Skip to content

แบงก์ชาติชี้ 5 ทางรอด เศรษฐกิจใต้ จี้ปรับตัวบนความท้าทายโลก

13 ก.ค. 2565 | 16:36น.
แบงก์ชาติชี้ 5 ทางรอด เศรษฐกิจใต้ จี้ปรับตัวบนความท้าทายโลก

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานภาคใต้ จัดงานเสวนาประจำปี 2565 เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีประเด็นการยกระดับเศรษฐกิจการเงินภาคใต้ ด้วยกระแส “ดิจิทัล” และ “ความยั่งยืน” ซึ่งเป็นการเปิดภาพอนาคตเศรษฐกิจและการเงินภาคใต้อย่างน่าสนใจ จากมุมมองนักวิเคราะห์ ธปท. และภาคธุรกิจในพื้นที่

ทางรอด ศก.ใต้หลังโควิด

โดย “ณิชมล ปัญญาวชิโรกุล” และ “พิมพ์ชนก โฮว” 2 ผู้วิเคราะห์ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้ กล่าวทำนองเดียวกันว่า หลังเกิดโควิด-19 เทรนด์โลกเปลี่ยนแปลง เศรษฐกิจภาคใต้เดิมพึ่งพานักท่องเที่ยวชาวจีนและมาเลเซียสูงถึง 41% และพึ่งพาสินค้าเกษตรเพียงไม่กี่ชนิด เช่น สวนยาง สวนปาล์ม ขณะที่การแปรรูปผลผลิตอยู่ในขั้นกลาง สร้างมูลค่าเพิ่มได้ไม่มากนัก และ 1 ใน 3 ของผลผลิตทั้งหมดส่งออกไปยังตลาดจีน เมื่อเกิดวิกฤตโควิด-19 จึงได้รับผลกระทบหนักที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น

พร้อมชี้ 5 ประเด็นแนวโน้มเศรษฐกิจของภาคใต้ในอนาคต คือ

1.การมุ่งไปสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (wellness tourism) อย่างเป็นรูปธรรม เนื่องมาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ 1) การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก และ 2) กระแสดิจิทัล เกิดการทำงานยุคดิจิทัลแบบไร้ออฟฟิศ (digital nomad)

โดยนักท่องเที่ยวเวลเนสมีแนวโน้มใช้จ่ายสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปถึง 60% กลุ่มที่เริ่มเห็นสัญญาณชัดเจนในเมืองไทยคือ กลุ่มตะวันออกกลาง ออสเตรเลีย ซึ่งไทยมีชื่อเสียงด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์เป็นอันดับ 5 ของโลก จาก 46 ประเทศทั่วโลก และภาคใต้อยู่ในช่วงพัฒนาโครงการระเบียงเศรษฐกิจเวลเนสของกลุ่มจังหวัดอันดามัน

2.การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (creative tourism) ที่เทรนด์การท่องเที่ยวทั่วโลกกว่า 60% ต้องการการท่องเที่ยวเชิงท้องถิ่นและมีการเรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ ๆ ที่ช่วยปลดล็อกข้อจำกัดและสร้าง soft power ในเมืองรองเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น ในภาคใต้มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไปจากท่องเที่ยวธรรมดาของเมืองหลัก ไปเป็นเมืองรองที่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์จะมีมากยิ่งขึ้น

3.อุตสาหกรรมการผลิตจะมุ่งสู่มาตรฐานความยั่งยืนสากล โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยางพาราและไม้ยางพาราแปรรูป เนื่องจากประเทศผู้ซื้อกำหนดให้ต้องผ่านมาตรฐานการจัดการสวนป่าที่ยั่งยืน (Forest Stewardship Council-FSC) ซึ่งยุโรปให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก

ขณะที่จีน ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญ ใน 5 ปีที่ผ่านมาจีนทำมาตรฐาน FSC เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าตัว ขณะที่ไทยเป็นผู้ผลิตยางพาราแปรรูปอันดับ 1 ของโลก แต่กลับมีใบรับรอง FSC น้อยกว่าประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม ต่อไปจะเห็นการผลิตของภาคใต้มีมาตรฐานความยั่งยืนมากขึ้น รวมถึงการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในโรงงาน

4.อุตสาหกรรมอาหารในอนาคต หลังเกิดโควิด-19 นวัตกรรมทางด้านอาหารพัฒนาก้าวหน้าขึ้นอย่างมาก ความสนใจของผู้คนทั่วโลกมีอาหารอยู่ 2 ประเภท คือ 1) อาหารฟังก์ชั่น (functional food) 2) อาหารโปรตีนจากพืช (plant-based food) เป็นโอกาสของภาคใต้ที่จะยกระดับอุตสาหกรรมอาหารสู่มูลค่าสูง เพราะเป็นแหล่งวัตถุดิบ มีมหาวิทยาลัย ศูนย์วิทยาศาสตร์ที่จะเชื่อมระหว่างนักวิจัยกับนักธุรกิจผู้ประกอบการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารใหม่

