เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

AOT หนุนไทยขึ้นฮับเอวิเอชั่น ลงทุนเพิ่มคาพาซิตี้รับ 160 ล้านคนต่อปี

28 มิ.ย. 2569 | 14:28น.

AOT เดินหน้าแผนหนุนประเทศไทยขึ้น Aviation Hub ระดับโลก ตั้งเป้า 6 สนามบินหลักรองรับผู้โดยสารได้ 160 ล้านคนต่อปีภายในปี 2577 ทุ่มยกระดับสุวรรณภูมิดันคาพาซิตี้ทะลุ 100 ล้านคนต่อปี เผยแผนขายโปรเจ็กต์ลงทุนบนที่ดินกว่า 2,000 ไร่รอบสนามบินเริ่มชัดเจนขึ้น คาดปีนี้จำนวนผู้โดยสารรวมใกล้เคียงกับปีก่อน เร่งเจรจาสายการบินเปิดเส้นทางบินใหม่เพิ่ม

นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เปิดเผยว่า บริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนให้ประเทศไทยและท่าอากาศยานหลักของไทยขยับขึ้นสู่การเป็น Aviation Hub หรือศูนย์กลางการบินของภูมิภาคและเป็นศูนย์กลางการบินระดับโลก ปลอดภัยภายใต้มาตรฐานสากล บริการเป็นเลิศ ทันสมัย และยั่งยืน ผ่านการพัฒนาท่าอากาศยานในเครือ พร้อมทั้งประยุกต์ใช้ดิจิทัลและนวัตกรรมเพื่ออำนวยความสะดวกอย่างครบวงจร ทั้งในส่วนของการบริการผู้โดยสารและการจัดการด้านสินค้า (คาร์โก้)

เพิ่มคาพาซิตี้สนามบินทั้ง 6 แห่ง

สำหรับแผนการขยายการลงทุนนั้นบริษัทมีแผนจะเร่งขยายศักยภาพ (Capacity) การรองรับผู้โดยสารของท่าอากาศยานนานาชาติทั้ง 6 แห่งให้สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 160 ล้านคนภายในปี 2577 หรือในอีก 8 ปีข้างหน้า เพื่อให้สอดรับกับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบิน ซึ่งคาดการณ์กันว่าในอีก 20 ปีข้างหน้าจำนวนผู้เดินทางทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นอีก 20% และความต้องการเดินทางส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชีย

โดยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจะเร่งก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) ที่จะเพิ่มพื้นที่ใช้สอยอีก 81,000 ตารางเมตร คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี 2574 ทำให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีขีดความสามารถเป็น 70 ล้านคนต่อปี ซึ่งจะดำเนินการคู่ขนานไปกับการพัฒนาทางด้านทิศใต้ พื้นที่กว่า750,000 ตารางเมตร

แบ่งการก่อสร้างเป็น 3 ระยะ คือ ระยะ 1 เป็นการเตรียมความพร้อม ปรับปรุงพื้นที่ โครงการ South Terminal (2572-2578) ระยะ 2 เริ่มก่อสร้าง South Terminal เฟส 2 ควบคู่ไปกับเฟสแรก (2572-2582) รวมทั้ง 2 ส่วนจะเพิ่มศักยภาพในการรองรับผู้โดยสารได้อีก 30 ล้านคนต่อปี เมื่อรวมกับโครงสร้างปัจจุบันที่รองรับได้ 70 ล้านคน จะทำให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีศักยภาพรองรับได้ถึง 100 ล้านคน

ส่วนท่าอากาศยานดอนเมือง จะดำเนินการก่อสร้างอาคารผู้โดยสาร อาคาร 3 ขณะนี้ผ่านการขั้นตอนการออกแบบเรียบร้อยแล้ว และปรับปรุงอาคารผู้โดยสาร อาคาร 1 และอาคาร 2 ให้ทันสมัย พร้อมปรับปรุงระบบการจราจรภายในสนามบินให้คล่องตัวมากขึ้น และเชื่อมต่อระบบขนส่งทางราง คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2577

ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ดำเนินการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศหลังใหม่บริเวณด้านทิศใต้ และปรับปรุงอาคารผู้โดยสารเดิมทั้งหมดให้เป็นอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ พร้อมขยายและปรับปรุงลานจอดอากาศยาน และก่อสร้างพื้นที่จอดรถยนต์ 1,100 คัน คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2577

ส่วนท่าอากาศยานภูเก็ต มีแผนก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ และขยายอาคารเทียบเครื่องบิน คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2574 ท่าอากาศยานหาดใหญ่ (สงขลา) อยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาและจัดทำแผนแม่บท คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในปี 2569 นี้ ขณะที่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย นั้นออกแบบเสร็จแล้ว อยู่ระหว่างทำ TOR หาผู้รับจ้าง

เร่งดึงลงทุนในที่ดินรอบสนามบิน

นางสาวปวีณากล่าวด้วยว่า ในส่วนของความคืบหน้าในการเปิดให้เช่าและพัฒนาที่ดินแปลงทำเลทองรอบสนามบินทั้ง 6 แห่งทั่วประเทศ ครอบคลุมพื้นที่รวมกว่า 2,500 ไร่ เช่น คลังสินค้า โรงแรม ศูนย์การค้า ฯลฯ เพื่อพัฒนาพื้นที่ว่างเปล่าที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์กับอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยวนั้นปัจจุบันมีผู้ประกอบการแสดงความสนใจเข้ามาแล้วหลายราย อาทิ โรงแรมในพื้นที่สนามบิน (Airport Hotel) ศูนย์การขนส่งและกระจายสินค้า สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น

“ตอนนี้ที่เสนอเข้ามาพบว่าเป็นธุรกิจโรงแรมหลายราย โดยเฉพาะที่สนามบินสุวรรณภูมิ ภูเก็ต และหาดใหญ่ มีอนุมัติไปบ้างแล้ว เช่น ธุรกิจสถานีบริการชาร์จ EV ส่วนที่ดินแปลงใหญ่ที่สุวรรณภูมินั้นส่วนใหญ่อยากทำ Airport Hotel แต่เราอยากพัฒนาที่ดินแปลง 723 ไร่ เพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้ในกลุ่มที่ไม่ใช่ธุรกิจการบิน หรือ Non-Air”

ดึงแอร์ไลน์เปิดเส้นทางบินใหม่เข้า

นางสาวปวีณากล่าวต่อไปอีกว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทางของผู้โดยสาร และเส้นทางบิน รวมถึงต้นทุนเชื้อเพลิงของสายการบิน และปัจจัยอื่น ๆ AOT จึงเห็นโอกาสที่จะได้เร่งเปิดตลาดใหม่ หรือเส้นทางที่ยังไม่มีบริการบินตรง โดยจะเน้นเจาะตลาดที่มีความต้องการเดินทางสูง เช่น อินเดีย, จีน, ยุโรป เป็นต้น

รวมทั้งเพิ่มความเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาค และสนับสนุนเส้นทางต่อเครื่อง โดยมีโครงการกระตุ้นตลาดด้านการบินให้แก่สายการบินที่เปิดเส้นทางบินใหม่มายังท่าอากาศยานของ AOT ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 28 ตุลาคม 2571 โดยมอบส่วนลดค่าบริการขึ้นลง ค่าบริการที่เก็บอากาศยาน และค่าใช้บริการสะพานเทียบเครื่องบิน เพื่อจูงใจให้สายการบินเปิดเส้นทางบินใหม่และเพิ่มการให้บริการมายังประเทศไทยด้วย

คาดจำนวนผู้โดยสารปีนี้เท่าปี ’68

ทั้งนี้ ปริมาณการจราจรทางอากาศรอบ 8 เดือนของปีงบประมาณ 2569 (ตุลาคม 2568 – พฤษภาคม 2569) ณ ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ AOT มีเที่ยวบินรวม 552,119 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 1.38% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่มีผู้โดยสารรวม 90.98 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2.76% และคาดว่าจำนวนผู้โดยสารรวมปีนี้จะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปี 2568 ที่ผ่านมา

และประเมินว่าในปี 2570 อุตสาหกรรมการบินมีแนวโน้มขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะราคาน้ำมันเชื้อเพลิงจะยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงอีกสักระยะ บวกกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกทำให้สถานการณ์สายการบินต่าง ๆ ณ ตอนนี้มีอัตราการจองสลอตการบินในช่วงตารางบินฤดูหนาวปีนี้เพิ่มขึ้นเพียงแค่ 2%

แท็กที่เกี่ยวข้อง

AOT