มาเก๊า
คอลัมน์ : สัมภาษณ์
นักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปมาเก๊าในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 เติบโตเกือบ 60% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สวนทางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการเดินทางและค่าครองชีพที่สูงขึ้น ส่งผลให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีความสำคัญต่อมาเก๊ามากขึ้น หากสามารถรักษาโมเมนตัมการเติบโตในระดับปัจจุบันไว้ได้ปีนี้มีโอกาสแตะระดับ 200,000 คน
“ประชาชาติธุรกิจ” ร่วมสัมภาษณ์ “มาเรีย เฮเลนา เดอ เซนนา เฟอร์นันเดส” ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวรัฐบาลมาเก๊า (MGTO) ถึงปัจจัยที่ทำให้นักท่องเที่ยวไทยเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจโลก กลยุทธ์การผลักดันมาเก๊าสู่จุดหมายปลายทางแห่งประสบการณ์ภายใต้แนวคิด Tourism+ รวมถึงทิศทางการขยายความร่วมมือกับพันธมิตรไทยในอนาคต
“ไทย” เติบโตโดดเด่นที่สุด
“มาเรีย” บอกว่า ตลาดไทยยังคงเป็นหนึ่งในตลาดหลักที่มีศักยภาพสูงของมาเก๊า โดยตัวเลขนักท่องเที่ยวไทยยังเติบโตต่อเนื่องจากความร่วมมือระหว่างสำนักงานการท่องเที่ยว ตัวแทนจำหน่ายด้านการท่องเที่ยว และสื่อมวลชน โดยในปี 2568 มาเก๊าต้อนรับนักท่องเที่ยวไทย 185,963 คน เพิ่มขึ้น 38.1% ขณะที่ช่วงต้นปี 2569 (4 เดือนแรก) มีนักท่องเที่ยวไทยแล้วจำนวน 88,819 คน เติบโตสูงถึง 59.93% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา
ส่งผลให้ประเทศไทยขึ้นเป็นอันดับ 6 จากนักท่องเที่ยวทั่วโลก ทำให้ไทยเป็นหนึ่งในตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เติบโตโดดเด่นที่สุดของมาเก๊า
“การเติบโตเกือบ 60% ถือว่าสูงมาก สิ่งสำคัญคือการรักษาโมเมนตัมนี้ไปจนถึงสิ้นปี หากทำได้ก็มีโอกาสที่นักท่องเที่ยวไทยจะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 200,000 คน”

เปลี่ยนผ่านเมืองกาสิโน
“มาเรีย” บอกด้วยว่า อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมาเก๊าหลังการระบาดของโควิด-19 คือ การลดการพึ่งพาภาพลักษณ์เดิมในฐานะเมืองกาสิโน ปัจจุบันการใช้จ่ายนอกกิจกรรมกาสิโน หรือ Non-Gaming Activity เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งคอนเสิร์ต ศิลปะ กีฬา กิจกรรมเชิงวัฒนธรรม และไลฟ์สไตล์รูปแบบใหม่
แนวคิด “Tourism+” จึงถูกนำมาใช้เป็นยุทธศาสตร์หลักในการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยเป็นการนำการท่องเที่ยวไปเชื่อมกับมิติอื่น ๆ เช่น วัฒนธรรม กีฬา Wellness เทคโนโลยี การประชุมและนิทรรศการ (MICE) ตลอดจนกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์

“ความต้องการของกลุ่มนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการเดินทางไปถ่ายภาพหรือเช็กอินอีกต่อไป แต่ต้องการมีส่วนร่วมกับประสบการณ์ในพื้นที่จริงมากขึ้น ตัวอย่างที่เห็นชัดคือการเพิ่มกิจกรรม Workshop และกิจกรรม DIY ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะ งานหัตถกรรม หรือกิจกรรมเกี่ยวกับอาหาร เพื่อให้นักท่องเที่ยวมีส่วนร่วมกับวัฒนธรรมท้องถิ่น”
