เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
แสนสิริ x SCB แนะ SMEs เร่งขับเคลื่อนยั่งยืนจากเรื่องเล็ก ๆ
SD แสนสิริ x SCB แนะ SMEs เร่งขับเคลื่อนยั่งยืนจากเรื่องเล็ก ๆ
ซีเอ็ดจับมือ 4 ศิลปินไทย เปิดพื้นที่หนังสือ-ศิลปะ ในงานมหกรรมหนังสือฯ ครั้งที่ 31
Biz Movement ซีเอ็ดจับมือ 4 ศิลปินไทย เปิดพื้นที่หนังสือ-ศิลปะ ในงานมหกรรมหนังสือฯ ครั้งที่ 31
‘แสนสิริ’ จุดพลุทำเล ‘หัวหิน’ จากเมืองมาเยือน สู่ ‘บ้านหลังที่สอง’ 
Real Estate ‘แสนสิริ’ จุดพลุทำเล ‘หัวหิน’ จากเมืองมาเยือน สู่ ‘บ้านหลังที่สอง’ 
จัดระเบียบแพลตฟอร์ม เบรกขึ้น GP-ตั้งกติกา ‘ตลาดดิจิทัล’
Economic จัดระเบียบแพลตฟอร์ม เบรกขึ้น GP-ตั้งกติกา ‘ตลาดดิจิทัล’
สมาคมโฆษณาย้ำปีนี้อุตฯ ฟื้น ธุรกิจแห่ทุ่มเม็ดเงินแตะ 8.3 หมื่นล้าน
Business สมาคมโฆษณาย้ำปีนี้อุตฯ ฟื้น ธุรกิจแห่ทุ่มเม็ดเงินแตะ 8.3 หมื่นล้าน
คุม ‘BNPL’ ก่อนเกิดปัญหา
Finance คุม ‘BNPL’ ก่อนเกิดปัญหา
DE ผนึก Meta ยืนยันตัวตนผู้ลงแอด No ID, No Ads
Tech DE ผนึก Meta ยืนยันตัวตนผู้ลงแอด No ID, No Ads
ศูนย์การค้า แห่ผุดบ้านผีสิงทั่วประเทศ รับกระแสฮาโลวีน
Business ศูนย์การค้า แห่ผุดบ้านผีสิงทั่วประเทศ รับกระแสฮาโลวีน
หงส์เลือกคนไม่ผิด
คุยกับเอกราช หงส์เลือกคนไม่ผิด
จุดพลุ ‘นิวฟรอนเทียร์เทค’ ทรู-ซี.พี. ย้ำแนวคิด ‘ทำสิ่งใหม่-ใช้จริง-โตพร้อมพันธมิตร’
Tech จุดพลุ ‘นิวฟรอนเทียร์เทค’ ทรู-ซี.พี. ย้ำแนวคิด ‘ทำสิ่งใหม่-ใช้จริง-โตพร้อมพันธมิตร’
ดูทั้งหมด

กับดักเศรษฐกิจไทยยุคพึ่งพานำเข้าสูง จับตา 3,000 ผู้ผลิต เข้าข่าย “สวมสิทธิ”

31 ก.ค. 2568 | 08:14น.
United States to impose tariffs of 36% on goods from Thailand
คอลัมน์ : นอกรอบ

มูลค่าการนำเข้าของไทยเร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 และกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไทยกลับมาขาดดุลการค้าเป็นเวลา 3 ปีติดต่อกัน (ปี 2022-2024) หลังจากที่เกินดุลต่อเนื่องมานับตั้งแต่ปี 2015-2021 โดยนับตั้งแต่ปี 2020 ทิศทางการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศได้เร่งตัวขึ้นจนเติบโตเฉลี่ยราวปีละ 10% มากกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต (2015-2019) กว่าเท่าตัว อีกทั้งยังขยายตัวสูงกว่ามูลค่าการส่งออก ส่งผลให้การนำเข้าสินค้าเมื่อปี 2024 มีสัดส่วนสูงถึง 53% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)

และทำให้ไทยขาดดุลการค้ามาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2022 รวมถึงในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2025 ก็ยังคงมีแนวโน้มขาดดุลสะสมสูงถึงกว่า 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC บทวิเคราะห์เรื่อง Import influx trap กับดักเศรษฐกิจไทยในยุคพึ่งพานำเข้าสูง

