30 ปี หลัง “กำแพงเบอร์ลิน” ล่มสลาย อดีตแสนขมขื่นกลายเป็นมรดกล้ำค่าของชาวเยอรมัน

 30 ปี หลัง “กำแพงเบอร์ลิน” ล่มสลาย อดีตแสนขมขื่นกลายเป็นมรดกล้ำค่าของชาวเยอรมัน

รุ่งนภา พิมมะศรี : เรื่อง-ภาพ

30 ปีก่อน หรือถ้าเจาะจงวันเลยก็คือ วันที่ 9 พฤศจิกายน 1989 กำแพงเบอร์ลินที่กั้นระหว่างเบอร์ลินตะวันออกและเบอร์ลินตะวันตกเริ่มถูกทุบ นับเป็นทางการว่าเป็นวันที่กำแพงเบอร์ลินล่มสลาย และวันเดียวกันนั้นนับเป็นวันสิ้นสุดสงครามเย็น (Cold War) หนึ่งในสงครามครั้งสำคัญและมีชื่อเสียงโด่งดังอันดับต้น ๆ ในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ

แม้จะมีข้อมูลให้อ่าน-มีภาพเหตุการณ์คืนที่ชาวเบอร์ลินหลั่งไหลออกมาทุบทำลายกำแพงให้เห็นอยู่ไม่น้อย แต่เราก็ไม่อาจเข้าใจและเข้าถึงความรู้สึกมวลรวม ณ ค่ำคืนนั้นได้อย่างแจ่มชัดว่ามันเป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่ ร้อนรุ่ม และรุนแรงมากขนาดไหน แต่พอลองคิดแบบเอาใจเขามาใส่ใจเราในแง่ความรู้สึกบุคคลรายย่อย คนที่ต้องพลัดพรากจากญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง คนรัก ถูกลิดรอนสิทธิ และถูกกีดกันเสรีภาพมานานกว่า 20 ปี เมื่อถึงวันที่กำแพงถูกทำลาย ประตูสู่เสรีภาพถูกเปิดออก และสงครามสิ้นสุดลง นั่นคงเป็นช่วงเวลาที่โล่งอกและดีใจที่สุดแล้วในชีวิต (แต่ถ้าไม่เคยมีกำแพงเลยจะดีกว่า)

 30 ปี หลัง “กำแพงเบอร์ลิน” ล่มสลาย อดีตแสนขมขื่นกลายเป็นมรดกล้ำค่าของชาวเยอรมัน

ย้อนไปหลายสิบปีก่อนหน้านั้น ในปี 1945 หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศเยอรมนี ในฐานะผู้แพ้สงครามถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ภายใต้การควบคุมของ 4 ประเทศผู้ชนะ คือ อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และสหภาพโซเวียต

ต่อมา 4 ประเทศนี้เกิดความแตกแยกทางอุดมการณ์ความคิดเป็น 2 ขั้ว คือ อังกฤษ สหรัฐ และฝรั่งเศส ขั้วอุดมการณ์เสรีนิยมอยู่ฝั่งเดียวกัน และสหภาพโซเวียต ขั้วอุดมการณ์คอมมิวนิสต์อยู่อีกฝั่งหนึ่ง นั่นคือจุดเริ่มต้นสงครามเย็น เป็นผลให้มีการขีดเส้นแบ่งเยอรมนีออกเป็นสองส่วน คือ เยอรมันตะวันออกภายใต้อำนาจของโซเวียต และเยอรมันตะวันตกภายใต้อำนาจของ 3 ประเทศตะวันตก 

โดยภูมิศาสตร์ที่ตั้ง เบอร์ลิน เมืองหลวงของเยอรมนี ตั้งอยู่ในพื้นที่ของเยอรมันตะวันออก แต่ด้วยความซับซ้อนทางการเมืองและการทหาร ทำให้เบอร์ลินที่อยู่ในตะวันออกอยู่แล้ว ยังถูกแบ่งเป็นเบอร์ลินตะวันออกกับเบอร์ลินตะวันตกซ้ำอีกซ้อนหนึ่ง เบอร์ลินในช่วงเวลานั้นจึงเป็นเมืองที่มีสถานะพิเศษมาก ๆ และตกอยู่ในอันตรายมาก ๆ ด้วย

 30 ปี หลัง “กำแพงเบอร์ลิน” ล่มสลาย อดีตแสนขมขื่นกลายเป็นมรดกล้ำค่าของชาวเยอรมัน

ภาพมุมสูงเมืองเบอร์ลินในอดีต มองเห็นแนวกำแพงเบอร์ลินทอดยาว ฝั่งขวาคือเบอร์ลินตะวันออก ฝั่งซ้ายคือเบอร์ลินตะวันตก (Photo by Dominique BERRETTY/Gamma-Rapho via Getty Images)

