คอลัมน์ : คุยกับเศรษฐา ผู้เขียน : เศรษฐา ทวีสิน
ตอนเกิดความขัดแย้งชายแดนขึ้นมา ผมก็เหมือนคนไทยทุกคนนั่นแหละครับ มีทั้งความโกรธ ความรู้สึกรักชาติ แต่เมื่อมานั่งคิดดี ๆ ว่าถ้าสู้รบจริง เราจะได้อะไรบ้าง
คำตอบชัดเจนครับ ไม่มีอะไรเลยนอกจากความสูญเสีย
ผมมั่นใจครับว่า ผมรักประเทศไม่แพ้ใคร แต่ประสบการณ์ชีวิตทำให้ผมมองต่างออกไปหน่อย ถ้าเรารักชาติจริง ๆ เราต้องกล้าคิดแบบ “พี่ใหญ่” ในภูมิภาค ไม่ใช่พี่ใหญ่ที่รังแกใคร แต่เป็นพี่ใหญ่ที่ใช้ความเหนือกว่าบางด้านสร้างความสงบ เป็นคนกลางให้เพื่อนบ้านอยู่ร่วมกันได้ เพราะถ้ามีสันติภาพ เศรษฐกิจก็ตามมา การค้าขาย การลงทุน การผลิต มันเดินหน้าได้ และนั่นหมายถึงชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน
ผมถึงอยากให้เรามองบ้านเราเป็น Hub ของภูมิภาคครับ ถ้าประเทศรอบข้างสงบ เงินทุนก็จะไหลเข้ามาที่เรา
ลองคิดกันดูเล่น ๆ ถ้าไทยเราสามารถเป็นตัวกลางให้เกิดการเจรจาระงับความขัดแย้งในพม่าได้สำเร็จ เชื่อสิครับว่า บริษัทพลังงาน บริษัทก่อสร้าง ค้าปลีก โรงแรม จะเลือกใช้ไทยเป็นฐานในการลงทุนผ่านไปพม่าแน่ ๆ กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่พร้อม ทั้งโรงเรียนนานาชาติ โรงพยาบาลมาตรฐานโลก ที่พักคุณภาพ อาหารนานาชาติครบถ้วน ที่สำคัญคือคนไทยเราเปิดกว้างพอที่จะอยู่ร่วมกับวัฒนธรรมที่หลากหลาย
ลองดูกรณีกัมพูชา วาทกรรม “ขายชาติ” คำเดียวทำให้เราเสียโอกาสมหาศาล พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล (Overlapping Claims Area : OCA) ที่มีแหล่งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันอยู่ใต้น้ำ มูลค่าอย่างน้อย 10 ล้านล้านบาท (THB 10 Trillion) เราเถียงกันไม่รู้จบ ใครก็ไม่ยอมใคร สุดท้ายทั้งสองฝ่ายก็ไม่ได้อะไร ทั้งที่ควาจริงคือเราไม่จำเป็นต้องยกดินแดนให้ใคร เขาก็ไม่จำเป็นต้องเสียดินแดนให้เรา แต่พลังงานตรงนั้น ถ้าแบ่งปันกันใช้ได้ ประเทศทั้งสองจะได้ประโยชน์ร่วมกัน
มันคือทรัพยากรที่จะช่วยพลิกโฉมเศรษฐกิจของเราและเขาในอนาคต ประเด็น Win-Win นี้อาจทำให้เราไม่ต้องสู้รบกันก็ได้ ?
