Skip to content

คุยกับเศรษฐา : จากพหุภาคีสู่ทวิภาคี โลกปี 2026 และศิลปะการคุยของผู้นำ

05 ม.ค. 2569 | 11:56น.
คุยกับเศรษฐา : จากพหุภาคีสู่ทวิภาคี โลกปี 2026 และศิลปะการคุยของผู้นำ
คอลัมน์ : คุยกับเศรษฐา
ผู้เขียน : เศรษฐา ทวีสิน

วันนี้อำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองกระจายตัวมากขึ้น ความขัดแย้งไม่ได้แบ่งเป็นค่ายแบบขาว-ดำ และประเทศจำนวนมาก รวมถึงประเทศขนาดกลางค่อนเล็กอย่างไทย มีผลประโยชน์ทับซ้อนหลายมิติ ในบริบทเช่นนี้ กลไกพหุภาคีที่ต้องอาศัยฉันทามติในวงกว้างจึงทำงานได้ยากขึ้น การตัดสินใจช้าลง การประนีประนอมมีต้นทุนทางการเมืองสูงขึ้น และ “พื้นที่ร่วม” สำหรับการตกลงกันในระดับโลกแคบลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ประเมินว่า ระเบียบการค้าโลกยังไม่ “ลงตัว” โดย Kristalina Georgieva กรรมการผู้จัดการ IMF เคยชี้ไว้ผ่าน The Economist ว่า พื้นที่ร่วมสำหรับข้อตกลงระดับโลกกำลังแคบลง และพลังการเจรจามีแนวโน้มไหลไปสู่ข้อตกลงแบบทวิภาคีและระดับภูมิภาคมากขึ้น

นัยสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้ จึงไม่ใช่การเลือกระหว่าง “พหุภาคี” หรือ “ทวิภาคี” หากแต่เป็นการบริหารสมดุลระหว่างเสถียรภาพกับความคล่องตัว พหุภาคียังจำเป็นในฐานะกติกากลางของโลก ขณะที่การเจรจาแบบตัวต่อตัวช่วยให้ประเทศขยับตัดสินใจได้เร็วขึ้นในประเด็นที่เป็นรูปธรรม

ในความเป็นจริง ความติดขัดของพหุภาคีในปัจจุบันสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ลึกกว่านั้น นั่นคือสถาบันระหว่างประเทศจำนวนมากถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อระเบียบโลกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งไม่สอดคล้องกับโลกในศตวรรษที่ 21 อีกต่อไป

องค์กรอย่าง United Nations, World Bank, International Monetary Fund และ World Trade Organization ต่างตั้งอยู่บนสมมุติฐานของโลกหลังปี 1945-โลกที่มีศูนย์กลางอำนาจชัดเจน มีผู้นำระเบียบโลก และเชื่อว่ากติกาสากลสามารถกำหนดจากส่วนกลางแล้วทุกประเทศจะเดินตามได้ แต่โลกวันนี้ไม่ได้เป็นเช่นนั้นแล้ว

เมื่อเวทีใหญ่ขยับได้ยากขึ้น การทูตทวิภาคีจึงมีบทบาทมากขึ้นตามธรรมชาติ

ในมุมของผู้นำ ผมคิดว่าการคุยในลักษณะ “Four Eyes” หรือการคุยสองคนแบบผู้นำต่อผู้นำ เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้การทูตทวิภาคีมีเนื้อหาและทิศทางมากขึ้น หลายเรื่องไม่ใช่เรื่องลับ แต่เป็นเรื่องที่ไม่ควรพูดต่อหน้าคณะใหญ่ เช่น ข้อจำกัดภายในประเทศ สิ่งที่ทำไม่ได้ในระยะสั้น หรือสิ่งที่อยากให้ประเทศคู่เจรจาช่วยเหลือ การมีพื้นที่ให้ผู้นำพูดกันตรง ๆ ช่วยให้เข้าใจกันเร็ว และลดต้นทุนทางการเมืองของการเจรจา

