คุยกับเศรษฐา : เศรษฐกิจสร้างสรรค์กับซอฟต์พาวเวอร์ จากจุดตั้งต้นสู่ผลลัพธ์ปลายทาง
คอลัมน์ : คุยกับเศรษฐา ผู้เขียน : เศรษฐา ทวีสิน
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แนวคิดเรื่อง “ซอฟต์พาวเวอร์” ได้เข้ามาอยู่ในพื้นที่สาธารณะของสังคมไทยอย่างจริงจัง และต้องยอมรับว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยมีบทบาทสำคัญในการยกระดับประเด็นนี้ให้กลายเป็นวาระเชิงนโยบายที่ผู้คนพูดถึงอย่างกว้างขวาง วันนี้จึงอาจเป็นจังหวะที่เหมาะสมที่เราจะช่วยกันขบคิดต่อว่า แนวคิดนี้ควรถูกต่อยอดอย่างไร เพื่อให้เดินหน้าไปได้อย่างมีพลัง และเกิดผลเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น
หากเริ่มจากความหมายของคำว่า “ซอฟต์พาวเวอร์” ผมอยากชวนให้เราคลายความตึงเครียดจากการถกเถียงเชิงนิยามที่วนซ้ำอยู่กับงานของโจเซฟ ไนย์ (Joseph Nye, Jr.) ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 เพียงอย่างเดียว เพราะแม้แต่นักวิชาการเจ้าของแนวคิดนี้เองก็ยอมรับในงานช่วงหลัง โดยเฉพาะงานในปี 2021 ว่าซอฟต์พาวเวอร์ได้พัฒนาและขยายความหมายไปไกลกว่าจุดตั้งต้นเดิม และจำเป็นต้องถูกทำความเข้าใจในบริบทที่หลากหลายกว่าเดิม
ในความหมายร่วมสมัย ซอฟต์พาวเวอร์คือ “อำนาจแห่งการดึงดูด” ที่ทำให้ประเทศอื่น ๆ อยากให้ค่า อยากเรียนรู้ อยากเลียนแบบ และอยากลงทุนกับเรา โดยไม่ต้องใช้อำนาจแข็งด้านการทหารหรือการเงินโดยตรง หากเศรษฐกิจของประเทศหนึ่งเติบโต มีรูปแบบการพัฒนา หรือมีวิถีชีวิตที่คนอื่นอยากทำตาม
สิ่งเหล่านี้ล้วนเข้าข่ายซอฟต์พาวเวอร์ทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้ผมจึงเห็นว่าเราไม่จำเป็นต้องแช่แข็งนิยามของคำนี้ไว้กับกรอบคิดเดิมอีกต่อไป
อย่างไรก็ดี จากนิยามดังกล่าวจะเห็นได้ว่า “ซอฟต์พาวเวอร์” โดยธรรมชาติแล้วเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในฐานะ “ผลลัพธ์” ของความสำเร็จในด้านต่าง ๆ ของประเทศ มากกว่าจะเป็นสิ่งที่สามารถกำหนดเป็นนโยบายเชิงปฏิบัติได้โดยตรง ตัวอย่างที่เห็นชัดคือกรณี “ความงามแบบเกาหลี” หรือ Korean Beauty ซึ่งไม่ได้เกิดจากการประกาศว่าจะสร้างซอฟต์พาวเวอร์ หากแต่เริ่มจากการยกระดับอุตสาหกรรมศัลยกรรมความงามและอุตสาหกรรมบันเทิงอย่างจริงจัง จนเกิดภาพจำระดับโลกและแรงดึงดูดที่ผู้คนอยาก “สวยตาม” ในที่สุด
ประสบการณ์เช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศที่ประสบความสำเร็จในการสร้างซอฟต์พาวเวอร์ ล้วนเริ่มต้นจากการพัฒนา “เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์” (Creative Economy and Industry) อย่างเป็นระบบ ผมจึงอยากชวนสังคมพิจารณาว่า เราอาจใช้กรอบเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นฐานเชิงนโยบายให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยปล่อยให้ซอฟต์พาวเวอร์ทำหน้าที่เป็นผลลัพธ์ปลายทางที่เกิดขึ้นตามมา
เหตุผลสำคัญคือ ซอฟต์พาวเวอร์เป็นสิ่งที่จับต้องได้ยาก กระจายตัวอยู่ในหลายมิติ และยากต่อการออกแบบตัวชี้วัดเชิงนโยบาย ในทางกลับกัน เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ตั้งอยู่บนฐานของสิ่งที่เป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นรายได้ การจ้างงาน การลงทุน หรือความสามารถในการแข่งขัน จึงเอื้อต่อการกำหนดเป้าหมาย การจัดสรรงบประมาณ และการประเมินผลได้อย่างชัดเจนกว่า ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้การผลักดันเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ของไทยที่ผ่านมายังไปได้ไม่ถึงศักยภาพที่ควรจะเป็น