ขณะเดียวกัน คอนเสิร์ต กีฬา และกิจกรรมวิ่งชมเมืองก็กำลังกลายเป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดมากขึ้นด้วย
ภาพจำของมาเก๊าในฐานะเมืองกาสิโนจึงกำลังเปลี่ยนผ่านสู่การเป็น “เมืองแห่งประสบการณ์” ที่มีความหลากหลายมากขึ้นอย่างชัดเจน
คนไทยเที่ยวมาเก๊าตลอดทั้งปี
“มาเรีย” ให้ข้อมูลว่า จากข้อมูลของ MGTO พบว่านักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางสู่มาเก๊าส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 25-35 ปี ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีความเปิดกว้างต่อประสบการณ์ใหม่ และมีแนวโน้มเดินทางหลายครั้งต่อปี ส่วนรูปแบบการเดินทางแตกต่างกันตามฤดูกาล
กล่าวคือ ช่วงปิดภาคเรียนจะเป็นกลุ่มครอบครัว ขณะที่ช่วงโลว์ซีซั่นจะเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มองหาโอกาสเดินทางในราคาที่เข้าถึงได้ ส่วนช่วงปลายปีจะเป็นกลุ่มผู้ใหญ่ที่ให้ความสนใจกิจกรรมด้านวัฒนธรรมและความเชื่อมากขึ้น
พฤติกรรมดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดไทยไม่ได้พึ่งพาฤดูกาลใดฤดูกาลหนึ่งเป็นพิเศษ แต่มีฐานนักท่องเที่ยวที่กระจายตัวอยู่ตลอดทั้งปี ซึ่งเป็นจุดแข็งสำคัญของตลาดไทยในสายตาของผู้ประกอบการท่องเที่ยวมาเก๊า
“มูเก็ตติ้ง” จุดแข็งดึงคนไทย
โดยหนึ่งในปรากฏการณ์ที่โดดเด่นที่สุดของตลาดไทยคือ การเติบโตของการท่องเที่ยวเชิงความเชื่อ หรือที่เรียกว่า “มูเก็ตติ้ง” นักท่องเที่ยวไทยให้ความสนใจเดินทางไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ของมาเก๊าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะวัดอาม่า และพิธีเปิดคลังสมบัติเจ้าแม่กวนอิม ซึ่งได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวชาวไทยทุกปี และสิ่งที่ทำให้ตลาดนี้เติบโตแตกต่างจากประเทศอื่นเกิดจากการบอกต่อผ่านประสบการณ์จริงของผู้เดินทาง
“สิ่งที่เกิดขึ้นคือ Success Story คนที่ไปแล้วสมหวังก็กลับมาอีก และเล่าต่อกันเอง”
นอกจากนี้ จุดแข็งของมาเก๊ายังอยู่ที่การผสมผสานระหว่างมรดกโลก ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และความเชื่อเข้าด้วยกัน ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์นักเดินทางไทยโดยเฉพาะ
“แพ็กเกจท่องเที่ยวเชิงศรัทธาในลักษณะนี้เป็นเอกลักษณ์ของตลาดไทย แทบไม่พบในตลาดอื่น”

จากเอเย่นต์สู่ Ecosystem
“มาเรีย” ยังบอกอีกว่า การเติบโตของตลาดไทยยังทำให้ MGTO ปรับแนวทางการตลาดครั้งใหญ่ จากเดิมที่พึ่งพาความร่วมมือกับบริษัทนำเที่ยวและสายการบินเป็นหลัก ปัจจุบันเริ่มขยายเครือข่ายพันธมิตรไปยังอุตสาหกรรมอื่นมากขึ้น
ตัวอย่างสำคัญคือ การทำงานร่วมกับธนาคาร แพลตฟอร์มการเงินอย่าง TrueMoney กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงการร่วมมือกับแบรนด์แคแร็กเตอร์ไทย เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคในจุดสัมผัสที่หลากหลายกว่าเดิม
โดยในปีนี้ MGTO ได้ขยายกิจกรรมโรดโชว์จากกรุงเทพฯ ไปยังเชียงใหม่และภูเก็ตเป็นครั้งแรก เพื่อเพิ่มการเข้าถึงนักเดินทางในภูมิภาคด้วย
“เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวคือการนำ Data และ AI มาเป็นเครื่องมือหลักในการวิเคราะห์พฤติกรรมนักท่องเที่ยว เพราะมองว่าสิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือข้อมูลและ AI เราต้องเข้าใจว่าคนที่มาเที่ยวเป็นใคร พักที่ไหน ใช้จ่ายอย่างไร เพื่อออกแบบประสบการณ์ที่เหมาะสมกับแต่ละกลุ่ม”
แนวทางดังกล่าวทำให้เกิดการทำตลาดแบบเฉพาะบุคคลมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นส่วนลด แคชแบ็ก หรือกิจกรรมที่ออกแบบตามช่วงอายุและพฤติกรรมของนักเดินทาง
เตรียมรับ นทท. 40 ล้านคน
หลังจากปี 2568 มาเก๊าต้อนรับนักท่องเที่ยวมากกว่า 40 ล้านคนความท้าทายสำคัญในระยะต่อไปคือการเพิ่มศักยภาพรองรับนักเดินทางจำนวนมากโดยไม่กระทบคุณภาพประสบการณ์
ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวรัฐบาลมาเก๊าให้ข้อมูลว่า การลงทุนในระยะต่อไปจะมุ่งไปที่ 3 ด้านหลัก ได้แก่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม การเพิ่มจำนวนห้องพัก และการพัฒนาสินค้าทางการท่องเที่ยวใหม่
“นอกจากการสร้างโรงแรมเพิ่มเติมแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการกระจายนักท่องเที่ยวออกจากพื้นที่หลักไปยังชุมชนต่าง ๆ”
โดยหนึ่งในมาตรการที่เริ่มดำเนินการแล้วคือ การจัดบริการ Shuttle Bus เชื่อมต่อจากโรงแรมขนาดใหญ่สู่ชุมชน เพื่อกระจายรายได้และลดความแออัดในพื้นที่ท่องเที่ยวหลัก พร้อมทั้งพัฒนากิจกรรมใหม่ในชุมชน เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับนักท่องเที่ยว และขยาย Capacity ของระบบท่องเที่ยวในระยะยาว
ปักหมุดเชื่อมต่อสู่ “ฮ่องกง-จีน”
พร้อมทิ้งท้ายว่า MGTO กำลังวางตำแหน่งตัวเองใหม่จากเมืองท่องเที่ยวปลายทางสู่การเป็นจุดเชื่อมต่อ หรือประตูสู่ Greater Bay Area (GBA) หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางต่อไปยังฮ่องกง รวมถึงเมืองสำคัญในมณฑลกวางตุ้ง (สาธารณรัฐประชาชนจีน) ได้ภายในการเดินทางครั้งเดียว
เมื่อผนวกกับนโยบายฟรีวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางเข้าจีน ทำให้รูปแบบการท่องเที่ยวแบบ Multi-Destination ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลของ MGTO ระบุว่า นักท่องเที่ยวไทยใช้เวลาเฉลี่ยในมาเก๊าประมาณ 2 วัน ก่อนเดินทางต่อไปยังจุดหมายอื่นอีกประมาณ 2 วัน สะท้อนพฤติกรรมการเดินทางที่เชื่อมโยงหลายเมืองมากขึ้น
การเติบโตของตลาดไทยในปีนี้จึงไม่ได้สะท้อนเพียงความนิยมของมาเก๊าในฐานะจุดหมายปลายทางระยะใกล้เท่านั้น แต่ยังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์ของเมืองที่พยายามขยายบทบาทจากเมืองกาสิโนสู่ศูนย์กลางประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่
“เป้าหมายของเราคือ ทำให้ทุกครั้งที่นักท่องเที่ยวกลับมาจะพบสิ่งใหม่ ๆ และประสบการณ์ใหม่ ๆ เสมอ”
วิสัยทัศน์ดังกล่าวนี้กำลังกลายเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน “มาเก๊า” ให้เป็นมากกว่าจุดหมายปลายทางแห่งความบันเทิง แต่เป็นประตูสำคัญสู่การเดินทางในภูมิภาค Greater Bay Area ที่เชื่อมโยงทั้งการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน