คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์
การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ในจีนตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงเวลานี้นั้น ผู้รู้บางท่านถือว่าเป็น “กรณีศึกษา” ที่น่าสนใจศึกษาเรียนรู้อย่างยิ่งกรณีหนึ่ง
อุตสาหกรรมยานยนต์จีนเริ่มต้นจากการเป็นฐานการผลิตให้กับผู้ผลิตรายใหญ่ ๆ จากต่างประเทศ เมื่อพยายามเริ่มต้น “แบรนด์” ของตนเอง ก็ทำได้ไม่ดีนัก ชนิดมีชื่อเสียงติดปากว่าผลิตและประกอบได้ย่ำแย่ และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้แม้แต่ชาวจีนเองก็ยังหันไปให้ความนิยมกับรถยนต์ที่เป็นแบรนด์ต่างชาติ โดยเฉพาะบรรดารถหรูทั้งหลาย ไม่ว่าจะจากฝั่งสหรัฐอเมริกาหรือยุโรปก็ตาม
ด้วยเหตุที่จีนเป็นตลาดรถยนต์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก บรรดาค่ายรถยนต์จากสหรัฐอเมริกาและยุโรปจึงพากันทำรายได้เข้ากระเป๋ากันเป็นกอบเป็นกำ
แต่เพียงชั่วระยะเวลาไม่นานนัก ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ
ตัวเลขยอดขายเมื่อปี 2022 ที่ผ่านมา สะท้อนเรื่องนี้ให้เห็นได้ชัดเจน ยักษ์รถยนต์อเมริกันอย่างเจเนอรัล มอเตอร์ส ทำยอดขายในจีนหดหายไปถึง 20% ส่วนฟอร์ด หนักหนาสาหัสยิ่งกว่า หายไปมากถึง 33.5% คนจีนหันไปซื้อรถยนต์จีนด้วยกันเองกันขนานใหญ่ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ที่จีนผลิตเอง
ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวก็คือ การตระหนักรู้ของรัฐบาลจีน ที่เล็งเห็นว่าการผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์แบบดั้งเดิม มีแต่จะตามหลัง หรืออย่างดีก็ทำได้เสมอตัวกับบรรดายักษ์ใหญ่ทั้งหลาย ต่างจากการผลักดันอุตสาหกรรมอีวี ที่คู่แข่งจากทุกชาติไม่มีใครมีองค์ความรู้เหนือกว่ากันเท่าใดนัก สตาร์ตอัพอีวีของจีนเองหลายบริษัทจึงกลายเป็นเป้าส่งเสริมแบบสุดตัวจากรัฐบาลด้วยเหตุนี้
ทางการจีนไม่เพียงสนับสนุนผู้ผลิตจีนอย่างเดียวเท่านั้น ยังจ่ายเงินช่วยเหลือผู้บริโภคชาวจีนก้อนโตเพื่อส่งเสริมการใช้รถอีวี และลุยสร้างระบบนิเวศของรถไฟฟ้า ทำให้โครงสร้างพื้นฐานสำคัญอย่างสถานีชาร์จขยายตัว แพร่ออกไปอย่างมีนัยสำคัญ
เท่านั้นยังไม่พอ จีนสนับสนุนจนอุตสาหกรรมผลิตแบตเตอรี่ของตนขยายตัวอย่างรวดเร็ว บริษัทแบตเตอรี่จีนโตเร็วมาก ที่ยกตัวอย่างให้เห็นได้ชัดเจนก็คือ CATL ที่ในเวลานี้กลายเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่ลิเทียม-ไอออน อันดับ 1 ของโลก โค่นยักษ์ใหญ่อย่างพานาโซนิคจากญี่ปุ่น และแอลจีจากเกาหลีใต้ลงได้อย่างงดงาม
สิ่งเหล่านี้ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าจากจีน ไม่เพียงมีคุณภาพและเทคโนโลยีในระดับที่ประชันได้ไม่อายใครแล้ว ราคายังต่ำชวนดึงดูดใจกว่าใคร ๆ เขาอีกด้วย
ผลลัพธ์นั้นชัดเจนอย่างยิ่ง ยอดขายรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้าในจีน (ทั้งที่เป็นอีวีและเป็นไฮบริด) จากเดิมที่ขายกันอยู่แค่ 1.3 ล้านคันต่อปี พุ่งพรวดขึ้นอย่างน่าตกใจเป็นปีละ 6.8 ล้านคันในช่วงระหว่างปี 2020-2022 ที่ผ่านมา ดันยอดรวมพุ่งขึ้นเป็น 35% ของตลาดรถยนต์จีนทั้งตลาด
เมื่อตลาดภายในประเทศพุ่งฉิวติดลม จีนก็เริ่มคิดถึงการส่งออก เริ่มขยายฐานการผลิตออกไปทั่วโลก แต่ไม่มีฐานการผลิตที่ไหนน่าจับตามองเท่า “เม็กซิโก” อีกแล้ว
ย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปีก่อน จีนไม่เคยผลิตหรือขายรถยนต์ของตนในเม็กซิโกเลยแม้แต่คันเดียว พอถึงปี 2020 จีนใช้เงินราว 90 ล้านดอลลาร์ สร้างโรงงานผลิตรถอีวีแห่งแรกขึ้นที่เม็กซิโก พอถึงปี 2022 จำนวนโรงงานผลิตรถอีวีของจีนเพิ่มเป็น 9 โรง เงินลงทุนเพิ่มเป็นเกือบ 400 ล้านดอลลาร์
ทุกวันนี้อีวีจีน ที่ตั้งราคาเย้ายวนใจ ตกแต่งภายในหรูหรา แถมยังใช้เทคโนโลยีทันสมัยที่สุด กำลังขายดีในเม็กซิโก คิดเป็นสัดส่วนสูงกว่า 9% ของรถยนต์ทุกรูปแบบที่ขายอยู่ที่นั่น
แต่เป้าหมายหลักของจีนไม่ใช่เม็กซิโก หากแต่เป็นตลาดรถยนต์ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกอย่างสหรัฐอเมริกาต่างหาก
ปัจจุบัน “สหรัฐอเมริกา” เรียกเก็บภาษีนำเข้าสำหรับรถ “เมดอินไชน่า” ทุกคันสูงถึง 27.5% ตามนโยบายที่กำหนดไว้ตั้งแต่สมัยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แต่ภาษีดังกล่าวไม่สามารถนำมาใช้ได้กับรถยนต์ที่ผลิตจากโรงงานจีนในเม็กซิโก ตามข้อกำหนดในความตกลงสหรัฐ-เม็กซิโก-แคนาดา หรือยูเอสเอ็มซีเอ (ปรับปรุงจากนาฟต้าแต่เดิม) ที่ทำขึ้นในยุคทรัมป์เช่นเดียวกัน
ข้อกำหนดในยูเอสเอ็มซีเอ ระบุไว้ว่า รถยนต์ที่ผลิตโดยใช้ชิ้นส่วนซึ่ง “ทำในอเมริกาเหนือ” เกินกว่า 75% ขึ้นไป จะได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า เท่ากับว่าจีนสามารถส่งรถอีวีที่ผลิตในเม็กซิโก ด้วยต้นทุนแรงงานที่ต่ำกว่าในจีนเข้าไปขายในสหรัฐได้โดยไม่ต้องเสียภาษี เพิ่มกำไรมากขึ้น เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับรถอเมริกันได้ดีขึ้น
อีวีจีนที่ราคาถูกกว่าอีวีที่ผลิตในสหรัฐอเมริกา โดยบริษัทอเมริกันอยู่ก่อนแล้ว จะยิ่งถูกกว่าลงไปอีก เมื่อผสมผสานกับแรงดึงดูดอื่น อาทิ การตกแต่งภายในและเทคโนโลยีที่จีนเป็นต้นแบบอยู่ในเวลานี้ การยึดครองตลาดอีวีในสหรัฐอเมริกา เพิ่มความเป็นไปได้ขึ้นอีกหลายระดับ
ในปี 2030 สหรัฐอเมริกากำหนดนโยบายเอาไว้ว่า ครึ่งหนึ่งของรถที่ขายกันในปีนั้นจะต้องเป็นรถอีวี ที่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าเป็นไปได้ยากมากขึ้นทุกที เพราะต้นทุนการผลิตอีวีอเมริกันแพงระยับ ทำให้ราคาอีวีอเมริกันแพงหูฉี่ตามไปด้วย
ยุทธศาสตร์อีวีจีนก็คือ ส่งรถอีวีคุณภาพสูง ราคาถูกของตนเข้าไปแทนที่อีวีอเมริกัน ครองส่วนแบ่งตลาดให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
ก่อนรุกสู่ตลาดอเมริกาใต้ แคนาดา และยุโรปต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้นั่นเอง