นครชัย21-นครชัยทัวร์ ยันไม่ขึ้นราคาค่าโดยสาร แม้ต้นทุนพลังงานพุ่ง วอนรัฐบาลตรึงราคาดีเซลสำหรับรถโดยสารสาธารณะเพื่อให้ผู้ประกอบการได้ไปต่อ หวั่นพ้นเทศกาลไปเสี่ยงเกิดภาวะ ‘โหลดแฟคเตอร์’
นายชัยวัฒน์ วงศ์เบญจรัตน์ กรรมการผู้จัดการบริษัทนครชัย 21 และรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท นครชัยทัวร์ จำกัด เปิดเผยถึงภาพรวมการจองที่นั่งล่วงหน้าในช่วงเทศกาลสงกรานต์สำหรับรถโดยสารสาย กรุงเทพฯ-นครราชสีมา บริษัท นครชัย 21 จำกัด ได้เปิดระบบจองล่วงหน้าเป็นเวลา 30 วัน ซึ่งผู้โดยสารเริ่มทยอยจองที่นั่งโดยสารมาตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยในปัจจุบันสถานการณ์ยอดจองตั๋วล่วงหน้าประมาณ 4,000 ที่นั่ง ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติเมื่อเทียบกับช่วงเทศกาลอื่นๆ

สำหรับบริษัทนครชัย 21 และบริษัทนครชัยทัวร์ ปัจจุบันมีรถโดยสารปรับอากาศ จำนวน 130 คัน ประกอบการเดินรถโดยสารประจำทาง 5 สาย ได้แก่ สายนครราชสีมา-กรุงเทพ นครราชสีมา-เชียงใหม่ นครราชสีมา-เชียงราย นครราชสีมา-นครสวรรค์ และนครราชสีมา-มุกดาหาร ใช้น้ำมันดีเซล 10,000 ลิตร/วัน หรือ 300,000 ลิตร/เดือน และมีพนักงานทั้งสิ้น 400 คน
อย่างไรก็ตาม เหลือเวลาอีกประมาณ 15 วัน ก่อนจะถึงช่วงสงกรานต์คาดว่าจะจองเพิ่มขึ้นอีก แต่ยังไม่ได้มีรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเด่นชัดตามที่มีหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกต ว่าต้นทุนราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอาจเป็นแรงจูงใจหลัก ให้ประชาชนหันมาใช้บริการรถโดยสารสาธารณะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
นายชัยวัฒน์กล่าวต่อว่า คาดว่าแนวโน้มการเดินทางในครั้งนี้จะมีปริมาณใกล้เคียงกับช่วงเทศกาลที่ผ่านมา เนื่องจากมีทั้งปัจจัยบวกและปัจจัยลบที่ต้องพิจารณาควบคู่กัน คือ ในด้านหนึ่งประชาชนอาจตัดสินใจใช้รถสาธารณะมากขึ้น เพราะแบกรับภาระต้นทุนน้ำมันไม่ไหว ขณะเดียวกัน ทางบริษัทอาจเกิดการชะลอการเดินทางหรือลดจำนวนเที่ยววิ่งลงเพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย
รวมถึงกระแสความกังวลเรื่องความยากง่ายในการจัดหาน้ำมันและโควตาต่าง ๆ ซึ่งยังต้องติดตามสถานการณ์ในสัปดาห์หน้าอย่างใกล้ชิดว่าจะเป็นไปตามแนวทางที่รัฐบาลประกาศไว้หรือไม่
ทั้งนี้ในส่วนของการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับผู้โดยสาร หากไม่มีอุปสรรคด้านการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิง นครชัย 21และนครชัยทัวร์ มีแผนที่จะเสริมเที่ยวรถเพิ่มขึ้นประมาณ 25 – 30% จากจำนวนเที่ยววิ่งปกติ ซึ่งถือเป็นมาตรฐานที่ผู้ประกอบการรถโดยสารสาธารณะทั่วไปดำเนินการอยู่แล้ว
นอกจากนี้ยังได้มีการเตรียมประสานรถโดยสารนำเที่ยวที่ว่างจากการรับงานในช่วงดังกล่าวเข้ามาเป็นกำลังเสริม เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถรองรับความต้องการเดินทางของประชาชนได้อย่างเพียงพอและสะดวกสบายที่สุด
‘น้ำมัน-อาหาร-อะไหล่’ ราคาขึ้น ส่อขาดทุนหนัก
นายชัยวัฒน์กล่าวอีกว่า ในปัจจุบันราคาน้ำมันดีเซลหน้าสถานีบริการที่ขยับขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 33 บาทเศษต่อลิตร ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการรถโดยสารสาธารณะอย่างหนัก แม้ในช่วงเทศกาลมีจำนวนผู้โดยสารมากพอที่จะประคองตัวในการเดินรถได้ แต่หากพ้นช่วงเทศกาลไปแล้วและราคาน้ำมันยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงเช่นนี้ จะเกิดปัญหาเรื่อง “โหลดแฟคเตอร์” หรือจำนวนผู้โดยสารต่อคันทันที ซึ่งหากการบริหารจัดการจำนวนผู้โดยสารไม่สัมพันธ์กับต้นทุน จะนำไปสู่ภาวะการขาดทุนอย่างหนักในแต่ละเที่ยววิ่ง
ดังนั้น มาตรการแรกที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องนำมาใช้เพื่อความอยู่รอด คือ การปรับลดจำนวนเที่ยววิ่งลง เพื่อเพิ่มจำนวนผู้โดยสารต่อคันให้มากขึ้นและครอบคลุมต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น แม้ว่าที่ผ่านมาผู้ประกอบการทุกรายจะมุ่งมั่นในการให้บริการประชาชนอย่างเต็มกำลัง แต่หากต้องแบกรับภาระการเดินรถที่ขาดทุนต่อเนื่องก็คงไม่สามารถทำได้ในระยะยาว
นอกจากต้นทุนน้ำมันแล้ว ผู้ประกอบการยังต้องเผชิญกับการปรับขึ้นราคาของสินค้าและบริการอื่น ๆ (Supply) ที่เริ่มแจ้งปรับราคาเข้ามาในช่วงเดือนเมษายน 2569 นี้ ไม่ว่าจะเป็นน้ำดื่ม ขนม และอะไหล่ต่าง ๆ
ปัจจัยเหล่านี้บีบให้บริษัทต้องปรับรูปแบบการบริหารจัดการภายในองค์กรอย่างเข้มข้น ทั้งการประหยัดพลังงานและการปรับปรุงรูปแบบการใช้ทรัพยากรบุคคลเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
อย่างไรก็ดี ประเด็นสำคัญที่ภาครัฐควรให้ความใส่ใจเป็นพิเศษคือ ความเหลื่อมล้ำของราคาน้ำมันระหว่างหน้าสถานีบริการกับราคาน้ำมันในกลุ่มอุตสาหกรรมขนส่งที่สั่งซื้อผ่านจ็อบเบอร์ (Jobber) เนื่องจากน้ำมันหน้าปั๊มได้รับการตรึงราคาโดยกองทุนน้ำมัน แต่ราคาน้ำมันที่ผู้ประกอบการขนส่งสั่งซื้อโดยตรงกลับมีราคาสูงกว่าเกือบ 10 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นต้นทุนที่ผู้ประกอบการแบกรับไม่ไหว
จี้รัฐคุมราคาน้ำมัน ‘จ็อบเบอร์’
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้รถในภาคอุตสาหกรรม การเกษตร และการขนส่งต่างพากันไปแย่งเติมน้ำมันที่สถานีบริการหน้าปั๊ม จนเกิดปัญหาน้ำมันไม่เพียงพอและปั๊มต้องจำกัดโควตาการเติม ทั้งที่รถโดยสาธารณะถือเป็นรูปแบบการเดินทางที่ช่วยรัฐประหยัดพลังงานได้มากที่สุดสามารถขนส่งคนได้จำนวนมากต่อครั้ง
ทางผู้ประกอบการรถโดยสารประจำทางสาธารณะจึงได้เสนอแนวทางแก้ไขต่อภาครัฐ โดยควรพิจารณาให้ผู้ประกอบการขนส่งสามารถสั่งซื้อน้ำมันผ่านจ็อบเบอร์ได้ในราคาที่ใกล้เคียงหรือเท่ากับราคาหน้าสถานีบริการ เพื่อลดภาระต้นทุนและลดความแออัดในการไปแย่งเติมน้ำมันกับภาคประชาชน ซึ่งจะช่วยให้ระบบขนส่งสาธารณะดำเนินต่อไปได้โดยไม่กระทบต่อผู้ใช้บริการในระยะยาว
ทั้งนี้ ยังเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ก่อนที่จะเกิดวิกฤติจนรถโดยสารสาธารณะต้องหยุดวิ่งหรือเหลือแค่วิ่งตามรอบต่ำเท่านั้น และที่สำคัญในส่วนของผู้ประกอบการเองไม่ต้องการที่จะขึ้นค่าโดยสารเพื่อไปสร้างภาระให้กับประชาชนที่เดินทางด้วยรถสาธารณะ
“กรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตุ ทำไมรถโดยสารไม่กลับไปใช้ก๊าช NGV นั้น ตนชี้แจงว่าเป็นเรื่องยากเพราะต้นทุนสูง แต่ในอนาคตน่าจะเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้ามากกว่าเเต่ต้องปรับด้านเทคโนโลยีต่างๆให้เหมาะสม เช่น ควรจะทดลองใช้ในเส้นทางระยะสั้นก่อน ส่วนเส้นทางข้ามจังหวัดต้องมีการลงทุนระบบการชาร์ตไฟให้เร็วขึ้น” นายชัยวัฒน์กล่าว