อุ้ม SMEs ฝ่าวิกฤตยังติดล็อก
บทบรรณาธิการ
วิกฤตต้มยำกุ้งกับเหตุการณ์น้ำท่วมช่วงปลายปี 2554 ทำให้ธุรกิจหลากหลายสาขา ประชาชนจำนวนมากได้รับความเดือดร้อน แต่เทียบไม่ได้กับมหันตภัยไวรัสโควิด ที่กระทบทั้งเศรษฐกิจ สุขภาพอนามัย จากที่ประชาชนเสี่ยงจะติดเชื้อ แพร่เชื้อ สถานประกอบการต้องปิดกิจการ ธุรกิจ ธุรกรรมทั้งระบบหยุดชะงัก จึงวิกฤตหนักกว่าหลายเท่า
สถานการณ์ขณะนี้ ผู้ประกอบการรายกลางรายย่อย หรือเอสเอ็มอีกว่า 2 ล้านรายต้องเผชิญกับความยากลำบาก ไม่ต่างไปจากผู้มีรายได้น้อย คนระดับกลางและล่างที่ได้รับความเดือดร้อนรุนแรง ผลพวงจากวิกฤตโควิดซ้ำเติมพิษเศรษฐกิจ ทำให้เอสเอ็มอีที่มีปัญหาหนักอยู่แล้วยิ่งย่ำแย่
แม้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะใช้ยาแรง ออกประกาศมาตรการช่วยเหลือเยียวยาเอสเอ็มอีที่ได้รับผล กระทบจากไวรัสโควิด-19 เมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา โดยจะอัดฉีดเงินช่วยเหลือผู้ประกอบการรายกลางรายย่อยที่ขาดเงินทุนหมุนเวียน ขาดสภาพคล่องให้สามารถประคองตัวผ่านพ้นช่วงนี้ไปได้
หลัก ๆ แยกเป็น 2 ส่วน 1.เลื่อนระยะเวลาชำระหนี้ด้วยการพักเงินต้น ดอกเบี้ย โดยไม่ถือเป็นการเสียประวัติ สำหรับเอสเอ็มอีที่มีวงเงินสินเชื่อกับธนาคารพาณิชย์ไม่เกิน 100 ล้านบาท เป็นเวลา 6 เดือน 2.การสนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) 5 แสนล้านบาทให้กับเอสเอ็มอี อัตราดอกเบี้ย 2% ต่อปี เป็นเวลา 2 ปี และให้ปลอดดอกเบี้ยช่วง 6 เดือนแรก
โดยกำหนดเงื่อนไขต้องเป็นเอสเอ็มอีลูกหนี้เดิมของสถาบันการเงิน ที่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 500 ล้านบาท มียอดค้างชำระหนี้ไม่เกิน 90 วัน หรือไม่เป็นหนี้เสีย (NPLs) ขณะที่วงเงินที่สามารถกู้เพิ่มได้ต้องไม่เกิน 20% ของยอดหนี้คงค้าง ฯลฯ ทั้งนี้ แบงก์ชาติต้องการให้มาตรการนี้เป็นทางด่วนแก้หนี้ ช่วยต่อลมหายใจเอสเอ็มอีที่กำลังมีปัญหาได้ทันสถานการณ์
แต่แทนที่มาตรการที่ออกมาจะเดินหน้าได้ไม่สะดุด ทั้งที่แบงก์ชาติจัดซอฟต์โลน 5 แสนล้านบาท ดอกเบี้ยต่ำสุด 0.01% ต่อปี ให้แบงก์นำไปปล่อยกู้ ขณะที่กระทรวงการคลังจะแบกรับภาระดอกเบี้ย 6 เดือนแรกให้ และจะชดเชยความเสียหายบางส่วนหากเกิดหนี้เสีย แต่ในทางปฏิบัติดูไม่ราบรื่นอย่างที่คิด
เพราะเริ่มมีเสียงสะท้อนว่า แบงก์เจ้าหนี้ส่วนใหญ่ยังคุมเข้ม ใช้เงื่อนไขหลักเกณฑ์ปกติในการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ รวมทั้งพิจารณาปล่อยสินเชื่อเพิ่มเติมให้กับกลุ่มเอสเอ็มอี ทำให้ลูกหนี้ที่ต้องการความช่วยเหลือไม่สามารถเข้าถึงมาตรการรัฐได้
นำมาสู่ความเป็นจริงที่ว่า ทางด่วนแก้หนี้ของรัฐยังเป็นถนนลูกรังสำหรับธุรกิจรายเล็ก รายย่อย โอกาสรอดจากวิกฤตจึงปิดล็อกแทบไม่มีทางออก