“ดร.อำพน” 14 ปีกับแบงก์ชาติ “จอมข้ามห้วย” จากเกษตรฯ ไปสภาพัฒน์ และตำแหน่งใหญ่ในทำเนียบ คสช.

กว่า 35 ปีในชีวิตการทำงาน ดร.อำพน กิตติอำพน ผ่านตำแหน่งสำคัญมาหลายตำแหน่ง ในหลายองค์กร รวมทั้งดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 6 ปี เลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีก 6 ปี อยู่คู่คณะรัฐบาลมาถึง 7 นายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ ท่านยังได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งในองค์กรสำคัญของประเทศอีกหลายแห่ง หนึ่งในนั้นคือ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เป็นเสาหลักในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินของประเทศ

ดร.อำพนร่วมงานกับ ธปท. เริ่มจากตำแหน่งคณะกรรมการ ธปท. คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) 9 ปี และดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการ ธปท. ถึง 2 สมัย ซึ่งจะหมดวาระในวันที่ 1 กรกฎาคม 2561 นี้ BOT พระสยาม MAGAZINE ได้รับเกียรติจากท่านมาร่วมพูดคุยถึงมุมมองชีวิตและความประทับใจจากการทำงาน รวมถึงแผนชีวิตหลังเกษียณในปีหน้า

14 ปี แห่งความภูมิใจกับการทำงานที่ ธปท.

ดร.อำพนเริ่มต้นชีวิตการทำงานที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขณะที่ดำรงตำแหน่งเป็นรองปลัดกระทรวงฯ เมื่ออายุ 47 ปี ท่านได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ “สภาพัฒน์” ซึ่งโดยตำแหน่งก็จะได้นั่งเป็นกรรมการ ธปท. ด้วย

“ฉายาของผมคือ ‘ข้ามห้วย’ เพราะผมมาจากกระทรวงชาวนา แต่ได้รับแต่งตั้งให้มานั่งตำแหน่งเกี่ยวกับการวางแผนยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ แต่หลังจากไปนั่งทบทวนว่าทำไมเราถึงโดนย้ายมาที่นี่ (สภาพัฒน์) คงเป็นเพราะ (1) เราทำงานด้านวางแผน (2) เราอยู่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรมาโดยตลอด และ (3) ช่วงหลังเราทำงานด้านการเจรจาระหว่างประเทศ เมื่อรู้ว่าการเป็นเลขาธิการสภาพัฒน์ จะเป็นกรรมการ ธปท. โดยตำแหน่ง ต้องบอกว่า เมื่อมาประชุมครั้งแรก ตื่นเต้นและต้องเตรียมตัวเยอะมาก เพราะรู้ตัวเองว่าขณะนั้นอาจจะไม่มีความรู้ทางด้านเศรษฐกิจการเงินเพียงพอที่จะเป็นกรรมการ ธปท. และเมื่อท่านผู้ว่าการ ธปท. ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ขอให้ผมนั่งเป็นกรรมการนโยบายการเงินอีกหนึ่งตำแหน่ง ก็ยิ่งต้องทบทวนศึกษาหาความรู้มากขึ้น และนับตั้งแต่วันนั้นจนถึงปัจจุบันนี้ ผมก็ยังมิได้เลิกที่จะต้องศึกษาหาความรู้ในทุกด้าน เพื่อมิให้บกพร่องต่อการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งต่างๆ ที่ได้รับมอบหมาย

เมื่อเริ่มคุ้นเคยกับบทบาทและภารกิจในตำแหน่งกรรมการ ธปท. และ กนง. ดร.อำพนเริ่มมีความมั่นใจในการทำหน้าที่ ธปท.เป็นอีกสถาบันหนึ่งที่ผมได้อาศัยเป็นแหล่งเรียนรู้ในการเชื่อมโยง “ชาวบ้าน” หรือเศรษฐกิจชนบทเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยระดับมหภาค รวมทั้งตลาดการเงิน การธนาคารและตลาดทุน ตลอดจนนโยบายการคลังและนโยบายการเงินไปพร้อมกัน

