M STUDIO ปั้นหนังแฟรนไชส์ ต่อยอดซอฟต์พาวเวอร์รุกตลาดโลก
“เอ็ม สตูดิโอ” ชิงจังหวะกระแสหนังไทยขาขึ้น หลังรัฐ-เอกชน-ผู้ชมพร้อมหนุน ต่อยอดแนวทางมาร์เวล-โตเอะปั้นแฟรนไชส์หนังไทยสร้างฐานผู้ชมข้ามเจเนอเรชั่น ลั่นปี’70 เตรียมเปิดกล้องอีก 15 เรื่องหลากหลายแนว พร้อมลุยส่งออกหนังไทยสู่ต่างประเทศ มั่นใจเป็น Second Market ศักยภาพสูง
นายสุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็ม สตูดิโอ จำกัด (M STUDIO) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยมีแนวโน้มที่ดีมาก เห็นได้จากคนไทยหันมาชมภาพยนตร์ไทยมากขึ้นอย่างชัดเจน ในช่วงประมาณ 4 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้มาจาก 2 ปัจจัยหลักคือ ผู้ผลิตต่างยกระดับคุณภาพในทุกมิติ ตั้งแต่การพัฒนาบท การถ่ายทำ และงานโปรดักชั่น จนสามารถตอบสนองความคาดหวังที่สูงขึ้นของผู้ชมได้
เช่นเดียวกับฝั่งผู้ชมยุคใหม่ที่เปิดใจรับชมภาพยนตร์ไทยหลากหลายแนวมากขึ้น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่แนวผีหรือตลกแบบเดิม แต่ขยายไปสู่แนวผีผสมแอ็กชั่น เช่น ธี่หยด, ดราม่าเข้มข้น เช่น คำสารภาพของหมอผี, ดราม่าครอบครัว หรือประเด็นความหลากหลายทางเพศ เช่น วิมานหนาม ซึ่งเป็นผลจากการที่ผู้ชมได้รับการปลูกฝังการเสพคอนเทนต์ระดับสากลผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งในช่วงโควิด
“ผู้ชมยุคนี้ไม่เพียงคาดหวังคุณภาพของภาพยนตร์ แต่ยังพร้อมจ่ายเพื่อชมภาพยนตร์คุณภาพด้วย”
รวมถึงการขยายตัวของโรงภาพยนตร์ที่กระจายตัวเข้าไปยังจังหวัดต่าง ๆทั่วประเทศ ผ่านการขยายตัวของผู้ค้าปลีกไฮเปอร์มาร์เก็ตซึ่งเข้าไปตั้งสาขาในเมืองรอง ช่วยให้สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้ชมในต่างจังหวัดได้ง่ายขึ้นกว่าในอดีตมาก
กระแสนี้หนุนให้ทั้งสตูดิโอและโรงภาพยนตร์เดินหน้าเพิ่มงบประมาณการสร้าง การทำตลาด โดยงบประมาณการผลิตและการตลาดต่อเรื่องปรับเพิ่มขึ้นจากเดิมที่อยู่ประมาณ 30 ล้านบาท เป็น 40-50 ล้านบาท หรือสูงถึง 70-80 ล้านบาทในโปรเจ็กต์ขนาดใหญ่
รัฐ-เอกชนพร้อมหนุน
ด้านแบรนด์สินค้าและบริการต่างเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยเช่นกัน โดยแบรนด์ต่าง ๆ มีความตื่นตัวและมีความพร้อมมากขึ้นในการเข้ามาเป็นสปอนเซอร์สนับสนุนภาพยนตร์ไทยมากขึ้น
ส่วนภาครัฐเปิดรับและให้การส่งเสริมภาพยนตร์ไทยอย่างเต็มที่ในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยทำหน้าที่เป็นกำลังหลักในการนำพาคอนเทนต์ไทยออกสู่ตลาดต่างประเทศ ด้วยการจัดงานแสดงและกิจกรรมโชว์ภาพยนตร์ไทยอย่างเต็มรูปแบบทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงมอบทุนสนับสนุนการสร้างภาพยนตร์ และมีมาตรการส่งเสริมทางการเงิน เช่น ระบบคืนเงินลงทุน
การเข้ามาของทั้งรัฐและเอกชนช่วยสร้างความมั่นคงให้กับระบบอุตสาหกรรมภาพยนตร์ เช่นเดียวกับโมเดลความสำเร็จของซีรีส์และภาพยนตร์เกาหลีใต้ ที่ได้รับแรงขับเคลื่อนร่วมกันระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐ
ปั้นแฟรนไชส์หนังไทย
นายสุรเชษฐ์ย้ำว่า เพื่อต่อยอดกระแสขาขึ้นของภาพยนตร์ไทย ยุทธศาสตร์หลักในการสร้างภาพยนตร์ของ M STUDIO จากนี้จะมุ่งสร้างภาพยนตร์แบบแฟรนไชส์ เนื่องจากเป็นโมเดลที่มีศักยภาพเติบโตในระยะยาวสูง เห็นได้จากความสำเร็จของสตูดิโอภาพยนตร์ระดับโลกในฮอลลีวูดอย่างซูเปอร์ฮีโร่ค่ายมาร์เวล หรือวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่มีก็อตซิลลาและการ์ตูนอนิเมะอีกหลายเรื่อง
หนึ่งในจุดเด่นของภาพยนตร์แบบแฟรนไชส์คือ การสะสมและสร้างฐานแฟนคลับแบบข้ามเจเนอเรชั่นที่ผู้ชมผูกพันและเติบโตไปพร้อมกับแฟรนไชส์ ตั้งแต่เด็กจนเข้าสู่วัยมัธยม มหาวิทยาลัยและวัยทำงาน ซึ่งจะสร้างฐานผู้ชมขนาดใหญ่ให้กับผลงานของบริษัท และอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยโดยรวม
ขณะเดียวกันโครงสร้างเรื่องราวของภาพยนตร์แฟรนไชส์จะมีความเป็นกลางและยืดหยุ่นมากพอที่จะนำไปพัฒนา แตกแขนง หรือสร้างภาคต่อได้อย่างต่อเนื่อง ช่วยสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนในระยะยาวให้กับสตูดิโอ
โดยภาพยนตร์ที่จะนำมาทำเป็นแฟรนไชส์จะได้รับการวางแผนให้เป็นหนังแมสที่เข้าถึงผู้ชมได้ทุกกลุ่ม ไม่เจาะจงเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพื่อเปิดโอกาสให้ขยายฐานผู้ชมได้กว้างขวางที่สุด ตัวอย่าง เช่น ธี่หยด และคำสารภาพของหมอผี ซึ่งบริษัทวางแผนโครงสร้างให้เป็นแฟรนไชส์มาตั้งแต่ต้น ทำให้มีช่องทางต่อยอดเนื้อหาและปูทางไปสู่ภาคต่อหรือโปรเจ็กต์เกี่ยวเนื่องไว้ล่วงหน้า
“เพราะกระแส Soft Power กำลังแรงและน่าจะไปได้ไกล ซึ่งแนวทางการผลิตภาพยนตร์ของไทยในปัจจุบันที่เน้นคุณภาพและเนื้อเรื่องนั้นมาถูกทางแล้ว รวมถึงแนวของตลาดแมสไทยเริ่มเข้ากับผู้ชมต่างประเทศที่กำลังต้องการคอนเทนต์ใหม่ ๆ”
เตรียมเปิดกล้องอีก 15 เรื่อง
นายสุรเชษฐ์กล่าวต่อไปว่า ในปี 2570 บริษัทวางแผนเปิดกล้องถ่ายทำภาพยนตร์ใหม่จำนวน 15 เรื่อง แบ่งเป็นแนวสยองขวัญ/ผี ซึ่งเป็นแนวที่ได้รับความนิยมสูงสุด แต่จะเน้นฉีกแนวเดิมไปสู่การผสมผสาน เช่น ผีผสมแอ็กชั่น หรือผสมดราม่าเข้มข้น แนวแอ็กชั่นมีทั้งรูปแบบแอ็กชั่นผสมสยองขวัญ และแอ็กชั่นล้วน
รวมถึงแนวดราม่า-ความสัมพันธ์ครอบครัว และ LGBT เน้นเนื้อหาเข้มข้นและสมจริงยิ่งขึ้น เช่น ดราม่าครอบครัว หรือประเด็นความหลากหลายทางเพศเหมือนวิมานหนาม หรือ Long Live Love
นอกจากนี้ยังมีโปรเจ็กต์ร่วมมือกับพันธมิตรต่างประเทศมาพัฒนาบทภาพยนตร์ร่วมกับพันธมิตรจากประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ หลังก่อนหน้านี้บริษัทจับมือกับโตเอะ Toei สตูดิโอภาพยนตร์รายใหญ่ของญี่ปุ่นเจ้าของแฟรนไชส์ระดับตำนานอย่าง Dragon Ball, One Piece Film : Red, The First Slam Dunk รวมถึงซีรีส์ Kamen Rider และ Super Sentai และโชว์บ๊อก (Showbox) จากเกาหลีใต้
ลุยส่งออกหนังไทย
พร้อมกันนี้บริษัทยังปรับเป้าหมายจากการทำภาพยนตร์เพื่อตอบโจทย์เฉพาะผู้ชมในไทย เป็นการสร้างคอนเทนต์ที่เป็นเจาะผู้ชมในต่างประเทศด้วย เพราะตลาดต่างประเทศคือ Second Market ที่มีศักยภาพสูง หลังจากพฤติกรรมผู้ชมทั่วโลกเปิดรับภาพยนตร์ไทยและคอนเทนต์จากเอเชียมากขึ้นอย่างชัดเจน
โดยวางแผนส่งออกภาพยนตร์ไทยไปฉายในโรงภาพยนตร์ต่างประเทศมากกว่า 40 ประเทศ เพื่อขยายฐานผู้ชมจากระดับหลักล้านคนในไทยไปสู่ระดับหลายสิบล้านคน
ทั้งนี้อาศัยเทรนด์ที่ผู้ชมฝั่งตะวันตกกำลังแสวงหาเรื่องราวและไอเดียใหม่ ๆ จากเอเชีย โดยนำเนื้อหาที่มีความเฉพาะตัวแบบไทย เช่น ภาพยนตร์สยองขวัญหรือเรื่องราวความเชื่อพื้นบ้าน มานำเสนอในรูปแบบที่แปลกใหม่และตื่นเต้นสำหรับต่างชาติ
“การรุกตลาดต่างประเทศนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยกระจายภาพจำด้านศิลปวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของไทย พร้อมทั้งต่อยอดไปสู่การส่งออกทักษะความเชี่ยวชาญของทีมงานโปรดักชั่น ผู้กำกับ และนักแสดงไทยให้มีโอกาสร่วมงานในโปรเจ็กต์ระดับโลกอีกด้วย”