‘ฟูจิฟิล์ม’ แตกไลน์ธุรกิจ ส่งสหคลินิก NURA รับเทรนด์สุขภาพ
สําหรับคนทั่วไปฟูจิฟิล์มอาจเป็นที่รู้จักในด้านธุรกิจถ่ายภาพด้วยสินค้า เช่น กล้อง, เลนส์, ฟิล์ม, เครื่องพิมพ์ ฯลฯ แต่ยักษ์อุตสาหกรรมสัญชาติญี่ปุ่นรายนี้ยังมีอีกธุรกิจที่กำลังเติบโตรวดเร็ว อย่างเครื่องมือแพทย์ที่เกี่ยวกับการถ่ายภาพ เช่น กล้องส่องภายใน, เครื่องเอกซเรย์, เครื่อง CT ฯลฯ ซึ่งบริษัทพยายามผลักดันสร้างการรับรู้ และขยายตลาดต่อเนื่องในหลายประเทศ รวมถึงในไทย
ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 นี้ฟูจิฟิล์มเดินหน้ากลยุทธ์ยิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัว สำหรับผลักดันธุรกิจเครื่องมือแพทย์ให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้บริโภคชาวไทย หลังโฟกัสการทำตลาดกับบุคลากรทางการแพทย์มาอย่างยาวนาน
ด้วยการปักธง “NURA Bangkok” สหคลินิกสำหรับตรวจและคัดกรองสุขภาพ ที่ย่านพระราม 3 โดยสหคลินิกแบรนด์ NURA นี้เป็นความร่วมมือระหว่างฟูจิฟิล์ม กับ Dr.Kutty’s Healthcare หรือ DKH ผู้ให้บริการทางการแพทย์เก่าแก่กว่า 40 ปี ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ.2528 โดย ดร. V.K. Kutty แพทย์ชาวอินเดีย ปัจจุบันมีเครือข่ายศูนย์วินิจฉัยโรคหลายแห่งในอินเดีย และมีบริการด้านสุขภาพในตะวันออกกลาง
ส่วน NURA สหคลินิกปัจจุบันมีสาขาในหลายประเทศ เช่น อินเดีย, เวียดนาม, ยูเออี แอฟริกาใต้, มองโกเลีย เป็นต้น และยังเดินหน้าขยายสาขาต่อเนื่อง
โดยฟูจิฟิล์มวางโพซิซั่นให้ NURA เป็นทั้งธุรกิจใหม่สำหรับตอบโจทย์กระแสสุขภาพและความกังวลเรื่องโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs และโรคมะเร็งที่สร้างดีมานด์การดูแลสุขภาพเชิงรุก เพื่อตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นก่อนอาการลุกลาม
ขณะเดียวกันก็เป็นช่องทางให้ผู้บริโภคได้รู้จักและมีประสบการณ์ตรงในการใช้งานเครื่องมือแพทย์ของฟูจิฟิล์ม เช่น ระบบเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ที่ใช้ปริมาณรังสีต่ำเป็นพิเศษ หรือ Ultra Low-Dose CT Scan, การตรวจแมมโมแกรม, การวิเคราะห์ผลด้วยระบบ AI และอื่น ๆ ไปพร้อมกันในคราวเดียว
สำหรับยุทธศาสตร์ทางธุรกิจของ NURA สหคลินิกนั้น ฟูจิฟิล์มสร้างจุดเด่นและแม็กเนตดึงดูดผู้ใช้บริการ ด้วยการต่อยอดรากฐานความเป็นแบรนด์ญี่ปุ่น มาวางระบบการบริการตามปรัชญา “โอโมเตะนาชิ” (Omotenashi) ของญี่ปุ่น เน้นความใส่ใจในรายละเอียด สร้างประสบการณ์ให้ลูกค้าโดยไม่ต้องรอให้ถามหรือร้องขอก่อน และไม่คาดหวังผลตอบแทน ออกมาเป็นการบริการแบบเน้นความสะดวกสบาย ต่างจากบริการตรวจสุขภาพทั่วไป

ตัวอย่างเช่น การตรวจสุขภาพที่จะเสร็จภายในระยะเวลาประมาณ 120 นาที โดยผู้รับบริการไม่ต้องรอคิวนาน ไม่ต้องงดน้ำงดอาหารล่วงหน้า และหลังเสร็จสิ้นขั้นตอนการตรวจคัดกรองจะได้เข้าพบแพทย์เพื่อรับคำปรึกษา พร้อมรับผลการตรวจสุขภาพในวันเดียวกัน
อาศัยระบบจัดการบริการแบบหมุนเวียนไปตามสเตชั่นต่าง ๆ รวมถึงการจัดระบบนัดหมายล่วงหน้า ช่วยให้ผู้รับบริการแต่ละรายสามารถเข้ารับการตรวจในแต่ละสเตชั่นได้ทันทีไม่ต้องเสียเวลารอนาน
รวมไปถึงผลการตรวจที่ปรับให้ผู้ใช้บริการเข้าใจได้ง่าย โดยแสดงผลในรูปแบบเกรด A-B-C-D แทนข้อมูลตัวเลขแบบทั่วไป เพื่อให้สามารถเข้าใจความปกติหรือผิดปกติของผลตรวจแต่ละด้านได้ทันที

ไปในแนวทางเดียวกับการตั้งราคาโปรแกรมการตรวจและคัดกรองสุขภาพ ซึ่งรวมการสแกน CT ปริมาณรังสีต่ำพิเศษ สุขภาพอวัยวะภายในและการประเมินตัวบ่งชี้ทางชีวภาพอย่างมะเร็งชนิดต่าง ๆ และการตรวจคัดกรองอื่น ๆ เช่น การติดเชื้อ H. pylori ฯลฯ ในราคาเดียวที่ 15,000 บาท
ทั้งนี้นอกจากการปักธงสาขาในไทยแล้ว เมื่อช่วงปีงบฯ 2025 ที่ผ่านมาฟูจิฟิล์มยังส่ง NURA บุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีก 3 ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ และกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย
รวมถึงเปิดสาขา 2 ในประเทศเวียดนามที่โฮจิมินห์ซิตี หลังเปิดสาขาแรกที่กรุงฮานอยไปเมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 โดยสาขาในเวียดนามจะอยู่ภายใต้การบริหารของบริษัทเวียดนาม-ญี่ปุ่น เฮลท์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ VJH ผู้บริหารศูนย์การแพทย์ที-มัตสึโอกะในเวียดนาม ส่วนฟูจิฟิล์มเป็นผู้สนับสนุน
ความเคลื่อนไหวของฟูจิฟิล์มในการรุกขยายสาขา NURA สหคลินิกครั้งนี้ สะท้อนถึงความพยายามขยายการรับรู้ในธุรกิจเครื่องมือแพทย์และระบบ AI ไปยังกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป หลังจากที่ผ่านมาเน้นสร้างการรับรู้กับบุคลากรทางการแพทย์ผ่านการจัด-เข้าร่วมงานอีเวนต์ด้านการแพทย์และสุขภาพ การมอบอุปกรณ์การแพทย์ให้กับหน่วยงานต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง