัญ พร้อมเริ่ม National Agrifood Data Platform ในสินค้าสำคัญและจังหวัดนำร่อง ข้อเสนอสำคัญอีกด้านคือการเปลี่ยนจากการช่วยเหลือแบบให้เปล่าไปสู่การช่วยปรับตัวแบบมีเงื่อนไข เช่น การให้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การลดการเผา การปรับชนิดพืชตามความเหมาะสมของพื้นที่ การใช้ดิจิทัลเทคโนโลยี และการทำมาตรฐาน GAP รวมถึงการเปิดตัว National e-Traceability Blueprint สำหรับสินค้าสำคัญ โดยกำหนดชุดข้อมูลกลางที่ใช้ร่วมกันตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่แปลงผลิตจนถึงจุดจำหน่าย

นอกจากข้อเสนอเชิงนโยบาย เวทีเสวนายังให้ความสำคัญกับ “กลไกการทำให้เกิดผลจริง” โดยระบุว่าข้อมูลจำนวนมากมีอยู่แล้วในพื้นที่ แต่ยังขาดการบูรณาการ การวิเคราะห์ และการใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องมีศูนย์บัญชาการที่เชื่อมข้อมูลจากจังหวัดขึ้นสู่ส่วนกลางอย่างเป็นระบบ มีผู้เชี่ยวชาญช่วยวิเคราะห์ข้อมูล กำหนดหน่วยงานรับผิดชอบต่อแต่ละปัญหาอย่างชัดเจน และจัดทำแผนปฏิบัติแบบมีกรอบเวลา ตัวชี้วัด และพื้นที่นำร่องที่เห็นผลได้จริง วิทยากรยังเสนอให้มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยทำหน้าที่เป็น Policy Lab ในพื้นที่นำร่อง ช่วยแปลงข้อมูลและองค์ความรู้ให้เป็นชุดตัดสินใจที่ใช้ได้จริงสำหรับจังหวัดและหน่วยงานรัฐ

สำหรับข้อฝากถึงรัฐบาล วิทยากรหลายท่านย้ำตรงกันว่า รัฐต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ภาคธุรกิจ และนักลงทุนว่าไทยสามารถบริหารจัดการวิกฤติด้านเกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีทิศทางและเป็นระบบ พร้อมเสนอว่าการแต่งตั้งผู้บริหารด้านนโยบายควรยึดความเชี่ยวชาญจริงมากกว่าปัจจัยทางการเมือง และต้องปรับบทบาทของผู้บริหารจาก “ผู้จัดการการแจกเงินเยียวยา” ไปสู่ “ผู้จัดการความเสี่ยงในอนาคต” โดยใช้ตัวชี้วัดที่สะท้อนคุณภาพการพัฒนามากขึ้น เช่น รายได้สุทธิของเกษตรกร ความสามารถในการลดต้นทุน ความพร้อมต่อมาตรฐานใหม่ และความเข้มแข็งของระบบอาหารทั้งห่วงโซ่ นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมเสวนายังเสนอให้เร่งส่งเสริม GI การขยายผลคาร์บอนเครดิต และการสร้างเครือข่ายสินค้าเกษตรและอาหารของประเทศ

สาระสำคัญของเวทีครั้งนี้จึงไม่ใช่การเสนอเพียงโครงการใหม่รายเรื่อง แต่เป็นการย้ำว่ารัฐบาลควรใช้ 100 วันแรกเป็นจุดตั้งต้นของการวาง “ระบบปฏิบัติการใหม่” ให้ภาคเกษตรและอาหารไทย โดยเริ่มจากข้อมูลร่วม การสั่งการแบบบูรณาการ การลงทุนเพื่อให้เกษตรกรและผู้ประกอบการปรับตัวได้จริง และการยกระดับมาตรฐานเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในอนาคต หากรัฐบาลสามารถเริ่มต้นได้อย่างเป็นระบบตั้งแต่ช่วงแรก ก็จะช่วยให้การแก้ปัญหาระยะสั้นเชื่อมต่อกับการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง และทำให้ภาคเกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อมของไทยมีความมั่นคง ยืดหยุ่น และแข่งขันได้มากขึ้นในระยะยาว