ตอนที่ผมเป็นนายกฯ ผมเคยพูดเรื่องนี้ตรงไปตรงมาว่า ถ้าทำได้ เราจะปลดล็อกโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่ติดกับดักมานาน เราไม่ต้องพึ่งพาแค่การส่งออกกับการท่องเที่ยวอีกต่อไป แต่พอพูดปุ๊บก็โดนข้อหาขายชาติทันที ทั้งที่สิ่งที่ผมคิดคือการหาทางออกใหม่ให้ประเทศ
ผมเข้าใจนะครับว่าการเมืองไทยมันเต็มไปด้วยความระแวง พูดอะไรก็ถูกจับผิด ถูกลากไปสู่เรื่องความขัดแย้งทางการเมือง แต่ถ้าเรากล้าถอยออกมามองแบบนักธุรกิจ เราจะเห็นว่า ความสงบคือจุดเริ่มต้นของความมั่งคั่ง ถ้าไทยเป็นตัวตั้งตัวตีสร้างสันติภาพในภูมิภาค เราจะได้ทั้งภาพลักษณ์ระหว่างประเทศ ได้ทั้งความเชื่อมั่นจากนักลงทุน และสุดท้ายคือได้ทั้งงานและรายได้ที่ตกถึงมือประชาชนไทยเอง
ผมยังเชื่อว่ากรุงเทพฯมีศักยภาพ จะเป็นเมืองศูนย์กลางของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้จริง ๆ ไม่ใช่แค่เป็นจุดแวะผ่านของสายการบิน แต่เป็นเมืองที่ผู้บริหารต่างชาติอยากย้ายครอบครัวมาอยู่ เป็นเมืองที่ศิลปินอยากมาเปิดแกลเลอรี่ นักเรียนอยากมาเรียน คนทำงานอยากมาตั้งสำนักงานใหญ่ ถ้าเราบริหารให้สงบ และเชื่อมโยงเศรษฐกิจภูมิภาคได้
แน่นอน มันไม่ง่าย มีทั้งข้อกังวลเรื่องความมั่นคง ผลประโยชน์ทับซ้อน หรือคำครหาที่ว่ารัฐบาลจะเอื้อใครหรือไม่ แต่เราต้องยอมรับว่าโลกมันเดินหน้าไปแล้ว ถ้าเราไม่ทำ ประเทศอื่นก็ทำอยู่ดี แล้วเราจะกลายเป็นแค่ “ทางผ่าน” ไม่ใช่ “ศูนย์กลาง”
แล้วไทยควรเดินอย่างไร ?
ผมว่าคำตอบไม่ได้อยู่ที่การเถียงกันว่า ใครรักชาติหรือไม่รักชาติ แต่อยู่ที่เราจะเลือกบทบาทอะไรในภูมิภาคนี้มากกว่า
ถ้าเรากล้าที่จะสวมบทบาท “ตัวกลาง” ของการเจรจาสันติภาพ ไม่ว่าจะเป็นพม่า หรือการหาทางออกเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับกัมพูชา เพราะไม่มีสันติภาพก็ไม่มีทางมีความมั่งคั่งตามมาได้ การใช้การทูตเชิงรุกเป็นทางเลือกที่เราไม่ควรมองข้าม
หรือจะลองผลักดันกรอบความร่วมมือพิเศษในภูมิภาค โดยเฉพาะกับกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) ในเรื่องพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน บ้านเราอยู่ตรงกลาง แถมกรุงเทพฯเองก็มีศักยภาพจะเป็นฐานได้ ทำไมไม่ลองใช้จุดแข็งนี้สร้างความร่วมมือให้มากขึ้นล่ะ
ส่วนกรุงเทพฯ ผมอยากเห็นกลายเป็นเวทีโลกจริง ๆ ถ้ามีเรื่องใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราต้องเสนอตัวให้มาจบที่นี่ จะเป็นเวทีประชุมระหว่างประเทศ การลงทุนข้ามชาติ หรือกิจกรรม Soft Power ต่าง ๆ เราไม่ได้ขาดศักยภาพเลย เพียงแต่ต้องกล้าลงทุนในบทบาทนี้มากกว่าที่ผ่านมา
สุดท้าย เรื่องทรัพยากรในพื้นที่ทับซ้อน ผมเชื่อว่ามันไม่จำเป็นต้องจบที่การเถียงว่าใครได้ ใครเสีย แต่เราเสนอให้เป็น “โครงการร่วมพัฒนา” ที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ถ้าเดินได้จริง ไม่เพียงเราจะได้พลังงาน แต่ยังได้ภาพลักษณ์ว่าไทยเป็นประเทศที่มองการณ์ไกล มองปัญหาใหญ่แบบ Win-Win ไม่ใช่ Zero-Sum
บางครั้งการรักชาติอาจไม่ใช่การยืนเถียงจนไม่ยอมถอย แต่เป็นการหาทางให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบ แล้วใช้ความสงบนั้นสร้างความมั่งคั่งร่วมกัน
“ถ้าเรากล้าคิดแบบพี่ใหญ่ ผมเชื่อว่ากรุงเทพฯจะไม่ใช่แค่ศูนย์กลางของภูมิภาค แต่เป็นศูนย์กลางของความหวัง”
_____
ภาพประกอบจาก : กระทรวงพลังงาน