รวดเร็ว เด็ดขาด (ซะที)
คอลัมน์ : ชั้น 5 ประชาชาติ ผู้เขียน : วุฒิณี ทับทอง
ท่าทีอันแข็งกร้าวของไทย หลังจากเหตุการณ์ปะทะกับกัมพูชาในรอบใหม่ ที่เริ่มปะทะตั้งแต่วันที่ 7 ธ.ค. 2568 ที่ผ่านมา ในพื้นที่ “ภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน” จ.ศรีสะเกษ
หลังจากเสียงของปืนดังขึ้น ส่งผลให้ชายชาติทหารของไทย 2 นายจากหน่วยเฉพาะกิจที่ 1 (พัน.ร.13) ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ 2 นายคือ สิบเอกอนุชาติ เรือนคำ และพลทหารพรชัย จำปาจุม
ถือเป็นจุดเปลี่ยน…ของการแสดงจุดยืนครั้งสำคัญของรัฐบาลไทย
นายกรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) นายอนุทิน ชาญวีระกูล ได้แสดงท่าที่แข็งกร้าวพร้อมสนับสนุน “กองทัพไทยทุกรูปแบบ”
ทั้งวันต่อมายังแถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจร่วมกับผู้นำกองทัพทั้งสามเหล่าทัพ และปลัดกระทรวงมหาดไทยว่า
“ไทยไม่ใช่ฝ่ายริเริ่ม ไม่ใช่ผู้รุกราน แต่ไทยพร้อมปฏิบัติการทางทหารในทุกมาตรการเพื่อปกป้องอธิปไตยและประชาชน”
นายอนุทินย้ำว่าได้ให้อำนาจกองทัพเต็มที่แล้ว และปฏิบัติการทางการทหาร “หยุดไม่ได้แล้ว”
หากตัดปัจจัยแวดล้อมทางการเมืองทิ้งไป ถือเป็นการตอกย้ำท่าทีที่ชัดเจนและแข็งกร้าวของผู้นำรัฐบาลไทย อย่างได้ “ใจคนไทย” ส่วนใหญ่ รวมทั้ง “ครอบครัวทหาร” ที่อยู่แนวหลัง
แม้ว่าจะมีบทละคร “ตัวกลาง” ออกมาแสดงท่าทีเพื่อหาจุดต่อ ข้อตกลงร่วมกัน เพื่อสันติภาพ แต่เรื่องของทั้งสองประเทศใครเล่าจะรู้ดีและลึกซึ้งไปกว่าคนในที่รู้เรื่องนี้ได้ดีที่สุด
แม้ว่าการเข้าแสดงท่าทีของทีมผู้ร่วมสังเกตการณ์อาเซียน หรือ AOT ไม่เป็นผล รวมทั้ง “จุดยืนที่เป็นกลาง” ยังมีหลาย ๆ คำถามการอ้างอิงถึงฝั่งทำเนียบขาว ท่าทีดังกล่าวเคยผ่านขั้นตอนความร่วมมือมาแล้วครั้งหนึ่ง
เเน่นอนไม่มีใครจะบอกว่าฝ่ายตนเองเป็น “ผู้ยิงก่อน” ยากที่จะหาคำตอบ
แต่ท้ายสุดมี “คนแหก” ข้อตกลง แม้ครั้งนี้มีความพยายามนำมาต่อบทละครครั้งใหม่
แต่ไทยอาจจะไม่ร่วมเล่น ไทยประกาศเคอร์ฟิวใน 5 อำเภอของจังหวัดตราด ห้ามบุคคลออกนอกเคหสถานระหว่างเวลา 19.00-05.00 น. หากมีความจำเป็นเร่งด่วนต้องขออนุญาตเจ้าหน้าที่ทางทหาร ตำรวจ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือเจ้าหน้าที่ปกครองในพื้นที่
ถึงวันนี้ตามแนวจังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา แม้ไม่ต้องนั่งนับมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ โอกาส ชีวิต และทรัพย์สิน
เพราะหากรัฐบาลไทยยังแก้ไขปัญหานี้ไม่เบ็ดเสร็จและเด็ดขาด รังแต่จะส่งผลกระทบต่อเนื่อง เรื้อรัง
“เราจะทำให้กัมพูชาสิ้นสภาพขีดความสามารถทางการทหารไปอีกยาวนาน เพื่อความปลอดภัยของลูกหลานเรา” คำพูดที่สะท้อนใจของกองทัพไทยได้อย่างชัดเจน ผ่าน พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ส่งสัญญาณแล้วว่า…การปะทะกันครั้งนี้อาจจะยืดเยื้อและเด็ดขาด
ให้เหมือนเช่นการปะทะเมื่อ 30 กว่าปีก่อน ที่เอา (ทหาร) พรานไปรบ บางท่านเปรียบเปรยว่า การสั่งสอนเด็กเกเรที่ชอบระราน และไม่รู้ดีรู้ชั่ว บางครั้งเราต้องสั่งสอน
ด้วยวิธี “ตบเด็ก” ให้หลาบจำ หมอบราบ ให้กลับมาอยู่ในกรอบ ในกติกา
ไม่ใช่ว่าพวกเราจะนิยมความรุนแรง แต่เมื่อเราต้องเผชิญกับความสัมพันธ์ที่ทำให้เกิด “ท็อกซิก” (Toxic) เราควรตัดมันทิ้งออกไป เมื่อเจอเนื้อร้ายเราก็ต้องตัด ก่อนที่จะลุกลามรุนแรงขึ้นจากหนึ่ง สอง สาม หรืออาจจะไม่ทันถึงขั้นสุดท้าย