ผมมักอธิบายว่า การทูตทวิภาคีที่ได้ผลจริง ไม่ได้อยู่ที่จำนวนบันทึกความเข้าใจที่ลงนาม แต่อยู่ที่คุณภาพของบทสนทนาระหว่างผู้นำ ยิ่งโลกวันนี้ตกลงกันในเวทีใหญ่ได้ยาก การคุยแบบตัวต่อตัวจึงไม่ใช่การหลีกเลี่ยงระบบ แต่เป็นส่วนเติมเต็มที่ทำให้ระบบทำงานได้ดีขึ้น

ผมอยากเล่าประสบการณ์ที่ได้พบกับท่านอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในช่วงปลายปี 2566 เป็นการหารือแบบไม่เป็นทางการ ไม่มีโพเดียมไม่มีสคริปต์ยาว ๆ เราคุยกันตรงไปตรงมาเรื่องความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะแนวคิดการเชื่อมแหล่งท่องเที่ยวฝั่งอันดามันของไทยกับเกาะลังกาวีของมาเลเซีย เพื่อออกแบบประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวต้องการจริง

การคุยในลักษณะนี้เปิดให้เห็นรายละเอียดบางอย่างที่ถ้าอยู่ในเวทีใหญ่คงพูดได้ยาก แต่เมื่อได้คุยกันในระดับผู้นำต่อผู้นำ เราเห็นทั้งโอกาสและเงื่อนไขไปพร้อมกัน ทำให้รู้ว่าความร่วมมือจะเดินต่ออย่างไรโดยไม่สะดุดกันเอง

อีกกรณีหนึ่งคือการพบกับท่านประธานาธิบดีฝรั่งเศส เอ็มมานูเอล มาครง ระหว่างการเยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคม 2567 นอกเหนือจากการหารือในกรอบพิธีการ ยังมีช่วงการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย ซึ่งเปิดพื้นที่ให้แลกเปลี่ยนมุมมองกันได้ลึกขึ้น

เราคุยกันหลายเรื่อง รวมถึงประเด็นที่คนไทยให้ความสนใจอย่างการเดินทางเข้าสู่ยุโรปโดยไม่ต้องขอวีซ่าเชงเก้น ซึ่งมาครงรับว่าจะช่วยผลักดันในระดับที่เขาสามารถทำได้ ขณะเดียวกัน ก็สะท้อนความคาดหวังบางประการของฝรั่งเศสต่อไทย ซึ่งผมรับปากว่าจะนำกลับมาศึกษาและทำการบ้านกับทีมงานของเราอย่างรอบคอบ

การคุยในลักษณะนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะตัดสินใจได้ทันที และไม่ได้แทนที่กระบวนการทางการทูตที่เป็นทางการ แต่ช่วยให้ผู้นำเข้าใจข้อจำกัดของกันและกันก่อนจะกลับมาทำงานในระบบอย่างโปร่งใสและถูกต้อง

สำหรับผม Four Eyes จึงไม่ใช่เรื่องความไม่โปร่งใส แต่เป็นเครื่องมือที่ทำให้การทูตทวิภาคีมีเนื้อหา มีทิศทาง และมีโอกาสสำเร็จมากขึ้นในโลกที่ซับซ้อน

สำหรับไทยในปี 2026 เรายังต้องบริหารความสัมพันธ์กับมหาอำนาจอย่างจีนและสหรัฐอเมริกาอย่างรอบคอบ การทูตทวิภาคีควรมุ่งไปที่ดีลขนาดกลางที่ทำได้จริง กับประเทศเพื่อนบ้านและหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ เน้นเรื่องที่เชื่อมเศรษฐกิจกับคุณภาพชีวิตของคน เช่น การท่องเที่ยว การเดินทางของผู้คน และการค้า บริการ ขณะเดียวกัน พหุภาคียังคงเป็นหลักประกันสำคัญของเสถียรภาพในโลกที่แข่งขันสูง

เมื่อใช้การทูตทั้งสองแบบควบคู่กัน ไทยจะมี “หลายทางเลือก” และไม่ถูกบีบให้ตัดสินใจบนทางเลือกที่แคบลงในโลกที่เปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวัน