Skip to content

คุยกับเศรษฐา : สะสม Trust เมื่อไว้ใจก็ไปต่อได้

09 ก.ย. 2568 | 15:43น.
คุยกับเศรษฐา : สะสม Trust เมื่อไว้ใจก็ไปต่อได้
คอลัมน์ : คุยกับเศรษฐา
ผู้เขียน : เศรษฐา ทวีสิน

คนทำงานการเมือง นักวิชาการมองการเปลี่ยนแปลงของสังคมว่ามันต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ตอนผมเป็นนายกฯ เวลาฟังคำแนะนำจากนักวิชาการเรื่องโครงสร้างทางการเมือง ความเหลื่อมล้ำที่เกิดจากความไม่ชอบธรรมทางการเมือง ผมพอเข้าใจนะครับ แต่พอจะลงมือทำ ลงมือแก้ที่ “โครงสร้าง” มันต้องใช้เวลา ใช้ความรอบคอบ เช่น การแก้รัฐธรรมนูญ เป็นต้น

คำถามของผมในฐานะที่มีพื้นเพมาจากภาคธุรกิจ คือ ในระหว่างที่คุณแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง คุณเก็บเกี่ยวความสำเร็จเล็ก ๆ อะไรได้บ้างในระหว่างทาง

เวลาที่เราพูดเรื่องให้ชาวไร่เปลี่ยนจากการปลูกข้าวโพดไปปลูกกาแฟที่รักษาสิ่งแวดล้อม ดีต่อระบบนิเวศ ผมเห็นด้วยทุกอย่าง แต่คำถามคือกว่าชาวไร่จะมีรายได้จากการขายเมล็ดกาแฟ ระหว่างนั้นชาวไร่เขาเอาอะไรกิน เอาเงินที่ไหนมาเลี้ยงดูครอบครัว

สิ่งที่ผมมักบอกคนที่ทำงานกับผมคือ ในขณะที่เราพยายามทำเรื่องใหญ่ ๆ เรื่องยาก ๆ เรื่องที่ต้องใช้เวลา เราควรลงมือทำสิ่งที่เป็นเรื่องเล็ก ๆ ที่เรียกว่า Quick Win หรือสำนวนที่ว่า Low-hanging Fruits ด้วย

ตัวผมเป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด เห็นความรุ่งเรือง และเห็นความเงียบเหงาเสื่อมโทรมของแต่ละย่าน คลองที่เคยเป็นทางสัญจร เมื่อมีถนนมาแทนที่ก็เสื่อมโทรมเน่าเหม็น ถามว่าจะแก้ปัญหาเมืองแบบนี้อย่างไร

จะรื้อผังเมืองกันทั้งหมด ทำกรุงเทพฯใหม่ หรือจะย้ายเมืองหลวงก็พูดกันมาในทุกรัฐบาล

ถ้าเราต้องแก้ปัญหานี้ที่โครงสร้างต้องรื้อผังเมือง คำถามของผมคือ ต้องทำประชามติกี่ครั้งกว่าจะได้ฉันทามติจากสังคม เห็นพ้องต้องกันหมด ไม่นับการเจรจาจ่ายค่าเวนคืนที่ดิน การระงับข้อพิพาทของคนที่ได้ประโยชน์ เสียประโยชน์

การอธิบายว่าเรื่องนี้จะเอื้อหรือไม่เอื้อนายทุน นายกฯที่เป็นนายทุนอสังหาริมทรัพย์ จะได้ประโยชน์จากนโยบายนี้หรือไม่ มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือเปล่า

นึกออกไหมครับ พอจะทำเรื่องใหญ่ เรื่องโครงสร้าง ผมไม่ได้บอกว่าทำไม่ได้ แต่มันต้องใช้เวลานาน และในระหว่างนั้น เราจะอยู่กันแบบเดิม ไม่ทำอะไรเลยหรือ ?

มี 2 โครงการเกี่ยวกับเมืองกรุงเทพฯ ที่ผมว่าช่วยสร้างแรงบันดาลใจได้

เช่น Sandbox “สุขุมวิทโมเดล” บูรณาการความร่วมมือระหว่าง กรุงเทพมหานคร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.)

