คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ
หลังจากลงนามในปฏิญญาสันติภาพ ตามถ้อยแถลงผลการพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชา เมื่อ 15 วันที่ผ่านมา ก็ปรากฏเหตุการณ์ทหารไทยได้เหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล บริเวณห้วยตามาเรีย อ.กันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ส่งผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 4 นาย โดย 1 ในนั้นอาการสาหัสต้องสูญเสียข้อเท้าขวา จากการตรวจพิสูจน์โดยทีมผู้เชี่ยวชาญพบว่า เป็นทุ่นระเบิดแบบ PMN-2 และยังตรวจพบทุ่นระเบิดบริเวณเดียวกันนี้อีก 3 ลูก อีกทั้งพื้นที่ที่ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดก็เป็นพื้นที่ลาดตระเวนในอาณาเขตไทย ไม่ปรากฏทุ่นระเบิดในระยะเวลาที่ผ่านมามาก่อน จึงเป็นอันเชื่อได้ว่า เป็นการฝังทุ่นระเบิดใหม่และเป็นทุ่นระเบิดที่ไม่มีการใช้งานในกองทัพไทยด้วย
ต่อจากเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดได้เพียง 3 วันก็เกิดเหตุการณ์ใช้อาวุธปืนระดมยิงมาจากฝั่งกัมพูชา เข้ามายัง บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ประมาณ 30 นัด และมีการระดมยิงเข้าจากบ้านเปรยจันอีกจำนวนหนึ่ง ส่งผลให้ฝ่ายทหารไทยตอบโต้ยิงกลับเข้าไปยังฝั่งกัมพูชาอีก 22 นัด หลังเหตุการณ์สงบลง ปรากฏนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ชิงออกแถลงการณ์ประณามและกล่าวหาว่า ฝ่ายไทยใช้ความรุนแรงใส่พลเรือนชาวกัมพูชา ที่หมู่บ้านเปรยจัน มีพลเรือนกัมพูชาได้รับบาดเจ็บ 3 คน และเสียชีวิต 1 คน ส่วนกรณีการเหยียบทุ่นระเบิดนั้น ฝ่ายกัมพูชายืนยันว่า เป็นทุ่นระเบิดเก่าที่ตกค้างอยู่ในพื้นที่
รัฐบาลไทยได้เรียกประชุม สภาความมั่นคงแห่งชาติ ทันที พร้อมกับออกมติมีสาระสำคัญอยู่ที่ให้ “ระงับ” การดำเนินการตามปฏิญญาร่วม (Joint Declaration) ไทย-กัมพูชา ตามถ้อยแถลงผลการหารือเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 พร้อมกับยืนยันว่า การพบทุ่นระเบิดในอาณาเขตไทยถือเป็นการละเมิดอธิปไตยที่ไม่อาจยอมรับได้ และรัฐบาลไทยจะดำเนินมาตรการอย่างเด็ดขาดเพื่อปกป้องอธิปไตย โดยการระงับการดำเนินการตามปฏิญญาร่วมฉบับดังกล่าว หมายถึง การถอนอาวุธยุทโธปกรณ์หนักจากแนวชายแดนตามแผนปฏิบัติการที่เป็นขั้นเป็นตอนภายใต้การตรวจสอบของ AOT และการสังเกตการณ์ของคณะผู้สังเกตการณ์หยุดยิงชั่วคราว (IOT) จะต้องหยุดชะงักลง
การดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดนตามที่ได้ตกลงกันไว้ (นำร่อง 5 พื้นที่) จะต้องหยุดลง การหารือกันของคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC), คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) และคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับชายแดนและการรุกล้ำพื้นที่อย่างสันติวิธีก็จะต้องหยุดลง รวมไปถึงการชะลอการปล่อยตัวเชลยศึกทั้ง 18 คนด้วย แต่มีข้อน่าสังเกตว่า ทั้ง ๆ ที่สถานการณ์ได้พัฒนาไปถึงขั้นการละเมิดอธิปไตยไทยจากการลอบเข้ามาฝังทุ่นระเบิด กระทรวงการต่างประเทศไทย กลับชี้แจงในคราวบรรยายสรุปให้กับคณะทูต นอกเหนือไปจากการส่งหนังสือประท้วง ด้วยการเรียกร้องให้กัมพูชาออกคำ “ขอโทษ” อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางสถานการณ์ที่เสี่ยงจะเกิดการปะทะกันได้ทุกเวลา