Skip to content

MK กางกลยุทธ์ฝ่าความผันผวน ชู “เซ็กเมนเตชั่น” มัดใจลูกค้า-ผนึก AI คุมต้นทุนหลังบ้าน

31 ต.ค. 2568 | 13:11น.
MK กางกลยุทธ์ฝ่าความผันผวน ชู “เซ็กเมนเตชั่น” มัดใจลูกค้า-ผนึก AI คุมต้นทุนหลังบ้าน

MK ปรับทัพใหญ่รับตลาดผันผวนปี 2568 ล้มโมเดลเก่า ชู “เซ็กเมนเตชั่น” เจาะลึกลูกค้าหลากเจเนอเรชั่นเพื่อปั้น Topline ผนึก AI คุมเข้มต้นทุนหลังบ้าน-บริหารวัตถุดิบกว่า 1,000 รายการ ปัดเล่นสงครามราคา เน้นสร้างคุณค่า พร้อมกางแผนปี 2569 กลับมาสร้าง Fundamental ที่แข็งแกร่ง ย้ำหัวใจอยู่รอดคือ “ความสำเร็จต้องทำซ้ำได้”

นางสาวทานตะวัน ธีระโกเมน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จํากัด (มหาชน) ได้กล่าวในงานเสวนา Dailynews Talk 2025 ภายใต้หัวข้อ “ปีนี้รอดมาได้อย่างไร…ปีหน้าเติบโตอย่างไรให้มั่นคง ?” จัดโดยเดลินิวส์ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมาว่า แม้ในปี 2568 ตลาดร้านอาหารจะมีความคึกคัก แต่ก็มีความผันผวนสูง ซึ่งส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคและไดนามิกของตลาดเปลี่ยนแปลงไป

ปรับกลยุทธ์ใหม่ มุ่งสร้าง Topline

บริษัทจึงต้องปรับกลยุทธ์และกิจกรรมการตลาด ด้วยการหันมามุ่งเน้นที่การสร้างความแข็งแกร่งของ “Topline” หรือยอดขาย ผ่านการนำเสนอสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า

โดยหัวใจสำคัญของการปรับตัวในปี 2568 คือการทำ “เซ็กเมนเตชั่น” (Segmentation) ที่เข้มข้นขึ้น เนื่องจากโมเดลธุรกิจแบบ “One Model Fits All” ไม่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้ทุกกลุ่มอีกต่อไป ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงขึ้นและทางเลือกของผู้บริโภคที่มากขึ้น

“ฐานลูกค้าของเรากว้างมาก ตั้งแต่ Gen Superage ไปจนถึง Gen Z ซึ่งแต่ละกลุ่มก็จะมีความต้องการของแต่ละเจเนอเรชั่นแตกต่างกัน รวมถึงความต้องการของลูกค้าในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดก็ไม่เหมือนกัน”

ดังนั้น เพื่อรักษาและเพิ่ม Topline บริษัทจึงต้องนำเสนอสินค้าและบริการให้แม่นยำยิ่งขึ้น เช่น การพัฒนาโมเดลร้านหรือการนำเสนอออฟเฟอร์ที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่หรือแต่ละไทป์ของแลนด์ลอร์ด เพื่อให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายในทำเลนั้น ๆ ซึ่งผลลัพธ์คือการเพิ่มโอกาสในการเยี่ยมชมร้านและการกลับมาใช้บริการซ้ำของลูกค้า

ผนึก AI บริหารหลังบ้าน-ลดต้นทุน

ในขณะเดียวกันการอยู่รอดของธุรกิจก็ยังต้องอาศัยการจัดการ “หลังบ้าน” หรือต้นทุนโครงสร้างอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะต้นทุนหลัก 3 ด้าน คือ ค่าเช่า ค่าแรง และต้นทุนอาหาร ซึ่งบริษัทได้เพิ่มความเข้มข้นในการบริหารจัดการส่วนนี้ โดยไม่ได้ลดปริมาณการซื้อวัตถุดิบ แต่เน้นการบริหารจัดการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยการนำเอาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาใช้ในระบบหลังบ้าน เพื่อปรับปรุงกระบวนการจัดซื้อและลดต้นทุนอาหาร

“เนื่องจากเอ็มเค กรุ๊ป มีการสั่งซื้อวัตถุดิบกว่า 1,000 รายการ การใช้ Technical Data และค่า Index กลางที่ตั้งไว้ ช่วยให้บริษัทสามารถวางแผนการซื้อขายล่วงหน้า เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบ และไม่เกิดภาวะช็อกเมื่อราคาปรับขึ้นได้”

นอกจากนี้ AI ยังถูกนำมาใช้ในการคาดการณ์ (Forecasting) และการสั่งอาหารที่ร้านสาขา ซึ่งมีกว่า 800 แห่งทั่วประเทศ เพื่อแก้ปัญหาความสามารถในการสั่งซื้อของพนักงานที่แตกต่างกัน โดย AI จะประมวลผลข้อมูลที่มีอยู่เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยพนักงาน ซึ่งผลตอบรับคือช่วยควบคุมต้นทุนได้ดียิ่งขึ้น

ปัดเล่นสงครามราคา ชู “โปรดักต์มิกซ์” สร้างคุณค่า

นอกจากนี้ เมื่อกล่าวถึงสภาวะการแข่งขันด้านราคา นางสาวทานตะวันยืนยันว่า บริษัทไม่มีนโยบายทำสงครามราคา (Price War) หรือการเป็นเจ้าที่ถูกที่สุดในตลาด แต่บริษัทจะเน้นการสร้าง “คุณค่า” (Value) ที่ลูกค้ายอมจ่าย แม้ในราคาที่เข้าถึงง่าย เช่น โมเดลบุฟเฟต์ 299 บาท ไม่ได้เกิดจากการหั่นต้นทุนหรือลดคุณภาพ แต่ใช้กลยุทธ์ “โปรดักต์มิกซ์” (Product Mix) เข้ามาช่วย เพื่อให้ลูกค้าได้รับมาตรฐานของเอ็มเคเช่นเดิม

ขณะที่ในด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล ซึ่งมีความหลากหลายทางเจเนอเรชั่น ตั้งแต่พนักงานที่อยู่มาตั้งแต่วันแรกจนถึงคนรุ่นใหม่ บริษัทก็จะยังคงให้ความสำคัญกับ “วัฒนธรรมองค์กร” ที่จะเป็นตัวเชื่อมให้ทุกคนสามารถทำงานร่วมกันได้ โดยดึงจุดแข็งและความเชี่ยวชาญ (Expertise) ของคนแต่ละกลุ่มมาใช้ประโยชน์สูงสุด

นางสาวทานตะวันกล่าวต่อว่า ส่วนแผนการดำเนินงานในปี 2569 เบื้องต้นจะหันกลับมาสร้าง “Fundamental” ที่แข็งแรง เพื่อความยั่งยืนในระยะยาว และการสร้างสมดุลในการบริหารทรัพยากร โดยจะไม่ลดทอนทรัพยากรทั้งหมดในช่วงตลาดหดตัว เพื่อให้ยังมีความพร้อมในการคว้าโอกาสเมื่อตลาดฟื้นตัว

“หัวใจของการอยู่รอด คือ ความสำเร็จที่เกิดขึ้นต้องไม่ใช่เรื่องฟลุก เราต้องรู้กระบวนการที่ทำให้เกิดยอดขายนั้น เพื่อที่จะสามารถทำซ้ำ (Replicate) และต่อยอดได้ เราจึงต้องวิเคราะห์ทุกโปรเจ็กต์ตลอดเวลาว่าอะไรดี อะไรไม่ดี เพื่อทำซ้ำในสิ่งที่ถูกต้อง”

ท้ายที่สุด แม้ปัจจัยภายนอกในปีหน้าจะควบคุมไม่ได้ แต่สิ่งสำคัญคือการปรับตัวโดยไม่ยึดติดกับสูตรสำเร็จเดิม แต่ให้เริ่มต้นจากจุดที่สามารถต่อยอดไปได้