Skip to content

ตลาดคาร์บอนเครดิต กลไกยั่งยืนสู่เป้าหมาย Net Zero

31 ต.ค. 2568 | 10:28น.
ตลาดคาร์บอนเครดิต กลไกยั่งยืนสู่เป้าหมาย Net Zero
คอลัมน์ : เล่าให้รู้กับ ก.ล.ต.
ผู้เขียน : อาชินี ปัทมะสุคนธ์ สำนักงาน ก.ล.ต.

เชื่อว่าทุกวันนี้ ทุกคนสามารถรับรู้ได้ว่า “โลกกำลังเปลี่ยนไป” เพราะอากาศที่ร้อนจัดจนทำลายสถิติ ฝนที่ตกหนักผิดฤดู หรือพายุที่มาแรงกว่าที่เคย ล้วนเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นจริง และกำลังส่งผลต่อทั้งชีวิตประจำวัน เศรษฐกิจ ไปจนถึงความมั่นคงของประเทศ

คำถามคือ…พวกเราทุกคนจะมีส่วนลดผลกระทบเหล่านี้ได้อย่างไร ? คำตอบอาจไม่ได้มีแค่แนวทางเดียว คงต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน แต่หนึ่งในเครื่องมือที่ได้รับความสนใจ คือการสร้าง “ตลาดคาร์บอนเครดิต” ที่หลายประเทศและไทยนำมาใช้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผลักดันให้ประเทศเดินหน้าไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ในปี 2050 (พ.ศ. 2593) และสู่ Net Zero ในปีเดียวกัน

ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า “คาร์บอนเครดิต” (Carbon Credit) คือปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดหรือกักเก็บได้จากการทำโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ มีหน่วยเป็น “ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า” เช่น โครงการปลูกป่าและอนุรักษ์ป่า การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน หรือการจัดการขยะที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น

โดยผู้พัฒนาโครงการดังกล่าวต้องขึ้นทะเบียนโครงการและได้รับคำรับรองจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) หลังจากนั้นจึงสามารถนำคาร์บอนเครดิตที่ได้ ไปขายให้กับภาคเอกชนหรือหน่วยงานรัฐที่ต้องการใช้ เพื่อความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมในรูปแบบ Over the Counter หรือตลาดคาร์บอนเครดิต

ทั้งนี้ ก.ล.ต.ในบทบาทของการพัฒนาตลาดทุน ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้เกิดผลิตภัณฑ์ทางการเงินหรือการลงทุนใหม่ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวกับความยั่งยืน เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ผู้ลงทุน รวมถึงสนับสนุนและส่งเสริมให้มีศูนย์กลางซื้อขายคาร์บอนเครดิตภายใต้กำกับดูแลของ ก.ล.ต. ที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส

ตราสารหนี้สีเขียว (Green Bond) ตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน (Sustainability Bond) รวมถึงตราสารหนี้ที่ผูกพันกับการลดก๊าซเรือนกระจก (Sustainability-linked Bond) ซึ่งในปีนี้ 2568 มีการออกแล้วรวมมูลค่ากว่า 141,920 ล้านบาท ทุกคนสามารถติดตามมูลค่าตราสารหนี้กลุ่มความยั่งยืน ผ่านเว็บไซต์ https://sustainablefinance.sec.or.th/Bond ขณะเดียวกันยังผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม ผ่าน 56-1 One Report ทั้งการใช้คาร์บอนเครดิตและนโยบายการลดการปล่อยก๊าซ เพื่อให้นักลงทุนมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่รอบด้านและโปร่งใสมากขึ้น

อีกก้าวสำคัญคือ การเปิดทางให้ศูนย์ซื้อขาย นายหน้าซื้อขาย และผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล สามารถให้บริการโทเค็นดิจิทัล เพื่อการใช้ประโยชน์พร้อมใช้ที่มีการกำหนดสิทธิในการได้มาซึ่งคาร์บอนเครดิต (Tokenized Carbon Credit) ใบรับรองการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Tokenized REC) หรือสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Tokenized Carbon Allowance) ซึ่งสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาให้บริการได้

ทั้งนี้ ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลดังกล่าวที่ประสงค์ให้บริการ จะต้องขออนุญาตประกอบกิจการอื่นกับ ก.ล.ต. ก่อนเริ่มดำเนินการ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 กันยายน 2568 ซึ่งนอกจากจะสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนแล้ว ยังทำให้ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลมีส่วนช่วยพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตในไทยด้วย ซึ่งขณะนี้มีผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่สนใจและเข้าหารือบ้างแล้ว

นอกจากนี้ ก.ล.ต.ยังอยู่ระหว่างการพัฒนากฎเกณฑ์รองรับการออกและเสนอขายหน่วยทรัสต์ของทรัสต์เพื่อการลงทุนในโครงการสิ่งแวดล้อม (Green Investment Trust : GIT) ซึ่งคาดว่าจะเปิดรับฟังความคิดเห็นเร็ว ๆ นี้ กองทรัสต์นี้จะเป็นกลไกที่ช่วยให้ทั้งธุรกิจ ผู้ลงทุน หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพและเป็นช่องทางการระดมทุน และมีส่วนช่วยขยายตลาดคาร์บอนเครดิต

เรียกได้ว่าเครื่องมือทางการเงินใหม่ ๆ ที่ ก.ล.ต.สนับสนุน ไม่ได้เป็นเพียงแค่ช่องทางระดมทุน แต่กำลังช่วยสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการขับเคลื่อนตลาดคาร์บอนเครดิตในทุกมิติ ตั้งแต่การสร้างแรงจูงใจให้ บจ. มีนโยบายหรือโครงการที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเพิ่มทางเลือกการลงทุนให้ผู้ลงทุนที่ต้องการมีส่วนร่วมในความยั่งยืน

สุดท้ายแล้ว ประโยชน์จะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภาคธุรกิจ หรือนักลงทุนเท่านั้น ก.ล.ต.เชื่อว่าจะสะท้อนกลับมาสู่สังคมไทย และโลกใบนี้ ที่มีโอกาสได้หายใจในอากาศที่สะอาดขึ้น และผลักดันให้ประเทศสู่อนาคตที่มั่นคง ยั่งยืนได้มากกว่าเดิม

แท็กที่เกี่ยวข้อง

NET ZERO ก.ล.ต. คาร์บอนเครดิต