บทบาทญี่ปุ่นลด-จีนขยับขึ้น

บทวิเคราะห์เรื่อง Import influx trapกับดักเศรษฐกิจไทยในยุคพึ่งพานำเข้าสูง จากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC ระบุว่า

โครงสร้างสินค้านำเข้าของไทยโดยรวมยังคงใกล้เคียงกับช่วงก่อนการระบาดของโควิด-19 โดยกลุ่มเครื่องจักร, อิเล็กทรอนิกส์, พลังงาน และเหล็ก ยังคงมีสัดส่วนการนำเข้าสูงที่สุด หรือกว่า 60% ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด

อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาในมิติของประเทศคู่ค้า พบการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยบทบาทของ “ญี่ปุ่น” ในฐานะประเทศคู่ค้าหลักทยอยปรับลดลง สวนทางกับมูลค่านำเข้าจาก “จีน” เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนทำให้จีนก้าวขึ้นมาเป็นประเทศคู่ค้าที่ไทยนำเข้าสินค้ามากที่สุด โดยมีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 1 ใน 4 ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมดของไทย

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอุตสาหกรรมสำคัญของไทย อาทิ เหล็ก, พลาสติก และยานยนต์ มีการปรับเปลี่ยนแหล่งที่มาของปัจจัยการผลิต หรือได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานของจีนมากขึ้น นับตั้งแต่สงครามการค้าระลอกแรกเมื่อปี 2018

ผู้ผลิตไทยเผชิญแรงกดดันหนัก

แม้ว่าการนำเข้าจะเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและกลไกทางการค้าที่จำเป็นสำหรับไทย ซึ่งเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลกในระดับสูง แต่การขยายตัวอย่างรวดเร็วของมูลค่านำเข้าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เริ่มส่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการฉุดรั้งการฟื้นตัวของภาคการผลิตในประเทศ การเพิ่มแรงกดดันให้ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับภาวะการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น รวมถึงการลดทอนโอกาสในการขยายฐานลูกค้าของผู้ผลิตไทยไปยังตลาดโลก

ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากมาตรการกีดกันทางการค้าและมาตรการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าที่เข้มงวดขึ้น และแนวโน้มเหล่านี้อาจนำไปสู่บทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานโลกที่ลดลง อีกทั้งยังจะส่งผลกระทบต่อความสามารถทางการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว

กับดัก ศก.ไทยในยุคพึ่งพานำเข้า

ประเทศไทยและหลายชาติในอาเซียนกำลังกลายเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญในการระบายสินค้าส่วนเกิน โดยเฉพาะจากจีน และประเทศที่กำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ขณะเดียวกัน กระแส e-Commerce และมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศก็ยิ่งเร่งให้เกิดการทะลักเข้ามาของสินค้าจากต่างชาติ รวมถึงภาคธุรกิจที่พึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าเป็นหลัก โดยมูลค่าการนำเข้าสินค้าของไทยที่เร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดว่ามีแรงขับเคลื่อนหลักมาจาก 3 ปัจจัยสำคัญ ดังนี้

1) การเร่งระบายสินค้าส่วนเกินออกจากจีน ซึ่งเผชิญภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าจากจีนเข้าสู่ประเทศไทยขยายตัวในอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึงเกือบ 4 เท่า ปัจจัยสำคัญคือ การขยายฐานการผลิตมายังภูมิภาคอาเซียน เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าจากสหรัฐ ผนวกกับการมีความตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ที่ช่วยลดอุปสรรคด้านภาษีและขั้นตอนทางศุลกากรให้แก่สินค้านำเข้า

2) การเติบโตของธุรกิจแพลตฟอร์มข้ามชาติที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในหมู่ผู้บริโภคชาวไทย ไม่เพียงกระตุ้นให้เกิดการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค แต่รายได้จากการเติบโตของธุรกิจออนไลน์เหล่านี้มักไม่ได้หมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยอย่างเต็มที่

และ 3) การเพิ่มขึ้นของธุรกิจที่พึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าเป็นหลัก (High Import Content) ทั้งในภาคก่อสร้าง, ร้านอาหาร, ภาคบริการ รวมถึงภาคการผลิต เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์, เหล็ก และพลาสติก ซึ่งนอกจากจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เศรษฐกิจไทยในระดับต่ำแล้ว บางส่วนยังอาจเข้ามาลงทุนเพื่อหลีกเลี่ยงกำแพงภาษี ทำให้การดำเนินกิจการมักเน้นการนำเข้าสินค้ามาประกอบขั้นต้น ก่อนส่งออกไปยังประเทศที่สามต่อไป

3,000 บริษัทเข้าข่าย “สวมสิทธิ”

สินค้านำเข้ากำลังก้าวขึ้นมามีบทบาททดแทนสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ ทั้งในแง่การบริโภคและการส่งออก อีกทั้งยังพบสัญญาณที่อาจบ่งชี้ได้ว่าธุรกิจภาคอุตสาหกรรมของไทยเกือบ 3,000 แห่ง เข้าข่ายดำเนินกิจการแบบซื้อมา-ขายไป ซึ่งบางส่วนเสี่ยงที่จะเป็นเพียงโรงงานแปรรูปเบื้องต้น หรือดำเนินกิจกรรมสวมสิทธิ

ผลการวิเคราะห์โดย SCB EIC พบว่า 1.การบริโภคภายในประเทศและภาคส่งออกของไทยมีแนวโน้มพึ่งพาสินค้าที่ผลิตในประเทศลดลง และหันไปพึ่งพาสินค้านำเข้า โดยเฉพาะจากจีนมากขึ้น และ 2.ธุรกิจภาคการผลิตในไทยเกือบ 3,000 แห่ง อาจกำลังดำเนินธุรกิจในลักษณะที่เน้นการซื้อมา-ขายไป ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าบางส่วนเข้าข่ายกิจกรรม “สวมสิทธิ” แหล่งกำเนิดสินค้า โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแผงวงจร, ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, ชิ้นส่วนยานยนต์, พลาสติก, อะลูมิเนียม และเครื่องใช้ไฟฟ้า

SCB EIC ได้ศึกษาโดยอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลระดับมหภาค จากมูลค่าการส่งออก ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม และข้อมูลระดับจุลภาคจากฐานข้อมูลงบการเงินของบริษัทจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ซึ่งครอบคลุมประมาณ 150,000 กิจการในภาคการผลิตทั่วประเทศ โดยวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบในระดับอุตสาหกรรมย่อย ผ่านอัตราส่วนทางการเงินหลัก 3 ประเภท ได้แก่ อัตราส่วนต้นทุน (Cost Ratio), อัตราส่วนหมุนเวียนสินค้าคงคลัง และอัตราส่วนรายได้ต่อสินทรัพย์ถาวร

พบว่าธุรกิจภาคการผลิตในประเทศไทยจำนวนเกือบ 3,000 แห่ง เข้าข่ายกิจการที่มีการดำเนินงานในลักษณะซื้อมา-ขายไป อาจไม่มีกระบวนการผลิตจริง หรือแม้จะมีการผลิตก็เป็นเพียงการแปรรูปขั้นต้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยพบว่ามีมูลค่าการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรในระดับต่ำ หรือมีความสามารถในการสร้างรายได้ไม่สอดคล้องกับขนาดกิจการ ซึ่งธุรกิจที่เข้าข่ายในลักษณะนี้มีมูลค่ารวมกันถึง 1.04 ล้านล้านบาท ในปี 2023 หรือประมาณ 5% ของขนาดตลาดในภาคอุตสาหกรรมของไทย

ผลกระทบจากแนวโน้มดังกล่าว จะทำให้ผู้ส่งออกของไทยต้องเผชิญความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่เข้มงวดขึ้น อีกทั้งในระยะยาวโครงสร้างเศรษฐกิจไทยอาจค่อย ๆ เปลี่ยนจาก “ประเทศผู้ผลิต” ไปสู่บทบาท “ผู้ซื้อและประเทศทางผ่าน” ในห่วงโซ่อุปทานโลก และทำให้เกิดการเสื่อมถอยอย่างต่อเนื่องของกิจกรรมการผลิตภายในประเทศ

รูปแบบการเติบโตที่อิงกับโมเดลซื้อมา-ขายไป และกิจกรรมที่ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มอย่างแท้จริงภายในประเทศ อาจกลายเป็นจุดอ่อนเชิงโครงสร้าง ดังนั้น การปกป้องผู้ประกอบการในประเทศ การกำเนิดนโยบายเชิงรุกเพื่อกำกับดูแลการลงทุน ตลอดจนการคัดกรองขอบเขตและคุณภาพสินค้านำเข้า จึงเป็นกลไกสำคัญในการรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย ท่ามกลางทิศทางการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว