Skip to content

ย้อนอ่าน “เศรษฐา” พูดเรื่องภาษีและความเหลื่อมล้ำ ในวันที่ยังไม่ได้เป็นนายกฯ

23 ส.ค. 2566 | 21:11น.
ย้อนอ่าน “เศรษฐา” พูดเรื่องภาษีและความเหลื่อมล้ำ ในวันที่ยังไม่ได้เป็นนายกฯ

“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสได้สัมภาษณ์ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทยหลายต่อหลายครั้ง ตั้งแต่ตอนที่เศรษฐายังสวมหมวกใบเดียวคือ เป็นผู้บริหาร บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ยังไม่เข้าสู่การเมือง มาถึงช่วงที่เริ่มเข้าสู่การเมือง จนกระท่ังช่วงเวลาที่เป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยแล้ว 

การสนทนาหลายครั้งมีประเด็นเกี่ยวกับเรื่องความเหลื่อมล้ำและการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอยู่ด้วย ซึ่งแนวทางหนึ่งที่เศรษฐามองว่าจะช่วยแก้ปัญหาได้คือ “การเก็บภาษี” 

“ประชาชาติธุรกิจ” ชวนย้อนอ่านว่า เศรษฐา ทวีสิน พูดเรื่องภาษีและความเหลื่อมล้ำไว้อย่างไรบ้าง ในวันที่ยังไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี 

ในการสัมภาษณ์เมื่อเดือนกันยายน 2563 มีคำถามหนึ่งที่ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” ถามว่า คุณมีแนวทางที่จะช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างไรบ้าง เห็นที่ผ่านมาพูดเรื่องภาษีมรดก 

“ภาษีมรดกเป็นเรื่องหนึ่งที่ผมพูดไปแล้วผมโดนรุมสกรัมแน่นอน คอนเซ็ปต์ภาษีง่าย ๆ เลยนะครับ ภาษีคุณจ่ายเมื่อคุณมีรายได้ คุณได้มรดกมาเป็นรายได้ คุณก็ต้องจ่ายภาษี ภาษีเป็นมาตรการทางการเงินอย่างหนึ่ง ซึ่งลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ถ้ารัฐบาลเก็บภาษีได้มากขึ้น เขาก็เอามาสร้างถนน เอามาทำเรื่องจำนำข้าว ประกันข้าว แล้วแต่รัฐบาลไหนจะเรียกอะไร ไม่ว่าจะเป็นเงินช่วยเหลือผู้พิการหรือคนแก่ หรือเงินลดหย่อนเรื่องท่องเที่ยว หรืออะไรก็ได้หมด เรามีหน้าที่ต้องจ่าย ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง” คือคำตอบของเศรษฐา ทวีสิน ในวันนั้น 

และเมื่อถามว่า คนรวยอาจจะคิดว่าพอจ่ายไปแล้วเงินถูกนำไปทำโครงการสำหรับคนจน อย่างที่เคยได้ยินว่า “อุ้มคนจน” คุณมองเรื่องนี้อย่างไร 

เศรษฐาตอบว่า คนที่ร่ำรวยนั้นรวยด้วยการใช้ทรัพยากรมากกว่า ดังนั้นจึงควรจ่ายภาษีมากกว่า และไม่ควรมองว่าการจ่ายภาษีมากเป็นการอุ้มคนจน  

“คุณมีตังค์เยอะเพราะอะไร คุณมีตังค์เยอะเพราะคุณใช้ทรัพยากรของประเทศเยอะ สมมุติว่าผมเป็นบริษัทแสนสิริ เรามีการก่อสร้างเยอะ ใช้รถใช้ถนนเยอะกว่า ถนนก็เสื่อมได้ แสนสิริมีกำไรก็ต้องจ่ายภาษี คนเราอยู่ดี ๆ เงินมันไม่ได้ตกลงมาจากต้นไม้ มันต้องไปทำอะไรมาสักอย่าง คุณใช้เยอะคุณก็ต้องคืนให้กับประเทศเยอะ ผมว่าเป็นอะไรที่ชัดเจนนะ ถ้าได้มาคุณก็ต้องจ่าย เพราะคุณอยู่ในประเทศไทย มันเป็นประเทศของเรา แล้วคนที่เขามีรายได้น้อยคุณจะไปเอาจากเขาเยอะได้ไง” 

“ผมว่าเป็นวลีที่ผิด ‘อุ้มคนจน’ ฟังแล้วก็เฮิร์ตนะ ฟังแล้วมันเหมือนกับดูถูก อย่าเรียกว่าอุ้มคนจนเลย มันไม่ใช่ มันเป็นเรื่องคุณมีเยอะ คุณก็ต้องจ่ายเยอะ ไม่งั้นมันจะลดความเหลื่อมล้ำได้ยังไง ถ้าคนเรามีความคิดอย่างนี้อยู่ตั้งแต่ตอนต้น ช่องว่างตรงนี้มันไม่มีทางลด มันเป็นอะไรที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ครับ คุณมีความสุขได้ยังไง คุณอยู่อย่างมีความสุขแล้วอีกคนหนึ่งไม่มีความสุข มองลงไปแค่ 200 เมตรเห็นคนยากไร้ ผมไม่มีความสุข ผมอยากให้ทุกคนมีกินมีใช้พอสมควรเหมือนกัน” 

เศรษฐา ทวีสิน

ในการสัมภาษณ์อีกครั้ง ช่วงปลายเดือนมกราคม 2566 หลังจากที่เศรษฐาสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยแล้ว มีคำถามหนึ่งที่ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” ถามว่า จะทำอย่างไรให้คนในพื้นที่เศรษฐกิจกับคนในพื้นที่ชนบท ยกระดับขึ้นมาเท่ากันได้ 

เศรษฐาตอบว่า ต้องลดความเหลื่อมล้ำให้ได้ ทั้งความเหลื่อมล้ำทางด้านความคิด ความเหลื่อมล้ำทางด้านเศรษฐกิจ-เศรษฐฐานะ 

“เรื่องความเหลื่อมล้ำระหว่างต่างจังหวัดกับกรุงเทพฯ สิ่งที่มันชัดเจนที่สุดก็คือเรื่องรายได้ ชีวิตความเป็นอยู่ มันจะแก้ได้ยังไง ไม่ง่ายหรอกครับ การที่คุณจะลดความเหลื่อมล้ำได้ก็ต้องใช้เงิน แล้วเงินจะมาจากไหน ก็คือภาษี วันนี้ทุกคนก็อยากลดความเหลื่อมล้ำ แต่สมมุติว่าผมเป็นนายกฯ ผมบอกว่าผมจะแก้ความเหลื่อมล้ำด้วยการขึ้นภาษีมรดก นักธุรกิจอยู่ในพรรคก็จะเอ่อ… พี่… คือ…” 

“การพูดมันพูดง่ายครับ แต่คำพูดมีต้นทุน แล้วมันจะลดได้ยังไง ทุกคนชอบเรื่องลดความเหลื่อมล้ำ แต่พอเข้ากระเป๋าตัวเองปั๊บ คุณก็ไม่ให้ทำหรอก คุณบอกว่าคุณเห็นใจคนต่างจังหวัด แต่พอคุณเศรษฐาจะเก็บภาษีคนกรุงเทพมากขึ้น ก็ไม่เอาแล้ว แต่ว่า (ผู้นำ) ก็ต้องตัดสินใจ” เศรษฐา ทวีสิน กล่าวในวันที่ยังไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี 

เขากล่าวอีกว่า ทุกคนพูดเรื่องลดความเหลื่อมล้ำหมด แต่ถ้าเดือดร้อนถึงกระเป๋าตัวเองเมื่อไหร่ก็ไม่สนับสนุน 

“คุณบอกว่าคุณเห็นใจคนต่างจังหวัด แต่พอคุณเศรษฐาจะเก็บภาษีคนกรุงเทพฯมากขึ้น คุณก็ไม่เอาแล้ว อย่างภาษี  transaction tax (ภาษีธุรกรรมการขายหุ้น) ที่เพิ่งเกิดขึ้นไป เก็บแค่ 0.1% ได้เงินมานิดเดียว แต่คนก็โวยวายกัน ใครเล่นหุ้น คนจนเล่นหุ้นหรือเปล่า น้อยมาก มีแต่คนชั้นกลางและคนชั้นสูงที่เล่น เก็บแบบนี้ตรงเผง ปรบมือให้คุณอาคมเลย เป็นกำลังใจให้อย่างเต็มที่ แต่เก็บน้อยไปหน่อย ควรเก็บให้ได้สัก 0.25% ถ้าเก็บภาษีเพิ่มขึ้นเป็น 0.25% นักลงทุนจริง ๆ เขาจะเลิกลงทุนในตลาดหุ้นไทยหรอ ไม่มีทาง” 

และเมื่อถามว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล จะแก้กฎหมายเพิ่มอัตราภาษีส่วนนี้หรือเปล่า ? 

เศรษฐาตอบว่า “แก้ไม่ได้แล้ว เก็บไปแล้ว” และเขาแสดงความคิดเห็นในประเด็นนี้ต่อไปว่า ผู้นำที่มีคุณภาพต้องมีวิธีอธิบายหรือโน้มน้าวให้ประชาชนยินดีหรือยินยอมจ่ายภาษี

“ถ้าเป็นผู้นำที่มีคุณภาพ คุณต้องทำให้เขาลืมเรื่อง transaction tax คุณพูดแบบนี้สิ ผมขอเก็บ… เท่าไหร่ก็ว่าไป ผมเชื่อว่าตรงนี้จะได้รายได้เข้ามา ถ้าเก็บ 0.25% ของ volume การเทรด 70,000 ล้าน หนึ่งปีจะได้เงินประมาณ 50,000 ล้านบาท แล้วชี้แจงว่าเงินเหล่านี้จะนำไปทำอะไรบ้าง แต่เพื่อให้นักลงทุนสบายใจได้ เราจะไม่มีการเก็บ capital gains tax (ภาษีกำไรหุ้น) ต่อไป 5 ปี เพราะอย่าลืมว่าตลาดหุ้นไทยทุกคนค้านเรื่องการเก็บ capital gains tax ฉะนั้น transaction tax เป็นทางที่ประนีประนอม เป็นทางที่เหมาะสม ถ้าทำแบบนี้ ความห่างของสองนคราก็จะหายไปบ้าง”  

“แง่คิดหลักที่ผมพูดมาคือ อย่าดีแต่พูด อย่าดีแต่พูดว่าอยากแก้ความเหลื่อมล้ำ เรามีเกษตรกรคนจน 27 ล้านคน คุณคิดว่าคุณมีเฟอร์รารี่ 5 คัน มีชีวิตที่ดี มันจะยั่งยืนหรือเปล่า ถ้าประเทศมีคนจน 27 ล้านคนแล้วไม่ลดลงไป คุณไม่มีความสุขหรอก เราอยู่ไม่ได้ในสังคมที่มีความห่างกันเรื่องเศรษฐฐานะมากขนาดนี้” เศรษฐา ทวีสิน กล่าวในวันที่ยังไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี