Skip to content

คุยกับเศรษฐา : ความเศร้าของวัยรุ่นที่ผู้ใหญ่ลืม

09 พ.ย. 2568 | 19:35น.
คุยกับเศรษฐา : ความเศร้าของวัยรุ่นที่ผู้ใหญ่ลืม
คอลัมน์​ : คุยกับเศรษฐา
ผู้เขียน : เศรษฐา ทวีสิน

หนึ่งในความก้าวหน้าของประเทศไทยที่เกิดขึ้นจากการร่วมมือของหลายภาคส่วน คือ พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม

ผมสนับสนุนกฎหมายนี้มาตลอด ไม่เพียงเพราะศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในเชิงนามธรรม แต่เพราะหวังผลเชิงรูปธรรม

จากกฎหมายสู่ชีวิตประจำวันของคนในสังคม นั่นคือการ “เปลี่ยนมุมมอง” ให้เลิกมองความสัมพันธ์และความหลากหลายทางเพศว่าเป็นเรื่องผิดปกติที่ชวนล้อเลียน เหยียดหยาม โดยเฉพาะในหมู่เด็กและวัยรุ่นที่ยังไม่พร้อมรับมือกับการถูกล้อเลียน และในหมู่เด็กที่เป็นเพศทางเลือกซึ่งกลัวการเปิดเผยอัตลักษณ์ของตนเอง ไม่กล้าบอกพ่อแม่ ไม่กล้าบอกครอบครัว สุดท้ายปัญหาย่อมกองอยู่ที่สุขภาพจิต (ตามสถิติของ สสส. วัยรุ่นอายุ 15-19 ปี ทุก ๆ หนึ่งชั่วโมงมีคนพยายามฆ่าตัวตาย 4 คน)

ไม่นานมานี้ ผมอ่านงานของ Dr.Timo Tapani Ojanen อาจารย์คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ เรื่อง “สุขภาพจิตและสุขภาวะของเด็กและเยาวชนหลากหลายทางเพศในประเทศไทย” ตัวเลขน่าตกใจมาก : ในรอบปีที่ผ่านมา เยาวชนกลุ่มนี้ถูกล้อเลียน 75% ถูกทำร้ายร่างกาย 31% และถูกกลั่นแกล้งออนไลน์ 36% งานแบบนี้ควรถูกเผยแพร่กว้าง ๆ เพื่อให้ประชาชนตระหนักรู้ และเพื่อให้นักการเมือง-นักออกแบบนโยบายมีข้อมูลจริงไปออกแบบการทำงานให้ตรงจุด

งานวิจัยนี้ยังพูดถึง “Minority Stress Theory” ทฤษฎีความเครียดของชนกลุ่มน้อย ซึ่งไม่ได้หมายถึงชาติพันธุ์หรือชนเผ่าเท่านั้น แต่รวมถึงผู้มีความหลากหลายทางเพศด้วย เพราะด้วยอัตลักษณ์นี้เองทำให้พวกเขาเผชิญการเลือกปฏิบัติ หรือถูกกดดัน รวมถึงการบังคับตัวเองด้วย ให้ทำอะไรบางอย่างเพื่อปรับตัวเข้ากับความคาดหวังของสังคม

ทางออกที่อาจารย์เสนอมีสามข้อ : หนึ่ง ลดปัจจัยเสี่ยง สอง เสริมพลังสุขภาพจิต สาม เพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพจิต

ข้อแรกชี้ตรงไปที่กฎหมาย เมื่อสวัสดิการไม่เลือกปฏิบัติ ความเสี่ยงระยะยาวก็ลดลง ซึ่งน่ายินดีว่ารัฐบาลได้เดินมาถึงจุดนี้แล้ว

อีกสองข้อ เสริมพลังและเพิ่มการเข้าถึง ต้องอาศัย “ระบบ” ที่ทำงานจริง

ผมเจอตัวเลขจากรายงานประเมินสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นปี 2565 ของ สสส. (กลุ่มตัวอย่าง 150,069 คน) พบว่าร้อยละ 16.4 มีความเสี่ยงที่จะฆ่าตัวตาย และร้อยละ 9.5 มีความเสี่ยงภาวะซึมเศร้า ขณะที่ปี 2564 อัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จของวัยรุ่น 15-19 ปี อยู่ที่ 3.2 ต่อประชากรแสนคน ตัวเลขเหล่านี้ไม่เล็กน้อยและไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ

ผมอาจพูดเชย ๆ ก็ได้ว่า “เด็กวันนี้คือผู้ใหญ่พรุ่งนี้” แต่ความจริงตรงไปตรงมาคือ ถ้าเด็กต้องเผชิญปัญหาสุขภาพจิตและอัตราการฆ่าตัวตายสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ พรุ่งนี้ใครจะขับเคลื่อนประเทศ ? ศักยภาพการแข่งขันของไทยจะยืนอยู่ตรงไหน ?

เราต้องใส่ใจคนที่เป็นอนาคตของประเทศ ไม่ปล่อยให้พวกเขาเป็นเจเนอเรชั่นแห่งความ “เฉา”

หมดแรงใจเพราะการล้อเลียน กลั่นแกล้ง หรือการถูกเลือกปฏิบัติที่กัดกินความหวังจนนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า

มีความเป็นไปได้แค่ไหนที่เราจะเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพจิต ?

ตัวเลขปี 2566 บอกว่าไทยมีจิตแพทย์ทั้งหมด 845 คน คิดเป็นอัตราส่วนราว 1.28 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน เรามีนักจิตวิทยาคลินิกทั้งประเทศ 1,037 คน (1.57 ต่อแสน) และพยาบาลจิตเวช 4,064 คน (6.14 ต่อแสน) จากตัวเลขนี้ผมนึกไม่ออกว่าเราจะเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพจิตได้อย่างไรภายใต้ข้อจำกัดบุคลากรที่เรามีอยู่

คำตอบคงไม่ใช่ทางเดียว : รัฐอาจต้องสร้างแรงจูงใจให้คนหันมาเรียนและประกอบอาชีพด้านนี้เพิ่ม เทเลเมดิซีน หรือการขอคำปรึกษาสุขภาพจิตออนไลน์อาจมาเติมช่องว่างโครงการ “หนึ่งนักจิตวิทยาหนึ่งโรงเรียน” เป็นโครงการนำร่องที่ดีที่ควรทำให้ทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม กลไกที่ผมคิดว่าเราไม่ควรมองข้ามคือ ต้องร่วมกันสร้างสังคมที่มองว่าความแตกต่างหลากหลายคือ “ความปกติ” และการพยายามทำให้ทุก ๆ คนพยายามทำตัวให้เหมือนคนอื่นต่างหากที่ “ไม่ปกติ”

ในระดับสัญลักษณ์ ขอยกตัวอย่างคำขวัญวันเด็ก 2567 ตอนที่ผมเป็นนายกฯ

“มองโลกกว้าง คิดสร้างสรรค์ เคารพความแตกต่าง ร่วมกันสร้างประชาธิปไตย”

ผมตั้งใจให้เป็นทิศทางเช่นนั้น คือจากกฎหมาย สู่ภาษา และวัฒนธรรมที่รับความต่างให้เป็นเรื่องปกติ ข้อความเช่นนี้ไม่เพียงเป็นคำประกาศเชิงประชาสัมพันธ์ หากยังย้ำว่า “ความปกติใหม่” ของเราเริ่มได้จากถ้อยคำที่ใช้ร่วมกัน ก่อนจะกลายเป็นพฤติกรรมและนโยบายที่จับต้องได้

เพศคือความหลากหลาย

แฟชั่นคือความหลากหลาย

นิยามของความสำเร็จก็นิยามได้อย่างหลากหลาย

อุดมการณ์และความฝันทางการเมืองยิ่งต้องหลากหลาย ไม่ผูกขาดความถูกต้องไว้กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

เคารพความสุขของคนอื่น

เคารพความทุกข์ของคนอื่น

เคารพความผิดหวัง-ความล้มเหลวให้เท่า ๆ กับเคารพความสำเร็จของกันและกัน

เมื่อเราวางรากวัฒนธรรมที่มองความแตกต่างว่า “ไม่ใช่ความแปลกแยก” เราก็เริ่มลดสิ่งที่เป็น Minority Stress ได้จริง

ถามผมวันนี้ในฐานะพลเมือง “อาวุโส” ผมไม่อยากตื่นขึ้นมาแล้วพบข่าววัยรุ่นฆ่าตัวตายเพียงเพราะ “เศร้า” เกินกว่าจะอยู่ต่ออีกแม้แต่หนึ่งวัน

ในฐานะผู้ใหญ่ เราคงต้องย้อนถามตัวเองแล้วล่ะครับว่า

วันนี้เราได้พยายามสร้างสังคมที่ไม่ลดทอนคุณค่าที่หลากหลายของมนุษย์แค่ไหน หรืออย่างน้อยที่สุดเราไม่ได้เป็นหนึ่งในกลไกที่ทำลายความหลากหลายนั้นอยู่หรือเปล่า

นี่คงเป็นคำถามที่แม้แต่ตัวผมเองก็ต้องถามตัวเองให้บ่อยขึ้น

บางคำถามควรกลับมาหาเราทุกเช้า-จนวันที่ข่าวร้ายพวกนั้นหายไป