เพื่อจัดระเบียบพื้นที่เศรษฐกิจและการท่องเที่ยว จัดระเบียบทางเท้า แก้ไขปัญหาคนเร่ร่อน ขอทาน การจำหน่ายสินค้าผิดกฎหมาย เช่น บุหรี่ไฟฟ้า ของลามกอนาจาร ตั้งแต่แยกอโศกถึงแยกนานา พอทำสำเร็จหนึ่งจุดก็เอาโมเดลนี้ขยายไปทำที่อื่นบ้าง

หรือเคสคลองโอ่งอ่างกับเจริญกรุง เริ่มจากโจทย์เล็ก ๆ ฟื้นฟูพื้นที่บางส่วน แต่มีเป้าหมายใหญ่คือการเปลี่ยนแปลง เมืองในเชิงกายภาพ นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงความคิด จากที่คิดว่าความเปลี่ยนแปลงเป็นไปไม่ได้ หรือเปลี่ยนแล้วไม่ดี

มาสู่ความคิดที่ว่า ลองเปลี่ยนดูสิ เปลี่ยนแล้วมันดีขึ้น ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

คลองโอ่งอ่างคือความพยายามที่น่าชื่นชมของกรุงเทพฯ ในการคืนพื้นที่สาธารณะให้คนเมือง ใช้งบประมาณฟื้นฟูคลองเก่าที่เคยถูกมองว่าเสื่อมโทรมให้กลายเป็นแลนด์มาร์กใหม่ มีจุดให้ถ่ายรูปลงโซเชียลมีเดีย

ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือการประชาสัมพันธ์ที่ได้มา โดยกรุงเทพฯไม่ต้องจ่ายเงินจ้างพีอาร์

อาจมีคนตำหนิว่าคลองโอ่งอ่าง สวยขึ้นแต่ยังไม่มีชีวิต ไม่เป็นไรครับ โครงการนำร่อง หรือ Sandbox เหมือนการทดลอง

สวยแต่ไม่มีชีวิต เพราะขาดความรู้สึกการเป็นเจ้าของของคนในย่านหรือไม่ ?

การจัดการพื้นที่แบบคิดแทนชาวบ้าน คือสาเหตุหรือไม่ ?

เรื่องพวกนี้เอาไปทำต่อ คิดต่อ แก้ปัญหากันต่อ สรุปเป็นบทเรียนเวลาไปพัฒนาย่านอื่น ๆ ไม่มีอะไรสูญเปล่า

อีกย่านหนึ่งก็คือ เจริญกรุง ที่ถูกขนานนามไปแล้วว่าคือ Creative District เริ่มจากเครือข่ายศิลปิน และเจ้าของตึกในย่าน ที่อยากเห็นย่านเก่ามีชีวิตชีวา จึงเปิดแกลเลอรี่ เปิดคาเฟ่ จัดกิจกรรม จัดงานศิลปะ จนเกิดเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ

บทเรียนที่เราได้ คือ Sandbox ไม่ใช่คำสวยหรู หรือพื้นที่ทดลองที่ทำแล้วจบ แต่มันคือ “กระบวนการเรียนรู้” ของเมือง และผู้คนได้ลองผิดลองถูกต่อยอดขยายออกไปลองทำที่อื่น เหมือนอย่างที่เราเห็นถนนทรงวาดกำลังเปลี่ยนแปลงไป

โครงการทดลองเหล่านี้ ไม่ได้ทำเป็นของเล่นฉาบฉวย แต่ทำเพื่อสะสมความสำเร็จในสเกลเล็ก ๆ สาธิตให้คนในสังคมเห็นว่า การเปลี่ยนแปลง ผละจากสิ่งเก่าไปหาสิ่งใหม่ วิธีการใหม่ ๆ วิธีคิดใหม่ ๆ ไม่ได้น่ากลัว

ในอนาคตหากเราอยากปรับเปลี่ยนผังเมือง อยากเวนคืนที่ดินเพื่อพัฒนาคลอง อยากทำท่าเรือใหม่ ฯลฯ ความสำเร็จเล็ก ๆ เหล่านี้จะสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน วันหนึ่งอาจเกิดเป็นฉันทามติ เห็นพ้องต้องกัน อนุญาตให้รัฐทำในเรื่องที่ใหญ่กว่านั้น

คำว่า Quick Win หรือ Sandbox ในความหมายของผมไม่ใช่แค่เรื่องเล็ก ๆ ง่าย ๆ ให้สำเร็จ แต่คือสะสม Trust หรือความไว้ใจจากสังคม

เพื่อนำไปสู่ความไว้ใจของประชาชนให้รัฐบาลทำในเรื่องที่ใหญ่ขึ้น ยากขึ้น สำเร็จในอนาคต