บทบรรณาธิการ
การเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ “CPTPP” กลับมาเป็นฮอตอิสชูที่ถูกจับตามองอีกครั้ง หลังรัฐสงวนท่าทีให้ภาคเอกชนรับหน้าเสื่อเคลื่อนไหว ลดแรงกดดันจากการต่อต้านของภาคประชาสังคม และเอ็นจีโอ
ทั้งที่ลึก ๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกระทรวงพาณิชย์อยากให้รัฐบาลรีบตัดสินใจภายในเดือน ส.ค. 2563 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่จะเปิดให้ประเทศที่สนใจยื่นขอเข้าร่วมเป็นสมาชิกภาคี CPTPP เพราะหากล่าช้าผ่านพ้นช่วงเวลาดังกล่าวก็ต้องรอไปถึงปีหน้า
แต่กระแสต่อต้านที่ยังมีต่อเนื่อง สวนทางกับเงื่อนเวลาซึ่งเหลือน้อยลงทุกวัน ถือเป็นเรื่องยากและท้าทายว่ารัฐบาลจะตัดสินใจเดินหน้า หรือยอมถอยซื้อเวลา จากก่อนหน้านี้ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ขอให้ถอนวาระผลการศึกษาและการระดมความคิดเห็นในการเจรจา CPTPP ซึ่งจะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ 28 เม.ย.กะทันหัน
อย่างไรก็ตาม 10 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย มีมติสนับสนุนให้ไทยร่วมเจรจา CPTPP ซึ่งจะมีขึ้นเดือน ส.ค.นี้
โดยให้เหตุผลว่าการเข้าร่วมเจรจาจะเห็นผลดีผลเสีย หากไทยได้ประโยชน์น้อยกว่าสิ่งที่ต้องเสียประโยชน์เป็นการแลกเปลี่ยนจึงค่อยถอนตัว เนื่องจากกระบวนการเข้าร่วมเป็นภาคีต้องใช้เวลาเจรจา ขณะที่ภายในประเทศก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายซึ่งมีหลายขั้นตอน
ทั้งนี้ ขณะนี้การเจรจา CPTPP มีประเทศภาคีที่มีผลบังคับใช้แล้ว 7 ประเทศ และรอผ่านขั้นตอนกฎหมายอีก 4 ประเทศ หากไทยยังไม่เริ่มนับหนึ่งจะสูญเสียโอกาส กระทบการแข่งขันในระดับอาเซียน เวทีโลก
ขณะที่ภาคประชาสังคมกับองค์กร NGO มองในทางตรงกันข้าม เห็นว่ามติที่ประชุม กกร.ที่เสนอให้รัฐบาลเข้าร่วมเจรจาความตกลงดังกล่าวไม่มีรายละเอียดเพียงพอ เป็นการดำเนินการไม่รอบคอบรัดกุม รวมทั้งไม่ยอมรับฟังความเห็นที่แตกต่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบเรื่องสิทธิบัตรยา การคุ้มครองพันธุ์พืช การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
ด้วยเงื่อนเวลาที่มีจำกัด บวกกับนโยบายรัฐบาลยังไม่ชัดเจน และล่าสุด สภาผู้แทนราษฎรมีมติตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญเพื่อพิจารณาผลกระทบจากการเข้าร่วม CPTPP จากนั้นจะนำข้อสรุปเข้าพิจารณาในที่ประชุมสภา ก่อนเสนอ ครม.
สุดท้ายผลชี้ขาดจะออกมาทิศทางใด สาธารณชนต้องจับตาแบบไม่กะพริบ พร้อมตรวจสอบติดตามว่าการดำเนินการด้วยความรอบคอบโปร่งใส ยึดประโยชน์ส่วนรวมและประเทศชาติตามที่กล่าวอ้างหรือไม่