ในช่วงหลายปีแรกที่มีการแบ่งเขตเมือง ผู้คนในเบอร์ลินยังไปมาหาสู่กันได้ แต่เมื่อประชากรฝั่งตะวันออกแอบหลบหนีออกไปฝั่งตะวันตกมาก ๆ เข้า เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 1961 โซเวียตจึงประกาศปิดดินแดนอย่างจริงจัง สั่งการให้ปิดการสัญจรข้ามเส้นเขตแดนทุกช่องทางเพื่อกันการทะลักออกของประชากรฝั่งตะวันออก แล้วกำแพงเบอร์ลินก็ถูกสร้างขึ้นอย่างเร่งด่วนในคืนนั้น โดยเริ่มจากรั้วลวดหนามง่าย ๆ ก่อนจะก่อสร้างเพิ่มความแน่นหนาถาวรในเวลาต่อมา มีองค์ประกอบของกำแพงหลายชั้น ทั้งรั้วลวดหนาม ทุ่นระเบิด หอตรวจการณ์ ส่วนกำแพงคอนกรีตที่เราคุ้นตากันมากที่สุดนั้น คือ ชั้นนอกสุดของกำแพง ซึ่งส่วนกำแพงคอนกรีตก็มีถึงสองชั้น

มีภาพถ่ายภาพหนึ่งในบรรดาภาพเหตุการณ์เกี่ยวกับกำแพงเบอร์ลินที่ผู้เขียนเห็นแล้วสะเทือนใจที่สุด ไม่ใช่ภาพผู้คนกำลังหลบหนี หรือโดนยิง แต่เป็นรูปชายชาวเบอร์ลินตะวันออกกำลังก่อสร้างกำแพงด้วยสีหน้าและแววตาที่หมดอาลัยตายอยาก …ลองคิดดูว่ามันเป็นเรื่องน่าเศร้าและต้องกล้ำกลืนฝืนทนแค่ไหนที่เราต้องสร้างกำแพงเพื่อปิดกั้นตัวเองไม่ให้ออกไปเจอโลกภายนอก เหมือนขังตัวเองไว้รอเผชิญชะตากรรมที่ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร แทนที่จะเป็นการสร้างกำแพงเพื่อป้องกันอันตรายจากศัตรู

 30 ปี หลัง “กำแพงเบอร์ลิน” ล่มสลาย อดีตแสนขมขื่นกลายเป็นมรดกล้ำค่าของชาวเยอรมัน

เป็นเวลา 28 ปีที่เมืองเบอร์ลินและโลกถูกแบ่งด้วย “ม่านเหล็ก” ผู้คนฝั่งตะวันออกมีชีวิตอยู่อย่างไม่เป็นสุขเท่าที่ควรจะเป็น จนกระทั่งวันที่ 9 พฤศจิกายน 1989 ที่ฝั่งโซเวียตและรัฐบาลเยอรมันตะวันออกยอมแพ้ กำแพงเบอร์ลินเริ่มถูกทุบในคืนนั้น พร้อมกับการล่มสลายของระบอบคอมมิวนิสต์ หลังจากนั้น หลายอย่างจึงเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น เยอรมันตะวันออกและตะวันตกรวมชาติกันเป็นเยอรมันเดียว และฟื้นฟูบ้านเมืองทั้งในทุกมิติจนเป็นประเทศที่แข็งแกร่ง กระทั่งต่อมามีศักยภาพในการเป็น “พี่ใหญ่” ของสหภาพยุโรปมาจนถึงปัจจุบัน

กำแพงเบอร์ลินเป็นความทรงจำอันขมขื่นของชาวเบอร์ลินและชาวเยอรมัน แต่ ณ ปัจจุบัน อดีตที่เคยขมนี้กลับกลายเป็น “มรดก” อันมากด้วยคุณค่า ซึ่งน้อยเมืองนักในโลกนี้จะมีเหมือน การที่เมืองทั้งเมืองเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ ไม่ได้จำเพาะเจาะจงแค่สถานที่ใดสถานที่หนึ่ง คือ เสน่ห์ที่เบอร์ลินมีเหนือกว่า ทำให้เบอร์ลินเป็นจุดหมายปลายทางการเดินทางท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมอย่างสูง

