สยามเฮลท์ กรุ๊ป กางแผนยุทธศาสตร์ปี 2569 ขับเคลื่อนแบรนด์ “เดนทิสเต้” สู่เป้าหมายผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากระดับพรีเมี่ยมอันดับหนึ่งในเอเชีย อัดงบฯ 400 ล้านบาท ชูนวัตกรรม Proactive Wellness พร้อมต่อสัญญา “ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล” เป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ปีที่ 4 เจาะตลาด Gen Z ไทย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ควบคู่การขยายฐานผลิตสู่เกาหลี-ญี่ปุ่น และบุกตลาดใหม่ในละตินอเมริกา ตั้งเป้ายอดขายต่างประเทศแตะ 90%
นายศิวกร พิทยานุกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ บริษัท สยามเฮลท์ กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากในปี 2568 มีมูลค่ารวมสูงถึง 18,500 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากปีก่อนหน้าประมาณ 6% โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจสุขภาพช่องปากแบบองค์รวมมากขึ้น
ซึ่งหากเจาะลึกลงไปเฉพาะตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากระดับพรีเมี่ยม พบว่ามีมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 4,000 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตสูงถึง 10% ซึ่งเหนือกว่าตลาดรวม สะท้อนให้เห็นถึงเทรนด์ Premiumization ที่ผู้บริโภคยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อแลกกับสินค้าที่มีนวัตกรรมและประสิทธิภาพที่ชัดเจน
โดยเดนทิสเต้ครองอันดับ 1 ในกลุ่มพรีเมี่ยมด้วยส่วนแบ่งการตลาด 30% และสามารถสร้างการเติบโตได้ถึง 20% ในปี 2568 ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตของตลาดรวม
เช่นเดียวกับในตลาดต่างประเทศ อาทิ เกาหลีใต้ที่สามารถติดกลุ่มสินค้ายอดนิยมในร้าน Olive Young เช่นเดียวกับส่วนแบ่งตลาดในญี่ปุ่นที่เริ่มขยายตัว หลังปัจจุบันเดนทิสเต้มีจำหน่ายใน 27 ประเทศ และมีเป้าหมายจะขยายให้ถึง 30-35 ประเทศ ภายในปี 2569 นี้
ดันแบรนด์ไทยสู่เวทีโลก
นายศิวกรกล่าวต่อว่า เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากระดับพรีเมี่ยม เดนทิสเต้วางทิศทางการดำเนินธุรกิจผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ภายใต้งบฯลงทุนกว่า 400 ล้านบาท ประกอบด้วยการยกระดับนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคทุกด้าน การรุกตลาดยาสีฟันระดับพรีเมี่ยมในภูมิภาคอาเซียน และความร่วมมือกับแบรนด์แอมบาสซาเดอร์อันดับหนึ่งอย่างลิซ่า ลลิษา มโนบาล อย่างต่อเนื่อง
โดยในด้านนวัตกรรม เดนทิสเต้กำลังปรับภาพลักษณ์จากด้านระงับกลิ่นปากและยาสีฟันก่อนนอน ไปสู่ด้านสุขภาพเชิงป้องกัน เพื่อตอบโจทย์อินไซต์คนรุ่นใหม่ที่มองหาการยกระดับคุณภาพชีวิต
ซึ่งในปี 2569 จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ไฮไลต์อย่าง “เดนทิสเต้ พรีเมียม แคร์ 2026” ซึ่งมีจุดเด่นเป็น นวัตกรรมยาสีฟันแบบ 10 in 1 ที่ผสาน Postbiotics, Zinc & CPC และสมุนไพร เพื่อปรับสมดุลแบคทีเรียและยับยั้งเชื้อได้นาน 12 ชั่วโมง รวมถึงเปิดตัว เดนทิสเต้ พรีเมียม เม้าท์สเปรย์ เอ็กซ์ตร้า เฟรช สูตรเข้มข้น
เจาะ 3 ประเทศยุทธศาสตร์
ขณะที่การรุกตลาดอาเซียนในปี 2569 จะสานต่อความร่วมมือกับ “ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล” ศิลปินระดับโลกชาวไทย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยในปี 2569 จะมาภายใต้คอนเซ็ปต์ “4 Years of Trust, One Confident Smile”

โดยลิซ่าจะรับบทบาทเป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ครอบคลุมตลาดสำคัญในอาเซียน 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์
“ตลาดสิงคโปร์และฟิลิปปินส์นั้น มีนัยสำคัญทางยุทธศาสตร์ โดยสิงคโปร์เป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูงและให้ความสำคัญกับนวัตกรรม ในขณะที่ฟิลิปปินส์เป็นตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตมหาศาล และเป็นฐานแฟนคลับที่แข็งแกร่งของลิซ่า”
ซึ่งเดนทิสเต้ตั้งเป้าชิงส่วนแบ่งการตลาดในฟิลิปปินส์ให้ได้ 5-10% โดยใช้ “Lisa Impact” เป็นตัวขับเคลื่อนการสร้างแบรนด์ในกลุ่มผู้บริโภค Gen Y และGen Z ผ่านแคมเปญโฆษณาและการเปิดตัวคอลเล็กชั่นพิเศษ Exclusive Items ร่วมกับลิซ่ากว่า 10 รายการตลอดทั้งปี
บุกละตินอเมริกา
ด้านเภสัชกร ดร.แสงสุข พิทยานุกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามเฮลท์ กรุ๊ป จำกัด ได้ฉายวิสัยทัศน์ระยะยาวว่า ธุรกิจในเครือสยามเฮลท์ กรุ๊ป ปัจจุบันมีมูลค่ารวมกว่า 5,000 ล้านบาท โดยเดนทิสเต้เป็นพอร์ตโฟลิโอที่ใหญ่ที่สุดและเติบโตสูงสุด เป้าหมายสำคัญในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าคือการปรับโครงสร้างรายได้ จากปัจจุบันที่สัดส่วนยอดขายในประเทศและต่างประเทศอยู่ที่ 50:50 ให้กลายเป็น 10:90 เพื่อก้าวสู่การเป็น Global Brand
ส่วนแผนการขยายตลาดต่างประเทศ นอกเหนือจากฐานที่มั่นในเอเชียแล้ว ในปีนี้บริษัทมีแผนรุกตลาดละตินอเมริกา โดยเฉพาะประเทศเม็กซิโก เนื่องจากผลการทดสอบตลาดพบว่าผู้บริโภคเม็กซิกันกว่า 99% มีความชื่นชอบในรสชาติและคุณสมบัติของเดนทิสเต้ ประกอบกับพฤติกรรมการบริโภคที่ใกล้เคียงกับคนเอเชีย
ขยายฐานผลิตเอเชีย-ยุโรป
ขณะเดียวกันบริษัทมีแผนที่จะขยายฐานการผลิตไปสู่ต่างประเทศเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ โดยปัจจุบันมีการจ้างผลิต (OEM) ในเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และเยอรมนีไปบ้างแล้ว และจะขยายการผลิตในประเทศดังกล่าวเพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ ดร.แสงสุขยังเปิดเผยแนวคิดโมเดลธุรกิจใหม่ในรูปแบบ “Subscription Model” เพื่อดูแลสุขภาพช่องปากผู้บริโภคแบบรายเดือน โดยตั้งเป้าผู้ใช้บริการ 1 ล้านคน ซึ่งจะสร้างรายได้ประจำเข้าสู่บริษัทกว่า 1,200 ล้านบาท
“โมเดลนี้จะช่วยแก้ปัญหา Pain Point ของผู้บริโภคในการเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม พร้อมคำแนะนำจากทันตแพทย์ เป็นการตอกย้ำจุดยืนในการเป็น Health Partner ที่มากกว่าแค่ผู้ขายสินค้า”
ลดฟันผุคนไทยปลุกซื้อซ้ำ
นอกจากการเติบโตทางธุรกิจแล้ว เดนทิสเต้ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความผูกพันกับผู้บริโภคและการช่วยเหลือสังคม โดยตั้งเป้าลดสถิติคนไทยฟันผุจาก 96% ให้เหลือ 85% ผ่านโครงการแจกยาสีฟัน “เดนทิสเต้ แม็กซ์” (Dentiste’ Max) ที่มีฟลูออไรด์ 1500 ppm จำนวนกว่า 1 ล้านหลอด ร่วมกับกรมอนามัยและคลินิกทันตกรรมทั่วประเทศ
ซึ่งโครงการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยส่งเสริมสุขภาพช่องปากคนไทย แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง ซึ่งจะนำไปสู่การซื้อซ้ำและการบอกต่อในอนาคตอีกด้วย