โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์มั่นใจเมกะเทรนด์ Longevity โอกาสทองธุรกิจสุขภาพ ขนนวัตกรรมตรวจโรค-บริการเฉพาะบุคคล ปั้นโซลูชั่นสร้างสุขภาพก่อนป่วย ยกระดับสู่ Longevity Hub ชิงดีมานด์เศรษฐีจีนใน-นอกประเทศ
ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า Wellness หรือการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และ Longevity หรือการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ-มีสุขภาพดี แข็งแรงทั้งกายและใจ เป็นทั้งเมกะเทรนด์ของโลก และตลาดที่มีศักยภาพสูงของวงการสุขภาพ
โดยตลาด Wellness Economy ในไทย มีมูลค่ารวมกว่า 1.4 ล้านล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตสูงต่อเนื่องจนคาดการณ์ว่าตลาดนี้จะเติบโตเฉลี่ย 7-10% ต่อปี ต่อเนื่องจากช่วงปี 2563-2566 ที่เติบโตเฉลี่ย 8.62% ต่อปี
การเติบโตร้อนแรงนี้ได้แรงหนุนจากกระแสใส่ใจสุขภาพที่มาแรงตั้งแต่วิกฤตโควิด-19 ควบคู่กับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ไทยติดอันดับต้น ๆ ของโลก ซึ่งคาดว่าปี 2568 ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ สร้างรายได้รวม 6.7 แสนล้านบาท
เช่นเดียวกับในระดับโลก ซึ่งปี 2566 ตลาด Wellness Economy ทั่วโลกมีมูลค่ารวมกันกว่า 6.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเติบโตถึง 9 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2571 หรืออีก 3 ปีข้างหน้า เนื่องจากผู้คนทั่วโลกให้ความสำคัญกับการมีอายุยืนยาวและสุขภาพแข็งแรงมากขึ้น
เศรษฐีจีนฐานลูกค้าสำคัญ
นางสาวนภัส เปาโรหิตย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เสริมว่า โอกาสสำคัญของไทยในตลาด Wellness Economy คือ กลุ่มชาวจีนที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งมองหาคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านสุขภาพ โดยผู้บริโภคกลุ่มนี้เข้ามาในไทยตามคลื่นการลงทุนและย้ายถิ่นฐานของชาวจีนสู่ประเทศไทย เช่น การลงทุนในวงการอสังหาฯ ที่ชาวจีนเป็นผู้ซื้ออสังหาฯรายใหญ่ที่สุดในไทย โดยปี’67 มีการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมถึง 5,670 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ากว่า 26.6 พันล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 39% ของการโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมด
เช่นเดียวกับตลอด 5 ปีที่ผ่านมา มีเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากกลุ่มทุนจีนหรือ FDI ไหลเข้ามาในไทยเกือบ 5 แสนล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคชาวจีนยังมีทัศนคติมอง “สุขภาพ” ได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ แทนที่สินค้าหรูต่าง ๆ ส่งผลให้คนกลุ่มนี้ใช้จ่ายประมาณ 25% ของรายได้ต่อเดือนในการดูแลสุขภาพ
“คนจีนที่เข้ามาในไทย ไม่ได้เข้ามาเพื่อท่องเที่ยวอย่างเดียว แต่เป็นการย้ายถิ่นฐานและการลงทุนระยะยาว โดยมองหาบ้านหลังที่สองที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตได้อย่างครบวงจร ทั้งการรักษาเมื่อเจ็บป่วย และยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาว”
ยกระดับสู่ Longevity Hub
ดร.อาทิรัตน์กล่าวต่อไปว่า เพื่อเสริมแกร่งการบริการ และสร้างการเติบโตจากกระแสเหล่านี้ ตั้งแต่ช่วงปี’68 เป็นต้นไป โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จะเดินหน้าใน 2 ด้านหลัก คือ ปฏิวัติการตรวจสุขภาพเชิงป้องกัน และยกระดับสู่ Longevity Hub ด้วยการต่อยอดศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ ซึ่งดำเนินการมานานกว่า 24 ปี และนำนวัตกรรมใหม่ ๆ ด้านการตรวจโรคเข้ามาให้บริการ เพื่อตอบโจทย์บริการสุขภาพเชิงป้องกันที่เป็นส่วนหนึ่งของกระแส Wellness และ Longevity ตามแนวทางที่จะชิงโพซิชั่น Longevity Hub พร้อมผลักดันไทยสู่ Medical Hub
“ระบบการดูแลสุขภาพแบบดั้งเดิม มักมุ่งเน้นการตรวจเพื่อหาโรคหลังจากอาการปรากฏ แต่เราจะก้าวไปอีกขั้นด้วยการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะเข้ามาช่วยในการตรวจจับความเสี่ยง เพื่อวางแผนสุขภาพและป้องกันก่อนเกิดโรค หรือเปลี่ยนจากการดูแลเชิงรับ ไปสู่การสร้างสุขภาพเชิงรุก”
ชูโซลูชั่นดูแลสุขภาพเฉพาะราย
ประเดิมด้วย Smart Personalized HealthMatch ระบบจับคู่แพ็กเกจตรวจสุขภาพที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล และ Biological Age หรือการตรวจอายุทางชีวภาพเพื่อประเมินความเสี่ยงของโรคเรื้อรังและวางแผนการดูแลสุขภาพในระยะยาว
โดยระบบจับคู่แพ็กเกจตรวจสุขภาพ จะแก้ปัญหาความสับสนในการเลือกแพ็กเกจตรวจสุขภาพ และการเลือกบริการที่อาจไม่ตรงกับความจำเป็น ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพเบื้องต้นที่ผู้ใช้กรอกผ่านเว็บไซต์ของโรงพยาบาล เช่น อายุ เพศ ประวัติครอบครัว และพฤติกรรมการใช้ชีวิต จากนั้นจะจับคู่แพ็กเกจหลักและแพ็กเกจเสริมที่เหมาะสมและจำเป็นสำหรับบุคคลนั้นโดยเฉพาะ
ส่วนการตรวจอายุทางชีวภาพ มีประโยชน์ในการบอกความเสี่ยงของโรคเรื้อรังล่วงหน้า และเป็นเครื่องมือติดตามผลของการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์
ดังนั้นการมี 2 นวัตกรรมนี้ ทำให้โรงพยาบาลสามารถสร้างบริการ การดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคลได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ตั้งแต่การประเมินความเสี่ยงด้วย Smart HealthMatch ไปจนถึงการวางแผนดูแลสุขภาพระยะยาวด้วยการตรวจอายุทางชีวภาพ
ปั้น Longevity Hub
ด้าน ผศ.นพ.พลกฤต ทีฆคีรีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์และเอสเพอรานซ์ และหัวหน้าเจ้าหน้าที่วิทยาศาสตร์ ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์และโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า ศูนย์วางเป้าหมายชัดเจนในการเป็นผู้นำระดับภูมิภาคด้าน Longevity ด้วยการใช้ฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการแพทย์เชิงรุก
มีจุดเด่นหลักเป็นโซลูชั่นการป้องกัน 4 โรคหลัก คือ โรคหัวใจ, มะเร็ง, เบาหวาน และสมองเสื่อม โดยใช้หลักการ Hallmarks of Aging ซึ่งเป็นการดูแลลึกถึงระดับเซลล์ เพื่อป้องกันโรคก่อนที่จะเกิดขึ้น พร้อมใช้ทีมแพทย์และเทคโนโลยีสร้างโซลูชั่นสุขภาพแบบเฉพาะบุคคล เพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันของผู้รับบริการแต่ละราย
“อีก 3-5 ปีข้างหน้า การสร้างสุขภาพก่อนป่วยจะมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีทั้งการตรวจยีน การวิเคราะห์สุขภาพเชิงลึก การใช้ข้อมูลเพื่อป้องกันโรค และการออกแบบแผนการดูแลเฉพาะบุคคล ซึ่งเป็นแนวโน้มที่สอดคล้องกับทิศทางโลกที่กำลังมุ่งสู่ Prevention and Longevity”