นอกจากนี้ การดำรงตำแหน่งกรรมการ ธปท.และ กนง.ยังได้มีส่วนในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจให้สามารถข้ามผ่านเหตุการณ์ที่สำคัญต่างๆ อาทิ ในปี 2549 ที่มีเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศมาลงทุนในตราสารหนี้จำนวนมาก ในปี 2551 ที่เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ กนง.ก็ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยถึง 4 ครั้ง เพื่อช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ รวมถึงการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในช่วงที่ค่าเงินบาทได้รับแรงกดดันจากสถานการณ์ความกังวลต่อพระอาการประชวรและการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ด้วย

“จริงๆ แล้วต้องขอบคุณ ธปท.ด้วยซ้ำไป เพราะผมได้ใช้ความรู้จากที่นี่ไปใช้ในการทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 ขณะเดียวกัน ผมก็ใช้ความรู้และประสบการณ์จากสภาพัฒน์มาช่วยในการทำงานในฐานะคณะกรรมการ ธปท. และ กนง. เพราะทั้ง 2 สถาบันมีความเชื่อมโยงกัน ซึ่งจริงๆ ต้องบอกว่า สถาบันหลักที่มีภารกิจในการดูแลเศรษฐกิจไทย 4 แห่ง คือ ธปท. สภาพัฒน์ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และสำนักงบประมาณ ล้วนเชื่อมโยงกัน”

ดร.อำพนกล่าวว่า มาถึงวันนี้ ท่านรู้สึกภูมิใจที่ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญ คือ ประธานกรรมการ ธปท. และประธานคณะกรรมการสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แต่ความภูมิใจมาพร้อมกับภาระหน้าที่และความรับผิดชอบ ซึ่งทำให้ท่านต้องเรียนรู้ไปตลอดชีวิต

“สุดท้ายนี้ ผมและคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยมีความภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้พระราชทานพระราชานุญาตให้จัดทำธนบัตรที่ระลึก ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้แห่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และธนบัตรแบบใหม่ (แบบ 17)”

ความท้าทายที่ ธปท.เตรียมรับมือ

ดร.อำพนกล่าวว่า เมื่อมองย้อนไป 14 ปีที่เริ่มร่วมงานกับ ธปท.ช่วง 8-9 ปีแรก แม้จะมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น แต่ก็ยังไม่รวดเร็ว ในช่วงหลังเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เร็วมากขึ้น แต่เมื่อมองไปข้างหน้า เทคโนโลยีและพฤติกรรมของผู้ใช้บริการทางการเงินจะขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และอาจสร้างผลกระทบที่รุนแรง หรือที่เรียกว่า “Disruptive Technology” โดยเฉพาะในแวดวงการเงินและการธนาคาร ดังนั้น ธนาคารกลางเองก็ไม่เว้นที่ต้องปรับตัว แต่เชื่อมั่นว่า ธปท.จะสามารถรับมือได้ เพราะ ธปท.มีการเตรียมพร้อมและมีทรัพยากรสำคัญที่ดีที่สุด คือ คน

“คนคือหัวใจสำคัญของทุกสถาบัน ความรู้อยู่ที่ตัวคน แล้วความรู้จะถูกใช้ให้เป็นประโยชน์กับบ้านเมือง ก็อยู่ที่จริยธรรม (Governance) ของผู้มีความรู้ ธปท. เป็นองค์กรที่มีทุนทางสังคม ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน และพนักงานของ ธปท. คือทุนที่สำคัญ เพราะได้รับการยอมรับเชิงความรู้ การมีหลักการ และความซื่อสัตย์สุจริต ดังนั้น หน้าที่ที่สำคัญของผู้บริหาร ธปท.คือ จะต้องรักษาคนเอาไว้ให้ได้ ซึ่งถือเป็นความท้าทาย แม้แต่คณะกรรมการ ธปท.เอง ก็ให้ความสำรัญในเรื่องทรัพยากรมนุษย์ เป็นความเสี่ยงที่สำคัญขององค์กร”

สำหรับภารกิจในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ ดร.อำพนมองว่าไม่น่าห่วง เพราะนอกจากองค์ความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์และระบบเศรษฐกิจของคน ธปท.ที่มีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม ท่านเชื่อว่า คน ธปท.ยังมีความเข้าใจในหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และได้น้อมนำมาใช้ในการวางแผนและดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจมหภาค และเศรษฐกิจในชนบท ทั้งนี้ก็เพื่อความกินดีอยู่ดีของประชาชนเป็นหลักอยู่แล้ว

ชีวิตที่ยังคงทำงาน (หนัก)

ชีวิตการทำงานภายใต้การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองมาหลายยุคสมัยและหลายนายกรัฐมนตรี กับการได้รับความไว้วางใจให้รับภารกิจในหลากหลายบทบาทหน้าที่ จึงเป็นธรรมดาที่อาจนำมาซึ่งการถูกกล่าวหา ใส่ร้าย และถูกตรวจสอบ หลายครั้งที่ประเด็นบั่นทอนกำลังใจเหล่านี้ ทำให้ ดร.อำพนเครียดโดยไม่รู้ตัว จนเมื่อเดือนกรกฎาคม 2559 ก่อนจะเกษียณอายุราชการเพียง 3 เดือน ท่านต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช ด้วยอาการหลอดเลือดหัวใจตีบ

“หมอบอกว่า ถ้าผมยังอยากมีชีวิตอยู่ยาวๆ ต้องเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ ต้องเลิกทำงาน เพราะความเครียดทำให้หลอดเลือดหัวใจตัน ผมได้บอกกับภรรยาของผม แล้วก็ยกมือไหว้ขึ้นไปที่ชั้น 16 ในหลวง รัชกาลที่ 9 พระองค์ท่านทรงงานมา 70 ปีแล้ว แม้แต่ในเวลานี้ที่พระองค์ท่านจะทรงประชวร พระองค์ท่านก็ยังไม่หยุดที่จะเป็นห่วงประชาชน และยังคงทรงงานตลอดเวลาที่ประทับอยู่ที่โรงพยาบาล ผมไม่สัญญากับหมอ จากนั้นผมก็กลับเข้าไปทำบอลลูนอีกครั้งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2560”

แม้จะเกษียณอายุราชการตั้งแต่ปลายปี 2559 และแม้จะมีขดลวดขยายหลอดเลือด (Stent) ถึง 7 เส้นที่หัวใจ แต่ทุกวันนี้ ดร.อำพนยังมีภารกิจในหลายบทบาท อาทิ ประธานคณะกรรมการ ธปท. ประธานคณะกรรมการสภาพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี (PMDU) ประธานกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์กรมหาชน) สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และกรรมการกฤษฎีกา เป็นต้น

“ปีหน้าผมคงหมดวาระหลายตำแหน่ง การทำงานคงจะลดลงบ้าง แต่ก็จะยังคงพยายามใช้ความรู้และประสบการณ์มาทำประโยชน์ให้เกิดกับประเทศต่อไป เพราะยิ่งเวลาเหลือน้อยลงก็ยิ่งต้องคิดว่า จะทำยังไงให้เวลาที่เหลืออยู่มีประโยชน์และมีคุณค่าที่สุด ซึ่งหมายถึง (1) ทำประโยชน์ให้กับบ้านเมืองเท่าที่จะพอช่วยได้ (2) ใช้เวลาดูแลสุขภาพของตัวเอง เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับคนที่รักเรา และ (3) กลับไปใช้ชีวิต ไปทำในสิ่งที่อยากทำกับคนที่รักและดูแลเรามาโดยตลอด เมื่อก่อนผมเดินทางไปทั่วโลก แต่ไม่เคยพาภรรยาไปด้วยเลย หลังจากภารกิจเริ่มลดลง ก็คิดว่าเราควรกลับไปใช้ชีวิตท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ กับเขาบ้าง”

เคล็ดลับความสุขสไตล์ ดร.อำพน กิตติอำพน

ดร.อำพนกล่าวว่า ถ้าเป็นเมื่อก่อน เวลาที่ถูกกล่าวหา อาจรู้สึกเครียดและท้อใจ เพราะมัวแต่คิดว่า ที่ทำไปก็เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติแท้ๆ และกว่าที่ความบริสุทธิ์จะถูกพิสูจน์ก็มักจะต้องใช้เวลานาน ความรู้สึกเหล่านั้นไม่เพียงบั่นทอนจิตใจ แต่ยังบั่นทอนสุขภาพกายด้วย

“แต่ทุกวันนี้ ผมคิดว่า อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ถ้าเราทำกรรมไม่ดีก็ต้องชดใช้กรรม แต่ถ้าเราทำด้วยใจบริสุทธิ์ ทุกอย่างที่ทำ ไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง มันก็จบ เราก็จะนอนหลับ โดยไม่ต้องเอางานหรือความเครียดกลับไปที่บ้านด้วย” นี่คือเคล็ดลับความสุขข้อแรกของ ดร.อำพน

ท่านยังมีคำแนะนำสำหรับคนทำงานที่อาจจะเคยท้อแท้ เวลาที่ทำสิ่งที่ดีที่ถูกต้อง แต่อาจไม่ถูกใจคนบางกลุ่ม ท่านบอกว่า อย่าท้อถอยในการทำความดี ให้คิดเสียว่า “ทำดีเพื่อให้มีโอกาสได้ทำดีต่อไป แล้วอานิสงส์กรรมดีจะตกไปที่คนรุ่นลูกรุ่นหลานของเราเอง”

นอกจากนี้ ความสุขง่ายๆ ของ ดร.อำพน ยังมาจากการวิ่งวันละ 5 กิโลเมตร เพื่อรักษาสุขภาพ การได้ดูแลคุณแม่ในวัย 92 ปี ให้มีความสุขในทุกวัน รวมถึงการใช้ชีวิตกับคนที่รักที่สุด คือ ภรรยา ลูก และหลาน

“ความสุขที่ผมรอคอย คือ การได้ไปเลี้ยงหลานวัย 4 ขวบ ที่เมืองเพิร์ธ (ประเทศออสเตรเลีย) จริงๆ ไม่ใช่เราที่ไปเลียงดูแลเขา แต่เขาต่างหากที่สอนให้เราเรียนรู้ เขาพาเราไปเล่น ผมเริ่มเรียนรู้ความสำคัญของธรรมชาติในมุมมองของเด็กๆ จากแต่ก่อนที่ผมไม่มีโอกาสได้เลี้ยงลูก วันนี้ได้เลี้ยงหลาน ทำให้เข้าใจว่า การเลี้ยงเด็กมันเป็นความสุข ผมมีความสุขมากที่ได้เล่นกับเขา เป็นความสุขที่แม้การเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทใหญ่ๆ ไม่ว่าจะให้ผลตอบแทนมากแค่ไหน ก็ไม่อาจแลกได้”

เคล็ดลับความสุขอีกข้อ ซึ่ง ดร.อำพนมองว่าสำคัญ ที่จะทำให้มีความสุขกับชีวิตที่เหลืออยู่ คือ การไม่เสียดายเวลาที่ผ่านมา

“ผมคิดว่าสิ่งที่ทำให้ผมมีความสุขในทุกวันนี้ คือ ผมไม่เสียดายเวลาที่ผ่านมา ไม่เสียดายแม้ผมทำร้ายร่างกายตัวเองไปถึงระดับหนึ่ง เพราะผมคิดว่าสิ่งที่ผ่านมาทั้งหมด ล้วนเป็นประสบการณ์ชีวิตที่ทำให้ผมมีความภูมิใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่ได้เข้ามาร่วมงานกับ ธปท. ซึ่งถือเป็นสถาบันหลักที่สำคัญของชาติ”

 

***ข้อมูลจาก BOT พระสยาม MAGAZINE ฉบับที่ 2 เดือนมีนาคม-เมษายน 2561