คอลัมน์ : SD Talk ผู้เขียน : ธำรงศักดิ์ คงคาสวัสดิ์ https://tamrongsakk.blogspot.com
ถ้าจะถามว่าปัญหาของคนทำงานทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าหรือลูกน้องคือเรื่องใด ?
คำตอบจากฝั่งลูกน้องมักจะเป็น….
หัวหน้าไม่ยอมรับฟัง, มีวาจาเป็นอาวุธ มีดาวพุธเป็นวินาศ, จุดเดือดต่ำ ฟิวส์ขาดง่าย, อารมณ์ร้ายชอบโวยวายเสียงดัง, พูดอย่างทำอย่าง ทุกเรื่องเป็นเรื่องยากไปหมด, คิดว่าลูกน้องไม่ได้เรื่องสักคน ฯลฯ
คำตอบจากฝั่งหัวหน้ามักเป็น….
ลูกน้องมีพฤติกรรมกระด้างกระเดื่อง, เวลาสั่งงานชอบชักสีหน้า, ไม่รับผิดชอบงาน, เกเร, อู้งาน, ไม่อยู่คุมงานก็จะผิดพลาดเสมอ ๆ, ชอบจับกลุ่มนินทาว่าร้ายบริษัท ฯลฯ
สังเกตไหมครับว่าปัญหาหลักของทั้งหัวหน้าหรือลูกน้องมักจะเป็นปัญหาทัศนคติ หรืออีคิวมากกว่าปัญหาการขาดความรู้ทักษะในการทำงาน
ถ้าขาดความรู้ทักษะในการทำงาน ใช้เวลาไม่นานนักก็น่าจะพัฒนาให้เก่งได้
แต่ถ้าขาดทัศนคติหรืออีคิวที่เหมาะสมในการทำงานล่ะ จะต้องใช้เวลานานแค่ไหนในการพัฒนาให้ดีขึ้น ?
เรามักไม่ค่อยมีปัญหาจากหัวหน้าหรือลูกน้องในทำนองที่ว่าไม่รู้งาน ไม่มีความสามารถในการทำงาน
เพราะถ้าใครยังขาดความรู้ขาดทักษะในการลงมือทำงานเรายังสามารถส่งไปฝึกอบรม, สอนงาน, OJT หรือหาวิธีการพัฒนาทั้งหัวหน้าและลูกน้องที่ยังขาดความรู้ทักษะในงานได้
ใช้เวลาไม่นานนักก็สามารถพัฒนาได้
แต่ถ้าหัวหน้าหรือลูกน้องมีปัญหาเรื่องของทัศนคติหรืออีคิวล่ะเราจะแก้ปัญหาในเรื่องนี้ยังไง จะใช้เวลานานแค่ไหนเมื่อเทียบกับการแก้ปัญหาเรื่องขาดความรู้ทักษะในงาน
คงไม่ตอบว่าส่งคนที่มีปัญหาทัศนคติเหล่านี้ไปเข้าอบรมหลักสูตรประเภทการสร้างทัศนคติที่เป็นเลิศ หรือหลักสูตรอีคิว หรือสารพัดคิวนะครับ
เพราะหลักสูตรฝึกอบรมไม่ใช่บ่อชุบตัวสังข์ทองที่จะเปลี่ยนทัศนคติหรืออีคิวของคนมีปัญหาได้แบบพลิกฝ่ามือ !
การคัดเลือกคนเข้าทำงานจึงต้องให้ความสำคัญกับเรื่องทัศนคติและอีคิวของผู้สมัครเป็นหลัก ส่วนความรู้และทักษะในงานเป็นเรื่องถัดมา
การเตรียมคำถาม (Structured Interview) เกี่ยวกับทัศนคติและอีคิวประกอบกับการสังเกตภาษากายและการโต้ตอบของผู้สมัครให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจรับเข้ามาทำงานจะเป็นเครื่องมือตัวหนึ่งในการคัดเลือกคนที่ “ใช่”
ดีกว่าการถามแบบจิตสัมผัส (Unstructured Interview) โดยไม่เตรียมอะไรเลยครับ