มรดกแห่งความซื่อสัตย์ สิ่งที่ถูกต้องแม้ไม่มีใครเห็น
คอลัมน์ : นอกรอบ
ผู้เขียน : รณดล นุ่มนนท์ อดีตรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
ช่วงนี้เรื่อง “ฮั้ว สว.” กลับมาเป็นข่าวใหญ่อีกครั้ง หลายคนอาจรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องการเมืองที่ไกลตัว และอดสงสัยไม่ได้ว่า “แล้วทำไมเราต้องสนใจ ?” สำหรับผม คำถามนี้ทำให้นึกถึงคำพูดของลูกชายประโยคหนึ่งที่ยังติดอยู่ในใจ “ทำไมรุ่นพ่อถึงปล่อยให้ประเทศมาถึงจุดนี้” เป็นคำถามสั้น ๆ แต่บาดลึกไม่น้อย
ผมจึงเคยคิดว่า หากมีเรื่องอะไรที่พอจะช่วยแก้ไขได้ คงอยากทำให้เรื่องนั้นมีทางออกภายในยุคสมัยของเรา ไม่อยากปล่อยให้กลายเป็นภาระของคนรุ่นลูกหลาน แต่เมื่อมองความเป็นจริงในแต่ละเรื่อง ต้องยอมรับว่า หลายปัญหาฝังรากลึกและพัวพันกันมานาน จนบางครั้งไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ควรเริ่มแก้ตรงไหนก่อน แต่ถ้าถามผมว่า มีเรื่องหนึ่งเรื่องใดที่อยากฝากไว้กับสังคมไทยมากที่สุด ผมคงเลือกคำง่าย ๆ เพียงคำเดียว “ความซื่อสัตย์”
ผมลองค้นดูว่า ประเทศกลุ่มนอร์ดิก ซึ่งมักได้รับการยอมรับว่ามีระดับการทุจริตต่ำ มีวิธีปลูกฝังเรื่องนี้ให้กับเด็ก ๆ อย่างไร สิ่งที่น่าสนใจคือ ในโรงเรียนไม่มีการสอนวิชาศีลธรรมหรือพลเมืองดี แต่ผู้ใหญ่ไม่ได้รอให้เด็กโตขึ้นจนเป็นข้าราชการ นักการเมือง หรือผู้บริหาร แล้วจึงค่อยสอนว่า “อย่าทุจริต” เรื่องความซื่อสัตย์ถูกปลูกฝังผ่านเรื่องเล็ก ๆ ในชีวิตประจาวัน ตั้งแต่เด็กยังไม่รู้จักคำว่า “คอร์รัปชั่น” หมายความว่าอะไรด้วยซ้ำ
เพราะการทุจริตไม่ได้เริ่มต้นจากการรับสินบนเสมอไป บางครั้งเริ่มจากการใช้สิทธิของตัวเองอย่างไม่เป็นธรรม หรือการได้รับประโยชน์บางอย่างโดยที่คนอื่นซึ่งอยู่ในสถานการณ์เดียวกันไม่ได้รับสิทธินั้น
เราอาจไม่ได้เรียกสิ่งเหล่านี้ว่า “ทุจริต” เราอาจเรียกว่า “น้ำใจ” “ช่วยเหลือกัน” “รู้จักคนข้างใน” หรือ “มีเส้นสาย” แน่นอนว่า การช่วยเหลือกันไม่ใช่เรื่องผิดทั้งหมด แต่คำถามสำคัญคือ การช่วยนั้น ทำให้คนหนึ่งได้รับสิทธิหรือประโยชน์เหนือว่าคนอื่นหรือไม่ ?
เด็กชาวนอร์ดิกจึงถูกชวนให้คิดจากเรื่องใกล้ตัว ถ้าเพื่อนแซงคิวเราควรทำอย่างไร ? ถ้าเพื่อนสนิทโกงข้อสอบเราควรบอกครูหรือไม่ ? ถ้าเราเจอเงินตกอยู่เราควรเก็บไว้หรือส่งคืน ? ถ้าครูให้คะแนนเพื่อนเป็นพิเศษเพียงเพราะรู้จักกับพ่อแม่ของเขาเรื่องนี้ยุติธรรมหรือไม่ ? คำถามเหล่านี้ ไม่มีคำว่า “คอร์รัปชั่น” อยู่เลย แต่เขากำลังสอนเด็กให้รู้จักแยกแยะระหว่าง “สิ่งที่ฉันอยากได้” กับ “สิ่งที่ถูกต้อง” เพราะการทุจริตในโลกของผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยอาจเริ่มต้นจากความคิดง่าย ๆ ว่า “ถ้าเราทำได้และไม่มีใครรู้คงไม่เป็นไร”
โรงเรียนในประเทศกลุ่มนอร์ดิกจึงไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับเรียนหนังสือ แต่เป็นสนามฝึกให้เด็กกล้าตั้งคำถาม ถ้าเราไม่เห็นด้วยเราสามารถพูดได้ ถ้ามีกฎ เราสามารถถามได้ว่ากฎนั้น มีเหตุผลอย่างไร และถ้าเราเป็นคนตัดสินใจ เราต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจนั้น เด็ก ๆ จึงค่อย ๆ เรียนรู้ว่า การเป็นพลเมืองที่ดีไม่ได้หมายถึงการเชื่อฟังทุกอย่าง แต่หมายถึงการรู้จักตั้งคำถาม และรู้จักรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองทำ
ฟังแล้ว ผมอดอิจฉาเด็ก ๆ ในประเทศเหล่านี้ไม่ได้ แต่พอนั่งคิดย้อนกลับไป ผมกลับนึกถึงนิทานเรื่องหนึ่งที่เคยอ่านสมัยเรียนชั้นประถม และเป็นข้อคิดที่ผมยังจำได้จนถึงวันนี้ เป็นเรื่องของพ่อที่พาลูกชายขึ้นรถไฟ พ่อเดินไปซื้อตั๋วและบอกพนักงานว่า “ผู้ใหญ่สองคนครับ” พนักงานถามอายุเด็ก “อายุเท่าไรครับ ?” พ่อตอบว่า “12 ขวบครับ” เด็กชายรีบหันมากระซิบกับพ่อว่า “พ่อบอกว่า 10 ขวบ ได้นี่ครับ ไม่มีใครรู้หรอก ตั๋วจะได้ถูกลง” พ่อเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถามลูกว่า “ถ้าไม่มีใครรู้ เราโกหก ได้หรือ ?” เด็กตอบว่า “ก็คงไม่เป็นไรมั้งครับ”
พ่อจึงพูดกับลูกว่า “การที่ไม่มีใครรู้ ไม่ได้แปลว่าสิ่งนั้นถูกต้อง” เป็นประโยคธรรมดา ๆ ที่ฟังดูเหมือนไม่มีอะไร แต่บางทีนี่อาจเป็นรากฐานของคำว่า “ความซื่อสัตย์” ที่ดีที่สุดประโยคหนึ่ง เพราะวันที่ไม่มีตำรวจ ไม่มีครู ไม่มีกล้องวงจรปิด ไม่มีใครตรวจสอบ เรายังเลือกทำสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ นั่นต่างหากคือบททดสอบที่แท้จริง
อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าการปลูกฝังเด็กอาจไม่ใช่ส่วนที่ยากที่สุด สิ่งที่ยากกว่าคือ ผู้ใหญ่ต้องทำให้เด็กเห็นว่า สิ่งที่เราสอนนั้น เราเองทำได้จริง ถ้าบอกลูกว่า “อย่าโกงข้อสอบ” แต่พ่อแม่กลับโกงภาษี ถ้าบอกว่า “อย่าแซงคิว” แต่ผู้ใหญ่กลับใช้เส้นสายเพื่อให้ตัวเองได้รับบริการก่อนคนอื่น ถ้าบอกว่า “อย่ารับของจากคนที่หวังผลตอบแทน” แต่ผู้ใหญ่กลับบอกว่า “ของเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่เป็นไรหรอก”
เด็กจะจำสิ่งที่ผู้ใหญ่ทำมากกว่าสิ่งที่ผู้ใหญ่พูด เพราะฉะนั้นการต่อต้านคอร์รัปชั่นอาจไม่ได้เริ่มต้นที่สำนักงาน ป.ป.ช. ไม่ได้เริ่มต้นจากการแก้กฎหมาย และไม่ได้เริ่มจากการนำเทคโนโลยีมาตรวจจับคนผิด แต่อาจเริ่มต้นจากบ้านหลังหนึ่ง ห้องเรียนห้องหนึ่ง และผู้ใหญ่คนหนึ่งที่ยอมต่อแถวเหมือนคนอื่น คืนเงินที่เก็บได้แม้ไม่มีใครเห็น ไม่ใช้เส้นสายและกล้าที่จะพูดกับลูกว่า “เรื่องนี้ทำไม่ได้ ถึงแม้ไม่มีใครรู้ก็ตาม”
สัปดาห์นี้อาจเป็นหัวข้อที่หนักไปสักหน่อย แต่ทั้งหมดนี้ ผมกำลังพยายามตอบคำถามของลูกชายเมื่อวันนั้นว่า “พ่ออาจช่วยแก้ปัญหาของประเทศไม่ได้ทุกเรื่อง แต่พ่อจะพยายามไม่ทิ้งมรดกบาปไว้ให้ลูก” และหากมีมรดกอะไรสักอย่างที่ผมอยากส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป คงไม่ใช่เงินทอง แต่คือความเชื่อเล็ก ๆ ว่า “แม้ไม่มีใครเห็น เราควรเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้อง”