จุดตัดสำคัญของสองแนวคิดนี้จึงอยู่ที่ “ลำดับของการพัฒนา” เศรษฐกิจสร้างสรรค์คือจุดตั้งต้น เป็นกระบวนการที่สร้างรายได้และความเข้มแข็งเชิงโครงสร้าง ขณะที่ซอฟต์พาวเวอร์คือปลายทาง เป็นอำนาจแห่งการดึงดูดที่งอกงามขึ้นจากความสำเร็จเหล่านั้น
ประเทศที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านซอฟต์พาวเวอร์ ล้วนเลือกผลักดันอุตสาหกรรมมุ่งเป้าเพียงไม่กี่ด้าน โดยมากอยู่ในช่วง 3-5 อุตสาหกรรม และหลีกเลี่ยงการกระจายเป้าหมายกว้างเกินไป
เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย หากพิจารณาอย่างเป็นจริงเป็นจัง ผมเห็นว่าเรามีจุดแข็งชัดเจนอยู่เพียงไม่กี่ด้านที่พร้อมต่อการผลักดันอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นอาหารไทย มวยไทย นวดและสปาไทย รวมถึงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางเพศ ด้านเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่โลกยอมรับอยู่แล้ว และสามารถต่อยอดเชิงเศรษฐกิจได้อีกมาก หากรัฐทุ่มทรัพยากรอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
หากมองลงไปในรายละเอียด มวยไทยเป็นตัวอย่างที่เห็นภาพชัดของศักยภาพด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มวยไทยเป็นที่รู้จักทั่วโลก แต่ที่ผ่านมายังขาดการกำหนดมาตรฐานและโครงสร้างเชิงนโยบายที่ดึงความเป็นเจ้าของกลับมาที่ประเทศไทยอย่างเป็นระบบ
อย่างไรก็ดี ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลได้เริ่มขยับในทิศทางนี้มากขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “Muay Thai Soft Power” ที่รัฐประกาศเมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2567 ให้ชาวต่างชาติสามารถขอวีซ่าฝึกมวยไทยระยะยาวได้ เพื่อเชื่อมประสบการณ์ทางวัฒนธรรมเข้ากับการใช้จ่ายในเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ
แนวทางเช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่า หากมวยไทยถูกยกระดับด้วยมาตรฐาน การรับรอง และระบบนิเวศที่ชัดเจน ก็สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่าการเป็นเพียงภาพลักษณ์เชิงวัฒนธรรม อาหารไทย หรือแนวคิด Gastronomic Diplomacy ที่ผ่านมาเราเน้นเทคนิคและรสชาติเป็นหลัก แต่วัตถุดิบและฐานการเกษตรกลับไม่ได้เติบโตไปพร้อมกัน หากแก้จุดนี้ให้ชัดจะช่วยให้มูลค่าเพิ่มกระจายกลับสู่ภาคการเกษตรมากขึ้น นวดและสปาไทยแม้โด่งดังระดับโลก แต่ยังถูกผลักดันเชิงนโยบายไม่เต็มที่ ทั้งที่อุตสาหกรรมสุขภาพเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เติบโตเร็วที่สุดของโลก
ขณะที่สมรสเท่าเทียมและการแพทย์ด้านการแปลงเพศ ก็สามารถเป็นฐานสำคัญของการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพได้อีกมาก
ทั้งหมดนี้ผมอยากเสนอในฐานะข้อชวนคิดว่า เราอาจใช้ “เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์” แทนคำว่าซอฟต์พาวเวอร์ สำหรับเป็นกรอบนโยบายหลัก เพื่อให้การกำหนดเป้าหมาย งบประมาณ และตัวชี้วัดมีความชัดเจน ขณะเดียวกัน ก็ยังคงเป้าหมายใหญ่ในการสร้างพลังทางวัฒนธรรมไว้เช่นเดิม โดยปล่อยให้มันเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติจากความสำเร็จที่จับต้องได้
หากเราวางลำดับเช่นนี้ได้อย่างชัดเจน ประเทศไทยก็มีโอกาสก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านอำนาจแห่งการดึงดูดในเวทีโลกได้จริงและอย่างยั่งยืน