เส้นกราฟที่ 33%
คอลัมน์สามัญสำนึก โดย ถวัลย์ศักดิ์ สมรรคะบุตร
ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 หรือ ศบค. ได้รายงานตัวเลขผู้ป่วยรายใหม่ ณ วันที่ 10 เมษายน อยู่ที่ 50 คน มีผู้ป่วยสะสม 2,473 คน ในจำนวนนี้หายป่วยแล้ว 1,013 คน โดยตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ภายในประเทศนับเป็นตัวเลข “ต่ำ 100” ที่ลดลงติดต่อกันนับเป็นวันที่ 4 หลังรัฐบาลประกาศมาตรการเคอร์ฟิว เมื่อวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา จากที่ก่อนหน้านี้ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ได้ “กระโดด” ขึ้นสู่หลักร้อยมาตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม (188 ราย) และไม่เคยลดต่ำลงมานับแต่นั้นมา
การที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่กระโดดขึ้นสู่หลัก 100 บวกกับตัวเลขผู้ป่วยสะสม หากเราจะนับเป็นหมุดหมายแห่งความวิกฤตของระบบสาธารณสุขของประเทศจะพบว่า ในวันที่ 26 มีนาคม พบผู้ป่วยติดเชื้อ 111 ราย รวมผู้ป่วยสะสมอยู่ที่ 1,045 ราย หรือนับเป็นวันแรกที่ผู้ป่วยสะสมของประเทศไทยขึ้นสู่หลักพันเป็นครั้งแรก
และหากจะปล่อยให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นในอัตราวันละกว่า 100 คนไปเรื่อย ๆ เมื่อรวมกับตัวเลข ผู้ป่วยสะสมนับไปจนกระทั่งถึงวันที่ 15 เมษายนแล้ว ไทยจะมีผู้ป่วยสะสม “เกินกว่า” 3,000 คน และหากนับไปถึงสิ้นเดือนเมษายน จะมีผู้ป่วยสะสมมากกว่า 5,000 คน หรืออาจถึง 6,000 คน นั่นหมายถึงกราฟผู้ป่วยรายใหม่ของไทยจะพุ่งขึ้นชันมาก เหมือนกับที่เกิดขึ้นกับประเทศในซีกโลกตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ-อิตาลี-สเปน-อังกฤษ
นพ.ธีระ วรธนารัตน์ กับ พญ.ภัทรวัณย์ วรธนารัตน์ ได้อธิบายความน่ากลัวของเส้นกราฟผู้ป่วยสะสมที่พุ่งเกินกว่าเส้นระดับ 33% แบบที่เกิดขึ้นในอิตาลี-สเปน-สหรัฐ จนระบบสาธารณสุข หรือพูดง่าย ๆ ว่า โรงพยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ภายในประเทศ ไม่สามารถรองรับกับจำนวน “คนป่วย” ที่เพิ่มสูงขึ้นแบบก้าวกระโดดขึ้นมาได้ จากข้อเท็จจริงที่ว่า คนป่วยทะลักเข้าสู่โรงพยาบาลเป็นหลักร้อยหลักพันในช่วงเวลาสั้น ๆ จนเตียงหรือห้อง ICU ไม่เพียงพอ ทำให้อัตราการตายเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
ทางเดียวที่จะป้องกันไม่ให้เกิดภาวะวิกฤตของระบบสาธารณสุขภายในประเทศเกิดขึ้นก็คือ จะต้อง “กด” เส้นกราฟที่ว่าลง ให้ห่างจากระดับ 33% ให้ได้มากที่สุด แน่นอนว่าในสภาวการณ์ระบาดของโควิด-19 ที่พุ่งขึ้นสูงถึง 1,595,681 คนจากทั่วโลกในขณะนี้ ปรากฏการดำเนินมาตรการของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประกาศเคอร์ฟิว ในวันที่ 3 เมษายน ตามมาด้วยมาตรการ lockdown ห้ามคนเข้าออกในหลาย ๆ จังหวัด มีส่วนอย่างสำคัญที่ทำให้เส้นกราฟเบนหัวลงมาต่ำกว่าระดับ 33% ได้อย่างมีนัยสำคัญ
โดยตัวเลขผู้ป่วยสะสมในระหว่างวันที่ 6-10 เมษายน ซึ่งอยู่ในระดับเลข 2 หลัก (ยกเว้นวันที่ 8 เมษายน พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 111 คน แต่ในจำนวนนี้เป็นการติดเชื้อจากคนไทยที่เดินทางกลับเข้ามาในประเทศวันเดียวถึง 42 คน) ช่วยทำให้เส้นกราฟต่ำกว่า 15% เป็นจริงขึ้นมาได้ นั้นหมายความว่า ระบบสาธารณสุขของประเทศพอมีเวลา “หายใจหายคอ” ที่จะรับมือกับจำนวนคนป่วยที่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่การกระโดดแบบทวีคูณเหมือนกับที่เกิดขึ้นในสหรัฐ หรือยุโรป
อย่างไรก็ตาม ยังมีเรื่องที่น่ายินดีก็คือตัวเลขผู้หายป่วยล่าสุดอยู่ที่ 1013 ราย ส่งผลให้เส้นกราฟระหว่างผู้ป่วยสะสม กับผู้หายป่วย “แคบลง” ประกอบกับเส้นกราฟผู้ป่วยใหม่มีลักษณะเป็นเส้นตรง ไม่หักหัวชันขึ้นด้วย แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ ผู้เสียชีวิตในสัปดาห์ที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นทะลุ 30 คนขึ้นแล้ว จะทำอย่างไรให้อัตราการเสียชีวิตลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ “เข้าถึง” กระบวนการรักษาให้เร็วยิ่งขึ้น หรือตรวจหาผู้ป่วยโควิดในเชิงรุก อย่างที่กำลังดำเนินการในหลายจังหวัด
แน่นอนว่าหลาย ๆ มาตรการที่รัฐบาลนำออกมาใช้ในช่วงนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไม่เพิ่มปริมาณผู้ติดเชื้อจากกรณีผู้เดินทางเข้ามาในประเทศ ด้วยการ “ชะลอ” การกลับเข้ามาในประเทศของคนไทย ที่ลงทะเบียนไว้ถึง 14,000 คน แท้ที่จริงแล้วก็คือ การ “ซีล” ประเทศเพื่อควบคุมโรคในระยะสั้นให้ได้นั่นเอง