เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี โชว์ผลงาน 20 ปี ดันเม็ดเงินสู่ชุมชนปีละ 3 พันล้านบาท

06 ก.พ. 2569 | 17:38น.

เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี โชว์ผลงาน 20 ปี ตอกย้ำบทบาทแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของภาคเหนือ สร้างรายได้ทางตรงราว 200 ล้านบาทต่อปี เผย ตัวเลขเศรษฐกิจหมุนเวียนสู่ชุมชน (Economic Impact) พุ่งแตะปีละ 3,000 ล้านบาท เล็งขยายโมเดลบริหารจัดการสัตว์ป่าสู่จังหวัดอื่นที่มีศักยภาพ หวังยกระดับงานวิจัยและการอนุรักษ์สัตว์หายากอย่างยั่งยืน ชี้ หลังสถานการณ์โควิด พบการฟื้นตัวแบบก้าวกระโดดสูงถึง 20% ตลาดเกาหลีขึ้นแท่นอันดับหนึ่ง ของกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี โดยองค์การบริหารไนท์ซาฟารี (องค์การมหาชน) จัดกิจกรรมครบรอบ 20 ปี เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี “20 Years of Memories, a New Era” และกิจกรรม Buffet อาหารสัตว์ โดยมีพลเอกโกศล ประทุมชาติ ประธานกรรมการองค์การบริหารไนท์ซาฟารี เป็นประธาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร หน่วยงานภาครัฐ และพันธมิตรทางธุรกิจ ณ สำนักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟรี จังหวัดเชียงใหม่

นางสาวฐิติรัตน์ ต๊ะวันวงค์ รองผู้อำนวยการองค์การบริหารไนท์ซาฟารี ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการองค์การบริหารไนท์ซาฟารี เปิดเผย ว่า การดำเนินการในระยะ 20 ปี ของเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ปัจจุบันสามารถสร้างรายได้ทางตรงราว 200 ล้านบาทต่อปี ซึ่งส่งผลกระทบเชิงบวกต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจสู่ชุมชน (Economic Impact) ในพื้นที่ คิดเป็นมูลค่าราว 2,000 – 3,000 ล้านบาทต่อปี

จากข้อมูลจำนวนนักท่องเที่ยว มีผู้เข้าชมเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี เฉลี่ยปีละประมาณ 600,000 – 700,000 คน โดยหลังสถานการณ์โควิด-19 พัฒนาการมีการก้าวกระโดดถึง 20% ขณะที่สัดส่วนนักท่องเที่ยวมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ จากช่วงก่อนโควิดที่นักท่องเที่ยวต่างชาติคิดเป็นสัดส่วน 70% และคนไทย 30% ปัจจุบันกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทยครองสัดส่วนถึง 70% ตลาดหลักเป็นนักท่องเที่ยวจากเชียงใหม่ กรุงเทพฯ และเชียงราย ขณะที่ตลาดต่างชาติ 30% และที่น่าสนใจคือ “ตลาดเกาหลี” ขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่วนนักท่องเที่ยวจีนเริ่มกลับมามากขึ้น ทั้งนี้ ในภาพรวมตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ (Growth) ไว้ที่เฉลี่ย 5% ต่อปี

ในด้านยุทธศาสตร์การพัฒนา เชียงใหม่ไนท์ซาฟารีเดินหน้าปรับบทบาทจากแหล่งท่องเที่ยวสู่การเป็นศูนย์เรียนรู้และการอนุรักษ์มากขึ้น เน้นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชน พร้อมวางแผนขยายสาขาไปยังจังหวัดอื่นที่มีศักยภาพ ภายใต้การบริหารของสำนักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี (องค์การมหาชน) โดยจะไม่ทับซ้อนภารกิจกับองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ขณะเดียวกัน จะยกระดับภารกิจด้านงานวิจัยและการอนุรักษ์สัตว์ให้เข้มข้น สอดคล้องกับกฎหมายด้านสวัสดิภาพสัตว์ที่มีความเข้มงวดมากขึ้น

นางสาวฐิติรัตน์ กล่าวต่อว่า จุดแข็งสำคัญของเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีคือ ทำเลที่ตั้งใกล้ตัวเมือง ใช้เวลาเดินทางไม่ถึง 10 นาที และมีแหล่งท่องเที่ยวที่เกี่ยวกับสัตว์ธรรมชาติ ขณะเดียวกัน ได้มีการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ได้ปรับปรุงโซน Tiger Show เพิ่มความสามารถในการรองรับผู้ชมจาก 250 คน เป็น 800 คน พร้อมเปิดศูนย์อาหารแห่งใหม่ และออกแบบกิจกรรมให้ตอบโจทย์กลุ่มครอบครัวมากขึ้น ปัจจุบันมีสัตว์ภายใต้การดูแลกว่า 1,100 ตัว โดยมีสัตว์ดาวเด่น เช่น African Wild Dog (หมาป่าแอฟริกา) ลูกสัตว์เกิดใหม่อย่างไฮยีน่า รวมถึงการอนุรักษ์และดูแลเสือโคร่งทอง

นอกจากนี้ เชียงใหม่ไนท์ซาฟารียังมีบทบาทสำคัญในการกระจายรายได้สู่ชุมชน โดยจัดซื้ออาหารสัตว์จากวิสาหกิจชุมชนและเครือข่ายลูกฟาร์มในภาคเหนือกว่า 400 ราย คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 30 ล้านบาทต่อปี และเปิดพื้นที่ให้ชุมชนนำสินค้า OTOP เข้ามาจำหน่ายภายในพื้นที่โดยไม่คิดค่าเช่า เพื่อหนุนเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม

นางสาวฐิติรัตน์ กล่าวด้วยว่า ในภาพรวมเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีมีสัดส่วนต่อรายได้ภาคการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ประมาณ 0.15% จากรายได้รวมราว 200 ล้านบาทต่อปี โดยเมื่อเทียบกับจำนวนผู้โดยสารที่เดินทางผ่านท่าอากาศยานเชียงใหม่เฉลี่ยวันละประมาณ 30,000 คน พบว่ามีนักท่องเที่ยวเข้าใช้บริการไนท์ซาฟารีเฉลี่ยวันละราว 1,700 คน สะท้อนถึงความสำเร็จในระดับหนึ่งของการเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลัก ที่สามารถเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจท่องเที่ยวของจังหวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