SCO ตัวแสดงใหม่ ในโลกที่ต้องจับตามอง
คอลัมน์ : SD Talk ผู้เขียน : อ.ฐานุวัชร์ รินนานนท์ รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา คณะการทูตและการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต
วันที่ 3 กันยายน 2025 ได้มีการจัดการสวนสนามครั้งยิ่งใหญ่เฉลิมฉลองการครบรอบ 80 ปีของชัยชนะในสงครามต่อต้านญี่ปุ่นและสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งก็อาจดูเป็นเรื่องธรรมดาที่มักจะจัดกันในหลาย ๆ ประเทศเพื่อรำลึกเหตุการณ์สำคัญในอดีต แต่ทว่าการจัดสวนสนามครั้งนี้มีสิ่งที่น่าสนใจมากกว่านั้น ซึ่งทั่วโลกควรต้องจับตามองท่าทีอย่างมีนัยสำคัญ
รวมถึงประเทศไทยด้วยในบรรยากาศการเมืองโลกที่ร้อนแรงในปัจจุบัน นั่นก็คือการประชุมสุดยอดผู้นำความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Cooperation Organization : SCO) ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 31/08-01/09 ก่อนการจัดการสวนสนาม (03/09) และแน่นอนว่าประเทศต่าง ๆ ที่ได้รับเชิญเข้าร่วม ย่อมมีนัยอะไรหลายอย่างซ่อนอยู่ในนั้น
SCO มีสถานะเป็นองค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งต่างจาก BRICS ที่เป็นลักษณะที่ไม่มีกลไกขับเคลื่อนหลัก ไม่มีสำนักงานเลขาธิการ โดยมีสำนักงานเลขาธิการอยู่ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน และมีสำนักงาน the Executive Committee of the Regional Anti-Terrorist Structure (RATS) ที่กรุงทาชเคนต์ ประเทศอุซเบกิสถาน
การประชุม SCO SUMMIT จะถูกจัดขึ้นปีละ 1 ครั้ง โดยหมุนเวียนกันเป็นประธานในการจัดประชุม แต่ในปี 2025 นี้มีความน่าสนใจ เพราะจีนเป็นเจ้าภาพจัดที่กรุงเทียนจิน และเป็นปีครบรอบชัยชนะ 80 ปีของจีนต่อญี่ปุ่น ทำให้สะท้อนถึงแง่มุมทางการเมืองระหว่างประเทศเป็นอย่างมาก เพราะประเทศที่ได้รับเชิญเข้าร่วมในครั้งนี้ มีหลายประเทศน่าสนใจ นั่นคือ เกาหลีเหนือ (ซึ่งมักไม่ได้เข้าร่วมในการประชุมในรูปแบบพหุภาคีหลายฝ่าย)
ซึ่งถูกมองกันว่าเป็นการประกาศถึงการสร้างเครือข่ายเอเชียตะวันออกต่อต้านฝั่งเกาหลีใต้และญี่ปุ่นซึ่งอยู่ข้างตะวันตกอย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังมีการเชิญ Antonio Guterres เลขาธิการองค์การสหประชาชาติเข้าร่วม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า Global Order ยุคใหม่นี้ ยังคงมี UN เป็นแกนกลางอยู่ แต่ขั้วอำนาจจะเปลี่ยนไปจากเดิมแล้ว ไม่ใช่เฉพาะฝั่งตะวันตกที่จะคุมเกมอย่างเดียว มีการเชิญประธานอาเซียน และเลขาธิการเข้าร่วม
สะท้อนชัดเจนว่าจีนต้องการขยายความเข้มแข็งครอบคลุมพื้นที่อินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific) เพื่อตอบโต้ฝั่งอเมริกา ซึ่งเป็นพื้นที่ทางกลยุทธ์ที่สำคัญมาตั้งแต่ยุคประธานาธิบดีโจ ไบเดน
การจัดประชุม SCO ครั้งนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงการตอบโต้ทางเศรษฐกิจการเมืองโลกในยุคที่มีความร้อนแรงจากภาษีทรัมป์เป็นอย่างมาก ซึ่งเห็นได้ชัดจากกรณีอินเดีย (ซึ่งหากมีเวลา คงได้พูดเรื่องนี้อีกครั้ง) ที่ท่าทีสลับไปมาหลายครั้งในช่วงสงครามเย็นมาจนกระทั่งในปัจจุบัน
ซึ่งนายกรัฐมนตรีโมดีมีท่าทีชื่นมื่นเป็นอย่างมากกับจีนและรัสเซีย (ซึ่งเดิมมีท่าทีตึงเครียดในเรื่องของเขตแดนกับจีน) เพราะถูกบีบด้านภาษีจากทรัมป์สูงถึง 50% เพราะอินเดียใช้พลังงานจากรัสเซีย ทำให้อินเดียต้องปรับท่าที และคงต้องหาพันธมิตรใหม่ และจาก 26 ประเทศที่จีนเชิญครั้งนี้ แนวโน้มการสร้างพันธมิตรเหมือนครั้งสหภาพโซเวียตค่อย ๆ ฉายภาพชัดขึ้น (แม้จะไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองให้เป็นคอมมิวนิสต์เหมือนครั้งสงครามเย็นก็ตาม)
ซึ่งเป็นที่น่าสนใจและจับตามองเป็นอย่างมาก และสหรัฐอเมริกาคงไม่อยู่เฉย น่าจะต้องมีมาตรการบางอย่างเพื่อการตอบโต้
แต่อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายก็มองตรงกันว่า Reciprocal Tariffs ของทรัมป์เป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้เพื่อนรักต้องจากลาไปสร้างพันธมิตรใหม่ ประเทศไทยซึ่งไม่ได้รับเชิญเข้าร่วมในครั้งนี้ ก็มองได้หลายมุม มีนักวิชาการหลายคนได้แสดงทรรศนะเรื่องนี้ด้วยหลายเหตุผล หากมองในแง่ดี ก็ถือว่าไทยเองไม่มีจุดยืนในการเข้าข้างจีนหรือฝ่ายรัสเซียแบบสุดประตู (แม้เราจะเป็นประเทศผู้สังเกตการณ์ใน BRICS แต่ก็เน้นเชิงเศรษฐกิจมากกว่า) และยังคงรักษาสถานการณ์ถ่วงดุลมหาอำนาจได้ดี
อีกทั้งหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ก็ไม่ถูกเชิญเช่นกัน แต่หากมองให้แง่ลบ เรื่องนี้ก็ยังคงน่าเป็นห่วง หากจีนมองไทยด้วยความห่างเหิน และคิดว่าไทยจะเข้าข้างฝั่งตะวันตกมากไป ตรงนี้อาจเป็นปัญหา เพราะยังคงมีความร่วมมือและการลงทุน รวมทั้งความมั่นคงหลายมิติที่ไทยยังคงต้องรักษาสมดุลไว้ให้ดีอยู่