ข้อมูลจาก มูลนิธิกำแพงเบอร์ลิน (Berlin Wall Foundation) เปิดเผยว่า มีผู้คนกว่า 1.1 ล้านคนที่มาเยือนกำแพงเบอร์ลิน ในปี 2018 เพียงปีเดียว ส่วนประมาณการจำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมสถานที่ที่อยู่ในการดูแลของมูลนิธิ ซึ่งประกอบด้วย อนุสรณ์กำแพงเบอร์ลิน (Berlin Wall Memorial) อนุสรณ์มาเรียนเฟลเดอ (Marienfelde Memorial) อนุสรณ์กุนเทอร์ ลิตฟิน (Gunter Litfin Memorial) และกำแพงฝั่งตะวันออกบริเวณที่เรียกว่า East Side Gallery ในช่วงเวลา 10 ปี นับจากก่อตั้งมูลนิธิในปี 2009 มีผู้เข้าชมสถานที่เหล่านี้แล้วประมาณ 8 ล้านคน ผู้คนจำนวนนี้น่าจะจับจ่ายใช้สอย-ใช้บริการเติมเม็ดเงินหมุนเวียนเศรษฐกิจเบอร์ลินและเยอรมันปีละมหาศาล

ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ผู้เขียนมีโอกาสไปเยือนเบอร์ลินครั้งแรกในปีครบรอบ 30 ปีที่กำแพงเบอร์ลินล่มสลายพอดี เบอร์ลินที่ได้เห็นเป็นเมืองที่เคร่งขรึม มีความครึกครื้น แสงสี และสีสันน้อยถ้าเทียบกับมหานครอื่น ๆ ตึกรามสิ่งปลูกสร้างเท่าที่เห็นตามข้างถนนเป็นสถาปัตยกรรมแข็ง ๆ ทื่อ ๆ ชวนให้คิดว่าตึกเหล่านี้ถ้ามันทำหน้าที่เป็นที่พักพิงอาศัยก็คงเป็นที่พักพิงที่แข็งแรงและปลอดภัย แต่หากใช้เป็นที่กักขังก็ต้องเป็นที่กักขังที่แน่นหนา หาทางออกยากมากแน่ ๆ

แม้ว่าเบอร์ลินเป็นเมืองประวัติศาสตร์ด้วยตัวมันเองทั้งเมืองอยู่แล้ว แต่เราจะไปเยือนทั่วทุกพื้นที่ในเวลาเพียงน้อยนิดเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้แน่นอน ดังนั้น จุดหมายจึงอยู่ที่แลนด์มาร์ก 3 จุด คือ ประตูบรันเดนบูร์ก (Brandenburg) จุดตรวจชาร์ลี (Checkpoint Charlie) และ East Side Gallery ซึ่งแม้ว่าเราไปตั้งแต่เช้าแค่ไหน แต่ทุกจุดก็ล้วนเจอนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ยืนยันความเป็นที่นิยมของสถานที่เหล่านี้ได้เป็นอย่างดี

 30 ปี หลัง “กำแพงเบอร์ลิน” ล่มสลาย อดีตแสนขมขื่นกลายเป็นมรดกล้ำค่าของชาวเยอรมัน

ประตูบรันเดนบูร์ก ประตูเมืองเก่าแก่ที่สร้างตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18 เป็นสถานที่สำคัญของเมืองเบอร์ลินมาทุกยุคทุกสมัย ในยุคสงครามเย็น ประตูนี้ตั้งอยู่ในเบอร์ลินตะวันออกใกล้กับชายแดนตะวันตก ซึ่งฝ่ายตะวันออกได้สร้างกำแพงโค้งเข้าไปในฝั่งตะวันตกด้วย เพื่อกันไม่ให้คนฝั่งตะวันตกเข้าใกล้ประตู

ในวันที่ 22 ธันวาคม 1989 ราวเดือนกว่า ๆ หลังจากกำแพงเบอร์ลินถูกทลาย ผู้คนกว่า 1 แสนคนมารวมตัวกันที่ประตูนี้เพื่อเปิดประตูบรันเดนบูร์กอย่างเป็นทางการ ตามมาด้วยการเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ร่วมกันครั้งแรกในรอบหลายสิบปี ถือว่าประตูบรันเดนบูร์กเป็นสัญลักษณ์การรวมชาติของเยอรมัน และเป็นสถานที่รวมตัวเฉลิมฉลองวาระสำคัญต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน

จุดตรวจชาร์ลี หรือ Checkpoint Charlie เป็นด่านตรวจของฝั่งสหรัฐ บริเวณชายแดนเบอร์ลินตะวันตก-ตะวันออก สร้างขึ้นหลังจากสร้างกำแพงได้ไม่กี่เดือน ปัจจุบันเมืองเบอร์ลินยังคงรักษาป้อมให้มีหน้าตาเหมือนในสมัยนั้น และมีชายหนุ่มแต่งชุดทหารสหรัฐประจำการรอถ่ายรูปกับนักท่องเที่ยวด้วย ห่างกันเพียงไม่กี่เมตร ตรงหัวมุมฝั่งตรงข้ามมี Black Box อาคารทรงกล่องสีดำ เป็นมิวเซียมจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับสงครามเย็น มีส่วนหนึ่งของกำแพงถูกนำมาตั้งอยู่บริเวณลานกลางแจ้งให้ได้ดูกันชัด ๆ ด้วย

 30 ปี หลัง “กำแพงเบอร์ลิน” ล่มสลาย อดีตแสนขมขื่นกลายเป็นมรดกล้ำค่าของชาวเยอรมัน

เรื่องน่าเสียดายสำหรับบรรดานักท่องเที่ยว คือ เพิ่งมีข่าวออกมาเมื่อวันที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมาว่า เยอรมันได้ข้อสรุปแล้วว่าจะทำการปรับปรุงออกแบบเช็กพอยต์ชาร์ลีใหม่ ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะใกล้เคียงของเดิม หรือจะเปลี่ยนไปมากแค่ไหน

อีสต์ ไซด์ แกลเลอรี่ เป็นช่วงกำแพงที่ยาวที่สุดที่เหลืออยู่ในปัจจุบัน มีความยาว 1.3 กิโลเมตร ขนาบข้างไปกับแม่น้ำชเปร (Spree) และถือเป็นกำแพงส่วนที่มีชื่อเสียงมากที่สุด ณ ปัจจุบัน หลังจากกำแพงเบอร์ลินล่มสลาย แนวกำแพงช่วงนี้ถูกแต่งแต้มสีสันเล่าเรื่องราวโดยศิลปินจำนวนร้อยกว่าคนจากนานาประเทศ กลายเป็นสตรีตอาร์ตแกลเลอรี่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

 30 ปี หลัง “กำแพงเบอร์ลิน” ล่มสลาย อดีตแสนขมขื่นกลายเป็นมรดกล้ำค่าของชาวเยอรมัน

ที่นี่มีภาพสตรีตอาร์ตที่โด่งดังมากที่สุดในโลกภาพหนึ่ง นั่นก็คือภาพ “Fraternal Kiss” โดย ดิมิทรี วรูเบล (Dimitri Vrubel) ศิลปินชาวรัสเซีย ซึ่งวาดล้อเลียนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในปี 1979 เป็นภาพการจูบปากกันของ เลโอนิด เบรจเนฟ (Leonid Brezhnev) ผู้นำโซเวียต และ เอริค โฮเน็กเกอร์ (Erich Honecker) ผู้นำเยอรมันตะวันออก ทุก ๆ วันจะต้องมีนักท่องเที่ยวรุมต่อคิวถ่ายรูปกับภาพนี้ เมื่อเราเดินตามแนวกำแพงไปเจอคนรุม ๆ ก็จะรู้แล้วว่าเดินมาถึงไฮไลต์ของกำแพงเบอร์ลินแล้ว

 30 ปี หลัง “กำแพงเบอร์ลิน” ล่มสลาย อดีตแสนขมขื่นกลายเป็นมรดกล้ำค่าของชาวเยอรมัน

ในมุมของคนที่มีความสนใจประวัติศาสตร์มองว่า เบอร์ลินเป็นเมืองที่มีอะไรให้ค้นหาและศึกษามากกว่าการไปถ่ายรูปกับกำแพง ดังนั้นจึงไม่แปลกหากจะมีคนที่มีกำลังทรัพย์มากพอเลือกเดินทางไปตามร่องรอยประวัติศาสตร์ในเบอร์ลินซ้ำแล้วซ้ำอีก และจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่พบในช่วงเวลาแค่ชั่วครู่ที่ไปเยือนสถานที่ต่าง ๆ ที่ว่ามา ก็ไม่น่าแปลกใจที่รวม ๆ แล้วแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวไปเยือนสถานที่เหล่านี้เป็นล้านคน

ทบทวนความรู้สึกนึกคิดที่มีต่อเมืองเบอร์ลินแล้วก็อยากรู้ว่า ชาวเบอร์ลินโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เคยมีประสบการณ์ในยุคนั้น เขารู้สึกอย่างไรที่ช่วงเวลาร้าย ๆ ในชีวิตของเขากลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน เหมือนกับว่าพวกเขาได้อุทิศช่วงเวลาที่ยากลำบากในชีวิตสร้างมรดกอันล้ำค่านี้ส่งมอบให้คนรุ่นหลัง และอยากรู้อีกว่า คนรุ่นหลังรู้สึกอย่างไรที่พวกเขากำลังได้รับประโยชน์จากชิ้นส่วนความทรงจำร้าย ๆ ที่คนรุ่นพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ของพวกเขาเคยเผชิญ

 


QR Code LINE@ Prachachat

ไม่พลาดข่าวสารเศรษฐกิจ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทางไลน์ @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