Skip to content

Thailand Taxonomy เข็มทิศสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ กับความท้าทายที่ซ่อนอยู่

25 ก.ค. 2568 | 11:46น.
Thailand Taxonomy เข็มทิศสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ กับความท้าทายที่ซ่อนอยู่
คอลัมน์ : นอกรอบ
ผู้เขียน : ดร.ชาริกา ชาญนันทพิพัฒน์ นักวิชาการด้านการดำเนินธุรกิจ และการพัฒนาที่ยั่งยืน TDRI

เมื่อการจัดสรรเงินทุนไม่ใช่แค่เรื่องของผลตอบแทนทางการเงิน แต่รวมถึงความยั่งยืนของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม “Taxonomy” หรือระบบจำแนกกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการให้ข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่ความยั่งยืนในหลายประเทศทั่วโลก

ประเทศไทยก็มีการพัฒนา Thailand Taxonomy เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ความยั่งยืน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มความสามารถการแข่งขันในระยะยาว โดย Thailand Taxonomy ระยะที่ 1 ได้เริ่มพัฒนาในปี พ.ศ. 2564 และเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2566 ครอบคลุมกิจกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นสัดส่วนสูงอย่างภาคพลังงาน และภาคขนส่ง และล่าสุดปีนี้กับ Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 ที่ได้เปิดตัวอย่างเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 โดยขยายขอบเขตไปอีก 4 กิจกรรมเศรษฐกิจ ได้แก่ ภาคเกษตร ภาคการก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และการจัดการของเสีย

บทเรียนและแรงผลักดัน

Thailand Taxonomy ระยะที่หนึ่งครอบคลุมกิจกรรมในภาคพลังงานและขนส่ง ซึ่งเป็นภาคส่วนที่มีความพร้อมด้านข้อมูลและเทคโนโลยีที่ค่อนข้างชัดเจน แม้ปัจจุบันการใช้งานยังเป็นลักษณะสมัครใจ แต่ได้นำไปสู่การเริ่มต้นใช้งานจริงในภาคการเงินและภาคธุรกิจมากขึ้น

สำหรับสถาบันการเงิน Taxonomy ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการจำแนกและประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมของกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง การใช้ทรัพยากรอย่างไม่มีประสิทธิภาพ หรือผลกระทบต่อระบบนิเวศ โดยช่วยในการพิจารณาสินเชื่อและการลงทุน ให้สอดคล้องกับกิจกรรมที่มีแนวโน้มรับมือกับความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมได้ดีกว่า และลดโอกาสที่จะต้องเผชิญภาระต้นทุนเพิ่มเติมจากการปรับตัวในอนาคต

ขณะเดียวกัน Taxonomy เป็นเครื่องมือช่วย “ภาคธุรกิจ” วางแผนการปรับตัว โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่เผชิญแรงกดดันจากข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม ห่วงโซ่อุปทานสีเขียว และความคาดหวังจากนักลงทุน

ผู้ประกอบการสามารถใช้กำหนดทิศทางการลงทุน ปรับกระบวนการผลิต และพัฒนากลยุทธ์การเปลี่ยนผ่าน ที่สอดคล้องกับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก พร้อมทั้งใช้เป็นฐานในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว

และยังเป็นเครื่องมือสื่อสารต่อภายนอกผ่านการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนองค์กร ทำให้ผู้ใช้ข้อมูลเห็นทิศทางการเปลี่ยนผ่านสู่การดำเนินธุรกิจคาร์บอนต่ำที่ชัดเจนขึ้น

ขณะที่ภาครัฐสามารถใช้ Taxonomy เป็นเกณฑ์ในการออกแบบนโยบายและเครื่องมือทางการเงินที่ตรงเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการให้สินเชื่อสีเขียว การกำหนดสิทธิประโยชน์ทางภาษี ตลอดจนการจัดสรรเงินสนับสนุน หรือเงินจากกองทุนที่ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านภูมิอากาศ เป็นต้น

นักลงทุนและผู้บริโภคก็ได้รับประโยชน์จากระบบที่โปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้มากขึ้น การจำแนกกิจกรรมตาม Taxonomy ช่วยให้สามารถเปรียบเทียบกิจกรรมหรือบริษัทต่าง ๆ ได้บนพื้นฐานมาตรฐานเดียวกัน ลดโอกาสเกิดพฤติกรรม ็ฟอกเขียวิ (Greenwashing) และสร้างความเชื่อมั่นในข้อมูลที่ใช้ประกอบการตัดสินใจ

ตัวอย่าง เช่น บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ที่ได้นำเกณฑ์ Thailand Taxonomy ระยะที่หนึ่ง มาใช้ในการออก ็ตราสารหนี้เพื่อสิ่งแวดล้อมิ (Green Bond) ของโครงการระบบขนส่งมวลชน MRT

ขณะที่ B.Grimm Power มีการเปิดเผยข้อมูลสัดส่วนรายได้ การลงทุน และค่าใช้จ่ายดำเนินงานตามนิยามกิจกรรมใน Thailand Taxonomy ระยะที่หนึ่ง ผ่านรายงานความยั่งยืนประจำปี ช่วยให้นักลงทุนสามารถประเมินโครงสร้างทางธุรกิจในมิติสภาพภูมิอากาศได้ชัดเจนมากขึ้น และเป็นสัญญาณความตั้งใจการปรับโมเดลธุรกิจให้สอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน

รวมทั้งกรณีของ Thai Union ซึ่งได้รับการสนับสนุน Blue Loan (สินเชื่อเพื่อความยั่งยืนทางทะเล) จาก ADB เพื่อสนับสนุนการจัดซื้อกุ้งอย่างยั่งยืน

เชื่อมโยงบริบทจริงของภาคเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ดี การพัฒนา Thailand Taxonomy เผชิญความท้าทายหลายประการ สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการออกแบบพัฒนา Thailand Taxonomy ระยะที่สอง อย่างรอบด้านมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความไม่ชัดเจนของนิยามบางคำ รายละเอียดเกี่ยวกับแนวทางการใช้ Thailand Taxonomy ตลอดจนระยะเวลาการเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ รวมถึงการใช้ภาษาเทคนิคที่ไม่ครอบคลุมกลุ่มรับฟัง และผู้ใช้งานหลากหลายกลุ่ม

นำมาสู่การออกแบบกระบวนการพัฒนา Thailand Taxonomy ในระยะที่สอง ที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบและรอบด้านมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อภาคเศรษฐกิจในขอบเขตของระยะที่สอง มีความหลากหลายและซับซ้อนสูง เช่น ภาคเกษตรที่ต้องอาศัยความเข้าใจในบริบทเฉพาะถิ่น หรือภาคก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ที่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลของประเทศไทย ในการจัดทำเกณฑ์แบ่งกิจกรรมร่วมด้วย เป็นต้น

โดยมีกระบวนการพัฒนาร่างที่เปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่าง ๆ เข้าร่วมเสนอข้อคิดเห็นผ่านการประชุม การหารือรายภาคส่วน และการเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลากหลายกลุ่มสามารถเสนอแนะอย่างเปิดกว้าง

จากการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ คณะทำงานได้ข้อเสนอแนะและข้อคิดเห็นมากกว่า 250 ประเด็น ส่วนใหญ่เป็นประเด็นคำถามและการขอให้ชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติม คณะทำงานจึงได้มีการปรับปรุงการเขียนในบางส่วนเพื่อให้ผู้ใช้เข้าใจได้ง่ายขึ้น รวมถึงมุ่งเน้นการทำคู่มือการใช้งาน (Implementation Guideline) และการจัดสัมมนาออนไลน์ เพื่อให้ความกระจ่างเพิ่มเติมในการนำไปใช้

ทั้งนี้ คณะทำงานมีสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการของคณะทำงานหลัก และมีบทบาทร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ ในการออกแบบกระบวนการมีส่วนร่วม วิเคราะห์ข้อเสนอแนะ และให้คำปรึกษาเชิงเทคนิคเพื่อเชื่อมโยงเกณฑ์ Thailand Taxonomy กับแนวทางสากล โดยไม่ละเลยบริบทภายในประเทศ

ความท้าทายที่ยังต้องขับเคลื่อน

แม้การจัดทำ Thailand Taxonomy ระยะที่สอง จะเป็นพัฒนาการเชิงเครื่องมือในการมุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่สำคัญ ที่ช่วยให้การประเมินความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีความเป็นระบบมากขึ้น เพราะหากไม่มีมาตรฐานกลางอย่าง Thailand Taxonomy การระบุว่า กิจกรรมใดเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อาจมีความท้าทายในการตีความที่ไม่ตรงกัน นอกจากนี้ อาจทำให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในบริบทที่พันธกรณีด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศมีความเข้มงวดมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี การนำ Taxonomy ไปใช้จริง ยังต้องเผชิญความท้าทายหลายประการ เช่น

ความซับซ้อนของเนื้อหา – องค์กรหลายแห่งยังขาดทรัพยากร และความรู้ในการประเมินกิจกรรมตาม Taxonomy โดยเฉพาะกิจการขนาดเล็ก และภาคส่วนที่ยังไม่มีข้อมูลสิ่งแวดล้อมที่เป็นระบบ

การเชื่อมโยงกับมาตรการภาครัฐ – หาก Thailand Taxonomy ไม่ถูกใช้เป็นฐานของมาตรการสนับสนุน เช่น สินเชื่อภาษีหรือการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ รวมถึงการให้เงินสนับสนุน ก็อาจไม่สามารถจูงใจให้เกิดการใช้งานจริงในภาคธุรกิจ

ข้อกังวลด้านความน่าเชื่อถือ – การขาดระบบติดตามและการเปิดเผยข้อมูลที่สม่ำเสมอ อาจเปิดช่องให้เกิดการใช้งานที่มีความเสี่ยงในการเข้าข่าย Greenwashing ได้

จากกรอบแนวคิดสู่เครื่องมือใช้งานจริง

Thailand Taxonomy ระยะที่สอง จะสามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างแท้จริง หากสามารถบูรณาการเข้ากับระบบนิเวศที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในด้านข้อมูล เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ มาตรการจูงใจ และกลไกการติดตามผล

การวางแผนพัฒนาและปรับปรุง Thailand Taxonomy อย่างต่อเนื่องจะช่วยให้เอกสารนี้สามารถตอบสนองต่อบริบทเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และมาตรฐานสากลที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที ทั้งนี้ จำเป็นต้องมีการประเมินประสิทธิภาพของการใช้งานจริง และเปิดรับข้อเสนอแนะจากผู้ใช้หลากหลายกลุ่ม เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความสามารถในการใช้งานได้อย่างกว้างขวาง

Thailand Taxonomy ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงกรอบนิยามกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่ควรถูกพัฒนาให้เป็น “เครื่องมือเปลี่ยนผ่าน” ที่เชื่อมโยงภาคธุรกิจ ภาครัฐ สถาบันการเงิน และสังคมไทย ไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนร่วมกัน