เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

พักรบกลับโต๊ะเจรจา

30 ก.ค. 2568 | 11:42น.
เจรจา หยุดยิง

เจรจา หยุดยิง

คอลัมน์ : สามัญสำนึก
ผู้เขียน : ถวัลย์ศักดิ์ สมรรคะบุตร

เป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ หลังจากที่กองทหารไทย และกองทหารกัมพูชา ปะทะกันเพื่อแย่งชิงพื้นที่บริเวณชายแดนทางบกได้ 5 วัน ก็มี “คนกลาง” เข้ามาไกล่เกลี่ย โดยคนกลางที่ว่านี้ก็คือ ประธานาธิบดีทรัมป์ ที่มาพร้อมกับคำขู่ที่ว่า หาก 2 ฝ่ายยังไม่ยอมหยุดยิง สหรัฐก็ยังไม่เจรจาเพื่อลดภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ซึ่งทั้งไทยและกัมพูชาโดนเข้าไปคนละ 36% มีกำหนดเส้นตายจะบังคับใช้วันที่ 1 สิงหาคมที่จะถึงนี้

แน่นอนว่าการปะทะกันเริ่มต้นมาจากสถานการณ์ตึงเครียดที่ชายแดนอีสานใต้ ครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด ตั้งแต่อุบลราชธานี-ศรีสะเกษ-สุรินทร์-บุรีรัมย์ เมื่อฝ่ายกัมพูชาพยายามอ้างสิทธิในพื้นที่ทับซ้อนที่ยังตกลงเส้นอาณาเขตทางบกกันไม่ได้ บริเวณกลุ่มปราสาทตาเมือน-ปราสาทตาควาย และสามเหลี่ยมมรกต ช่องบก

ด้วยการอ้างแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 200,000 ตารางกิโลเมตร ตามเจตนารมณ์อนุสัญญากำหนดเขตแดนสยาม-ฝรั่งเศส ปี 1904 ซึ่งเป็นการอ้างสิทธิอาณาเขตแดนเดียวกันกับกรณีปราสาทพระวิหาร ซึ่งศาลโลกได้ตัดสินให้ตัวปราสาทเป็นของกัมพูชาในปี 2505

หลังจากที่ฝ่ายไทยแพ้คดีปราสาทพระวิหารก็ประกาศไม่ยอมรับอำนาจศาลโลกตั้งแต่นั้นมา และทุกครั้งที่เกิดข้อพิพาทเส้นเขตแดนในอาณาบริเวณดังกล่าว ฝ่ายไทยก็จะอ้างสิทธิในพื้นที่ทับซ้อนตามแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 50,000 ซึ่งมีต้นทางมาจากการจัดทำโดยสหรัฐอเมริกา

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ปะทะกันที่เกิดขึ้นในวันที่ 24 ก.ค.นั้น เกิดขึ้นหลังจากทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดบริเวณชายแดนที่เข้าใจว่า วางโดยฝ่ายกัมพูชาถึง 2 ครั้ง ส่งผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บสาหัส ตามมาด้วยการประกาศลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูต เรียกทูตกลับประเทศ และประกาศ “ปิดชายแดนไทย-กัมพูชา” ทุกจุดทันที

ฝ่ายกัมพูชาจึงได้ตอบโต้ด้วยการเป็นผู้เริ่มปฏิบัติการทางทหาร ทำการโจมตีทหารไทยบริเวณปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย และลุกลามมายังช่องเขาต่าง ๆ ตลอดแนวชายแดน 4 จังหวัด โดยปฏิบัติการทางทหารของกัมพูชาได้บานปลายไปถึงการเปิดฉากโจมตีพลเรือน บ้านเรือน สถานบริการ โรงพยาบาล แบบไม่เลือกเป้าหมาย สร้างความสูญเสียให้กับชีวิตและทรัพย์สินฝ่ายไทย มีพลเรือนเสียชีวิตไปถึง 15 คน และต้องอพยพออกจากอำเภอที่ติดชายแดนนับ 188,734 คน

จนเหตุการณ์ได้ลุกลามใหญ่โต เมื่อฝ่ายกัมพูชาใช้ทั้งปืนใหญ่และอาวุธจรวดโจมตีเข้ามายังแนวหลัง โดยเฉพาะอำเภอที่ติดชายแดนทางบกและเริ่มขยายแนวรบไปยังชายแดนฝั่งตะวันออกที่ติดกับจังหวัดปราจีนบุรี-จันทบุรี และตราดด้วย

ในทางกลับกัน การดำเนินการทางการทูตก็เริ่มต้นขึ้นผ่านทางกลไกของอาเซียนที่มาเลเซีย เป็นประธานอยู่ในปัจจุบัน โดยคู่กรณีทั้ง 2 ฝ่ายส่งสัญญาณพร้อมที่จะ “หยุดยิง” มาก่อนหน้านี้แล้ว ท่ามกลางข้อเท็จจริงที่ว่า การปะทะกันนั้นมี “ต้นทุน” ความเสียหายที่จะต้องจ่ายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สิน หากปล่อยให้เหตุการณ์ปะทะกันดำเนินต่อไป จนอาจจะถึงขั้นประกาศสงคราม ถ้าอีกฝ่ายจนตรอกจากการถูกปิดล้อมทั้งในสนามรบและเวทีโลก

เพียงแต่ว่าครั้งนี้ “คนกลาง” ที่รับเป็นเจ้าภาพไกล่เกลี่ยกลับเป็นสหรัฐ ที่เข้ามาแทรกแซงด้วยการผูกโยงเรื่องของการเก็บภาษีตอบโต้เข้ามาผูกกับการเมือง “บีบ” คู่กรณีทั้ง 2 ฝ่ายให้หยุดยิง ซึ่งก็เป็นเจตนารมณ์ที่ต้องการกันอยู่แล้ว โดยอาศัยเวทีอาเซียนเข้ามาบริหารจัดการในฐานะประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยกันทั้งคู่

โดยผลการเจรจาล่าสุด ทั้ง 2 ฝ่ายตกลงกันว่า 1) จะหยุดยิงโดยไม่มีเงื่อนไขในเวลา 24.00 น. ของวันที่ 28 ก.ค. 2) จัดให้มีการประชุมอย่างไม่เป็นทางการของผู้บัญชาการทหารทั้ง 2 ฝ่าย ในวันที่ 29 ก.ค. และ 3) จัดประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ในวันที่ 4 ส.ค.นี้

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงความเข้าใจร่วมกันในข้อตกลงหยุดยิงแล้วนำข้อพิพาท “ย้อนกลับ” ไปตั้งต้นกันใหม่ในเวทีเดิม ๆ อย่าง GBC ซึ่งที่ผ่านมาปรากฏข้อเท็จจริงมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า กลไกนี้ไม่สามารถยุติปัญหาการอ้างสิทธิอาณาเขตแดนในบริเวณนี้ได้