1 ล้านล้านเยียวยาโควิดต้องคุ้มค่า
แม้มีทั้งเสียงสนับสนุนและคัดค้าน แต่การออก พ.ร.ก.กู้เงินเยียวยาและดูแลเศรษฐกิจวงเงินสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 1 ล้านล้าน ที่รัฐบาลจะนำมาใช้กู้สถานการณ์ไวรัสโควิด เป็นการวางเดิมพันสูงและทางเลือกมีจำกัด อีกทั้งต้องรีบตัดสินใจแข่งกับเวลาก่อนวิกฤตจะบานปลายกว่านี้
เพราะ 3 เดือนหลังเชื้อโควิด-19 ระบาดเข้ามาในประเทศไทย เศรษฐกิจ ธุรกิจ ประชาชนได้รับผลกระทบในวงกว้าง ภาคการท่องเที่ยว ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องหยุดชะงัก สถานประกอบการห้างร้านจำนวนมากต้องปิดกิจการ พนักงาน ลูกจ้างหลายล้านคนตกงาน ถูกเลิกจ้าง ผู้มีรายได้น้อย เกษตรกรเดือดร้อนถ้วนหน้า
แพ็กเกจเยียวยาโควิด เฟส 3 เฉพาะวงเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ที่จะนำมาใช้จ่ายกับแผนงานด้านสาธารณสุข และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ 6 แสนล้านบาท กับใช้ฟื้นฟูเศรษฐกิจสังคม สร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจชุมชน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในระดับพื้นที่ 4 แสนล้านบาท แม้มหาศาลแต่กลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบก็มีเกือบครึ่งค่อนประเทศ
โจทย์ใหญ่จึงอยู่ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะบริหารจัดการอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล กระจายเงินช่วยเหลือได้รวดเร็วทันการณ์ ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายที่ประสบปัญหาความเดือดร้อน ตรงวัตถุประสงค์และนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการผ่อนคลายบรรเทาทุกข์ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก
อย่างไรก็ตาม ทันทีที่รัฐประกาศ มาตรการเยียวยา 5,000 บาท/เดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน โดยเปิด
ลงทะเบียนภายใต้โครงการ “เราไม่ทิ้งกัน” เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2563 นอกจากยอดผู้ลงทะเบียนจะถล่มทลายถึง 24 ล้านคนแล้ว เงื่อนไขหลักเกณฑ์โครงการที่ไม่ชัดเจนยังก่อให้เกิดความสับสนกับประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจสอบสถานะว่าเข้าข่ายหรือไม่เข้าข่ายจะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ
ขณะเดียวกัน ก็มีคำถามตามมาหลังกระทรวงการคลังประกาศจะขยายระยะเวลาแจกเงินจาก 3 เดือน เป็น 6 เดือน พร้อมขยายการให้ความช่วยเหลือจากเดิมที่จะให้เฉพาะผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด ให้ครอบคลุมถึงกลุ่มเกษตรกรด้วย
เช่นเดียวกับแผนฟื้นฟูซึ่งจะดำเนินการต่อเนื่องในวงเงิน 4 แสนล้านบาท ที่ยังคลุมเครือไม่ชัดเจนว่าจะเอื้อประโยชน์ในระยะยาวกับเศรษฐกิจในพื้นที่ ชุมชนท้องถิ่นได้มากน้อยแค่ไหน กองหนี้ก้อนมหึมาจึงอยู่ในสภาพฝุ่นตลบอบอวล
นำมาซึ่งความวิตกกังวลของคนไทยผู้เสียภาษีว่า หนี้ที่รัฐก่อให้ต้องแบกภาระไปถึงรุ่นลูกหลานจะถูกนำไปใช้คุ้มค่า มีอะไรเป็นหลักประกันว่าจะไม่รั่วไหลมีการทุจริตโกงกินบนคราบน้ำตาชาวบ้านซ้ำอีก