5.ภาคการเกษตร จะปรับตัวไปสู่การทำเกษตรรูปแบบใหม่ หรือเกษตรแม่นยำ ซึ่งภาคใต้ยังไม่เห็นมากนัก ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่เป็นหลัก เช่น การใช้ระบบเซ็นเซอร์วัดคุณภาพน้ำแบบเรียลไทม์ ผ่านสมาร์ทโฟน หรือการพ่นยาในสวนทุเรียน จากใช้แรงงานคนมาใช้โดรน แต่โดยภาพรวมเกษตรกรภาคใต้ถือครองที่ดินไม่มาก ไม่มีความคุ้มค่าที่จะปรับตัวด้วยตนเอง ต้องอาศัยการสนับสนุนจากภาครัฐ และคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในอนาคต

ปรับตัวอย่างไรให้ยั่งยืน

“อัครวิทย์ กาญจนโอภาษ” รักษาการแทนผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวในหัวข้อ “ก้าวใหม่ธุรกิจภาคใต้ ปรับตัวอย่างไรให้ยั่งยืน” ว่า การทำธุรกิจของภาคใต้ที่ผ่านมา เน้นการทำสวนยางพารา ปาล์มน้ำมัน เป็นหลัก ผู้ประกอบการมีการปรับตัวค่อนข้างช้า

ส่วนใหญ่มีปัญหาเรื่องต้นทุนแรงงานเป็นหลัก ซึ่งจะนำไปสู่กระบวนการที่ทำให้ธุรกิจถูกดิสรัปต์จากข้างนอก ฉะนั้น ในอนาคตภาคเกษตรจะได้รับผลกระทบมาก และปัจจัยที่จะทำเกิดการปรับตัวน่าจะเป็นเรื่องของแรงงาน

ดังนั้น ภาคเกษตรต้องปรับตัวโดยเชื่อมโยงเทคโนโลยี และดึงคนรุ่นใหม่เข้ามาทำได้เพื่อทดแทนกำลังเกษตรกรที่ถดถอยลงไปเรื่อย ๆ ด้วยสังคมผู้สูงวัย ขณะที่การปรับตัวในภาคเอกชนรายใหญ่ทำได้เร็วดังนั้นจึงต้องเร่งพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

“พงศ์นเรศ วนสุวรรณกุล” กรรมการกลุ่มบริษัท ท่าฉางอุตสาหกรรม นายกสมาคมน้ำยางข้นไทย กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมจะยึดหลัก 3 E ได้แก่ 1.efficiency ประสิทธิภาพ ซึ่งมีการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาสร้างให้เกิดมูลค่าเพิ่มในผลิตภัณฑ์ 2.cost effectiveness ประสิทธิผลทางด้านต้นทุน ใช้นโยบายลดต้นทุน

ยกตัวอย่าง บริษัทมีโรงงานอุตสาหกรรมหลาย ๆ โรงอยู่ในพื้นที่เดียวกัน สามารถใช้วิธีการบริหารจัดการใช้ประโยชน์ร่วมกันจากทรัพยากรที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด (sharing service) ของฝ่ายบริหารการจัดการได้ และใช้ระบบซ่อมบำรุงกลาง ซึ่งสามารถลดต้นทุนในการซ่อมบำรุงในแต่ละโรงงาน เป็นต้น

3.experience ประสบการณ์ การวางระบบเพื่อเพิ่มอำนาจในการแข่งขันธุรกิจ ทั้งนี้ บริษัทเชื่อมั่นว่าการผลิตสินค้าต้องขายความมีมาตรฐานและมืออาชีพ ดังนั้นจึงได้มีการจัดทำระบบต่าง ๆ มากมาย

“กรกฎ เตติรานนท์” กรรมการหอการค้าไทย ประธานอาวุโสหอการค้าจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า ตอนนี้ภาคธุรกิจอยู่บนความท้าทายของโลกปัจจุบัน แต่เบื้องต้นธุรกิจบริการของไทยยังอยู่ในระดับ 2.0 ยังพัฒนาสู่ Thailand 4.0 ไม่สำเร็จ

ความยากที่เห็น คือ 1.เทคโนโลยีและดิจิทัลดิสรัปชั่น 2.โครงสร้างของประชากรไทยไม่มีความสามารถทางด้านแรงงาน

ขณะที่กว่า 40% ของรายได้ภาคใต้มาจากภาคการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยที่ผ่านมาได้ดำเนินการในเรื่องเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ (creative economy) แต่เมื่อครีเอตออกมาแล้วไม่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจะใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อประชากรภาคใต้อย่างไร

อีกเรื่องคือการกระจายรายได้ โดยผ่านกระบวนการด้านเศรษฐกิจ ในส่วนของภาพรวมเศรษฐกิจ ต้องมีการปรับตัวในลักษณะระยะยาว การปรับตัวครั้งเดียวไม่สำเร็จ เพราะว่าโลกเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เศรษฐกิจใต้ แบงก์ชาติ