Skip to content

อุตสาหกรรมอาหาร ชง 7 มาตรการเร่งด่วนต่อรัฐ ช่วยเหลือผู้ส่งออกไทย

16 ก.ค. 2568 | 13:52น.
อุตสาหกรรมอาหาร ชง 7 มาตรการเร่งด่วนต่อรัฐ ช่วยเหลือผู้ส่งออกไทย

สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป หารือ สมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย ชง 7 มาตรการเร่งด่วนต่อภาครัฐ เร่งช่วยเหลือผู้ประกอบการ ผู้ส่งออกในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อรับผลกระทบภาษี ทรัมป์ 2.0 ชี้ไทยส่งออกสินค้าอาหารมูลค่ากว่าหลายแสนล้านบาท

นายองอาจ กิตติคุณชัย นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป (TFPA) เปิดเผยว่า สมาคมได้หารือกับสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย (TFA) เพื่อสรุปมาตรการต่อภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือและเยียวยา โดยสินค้าส่งออกสำคัญ เช่น  สับปะรดกระป๋อง ข้าวโพดหวานกระป๋อง ผักผลไม้กระป๋อง ปลาทูน่าและอาหารทะเลกระป๋อง เครื่องปรุงรสและอาหารพร้อมรับประทาน

สำหรับมาตรการเร่งด่วนที่ต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือ 7 มาตรการสำคัญ ได้แก่ 1. รักษาเสถียรภาพค่าเงินบาท 2. หนุนเทคโนโลยีลดต้นทุน 3. พิจารณาภาษีนำเข้าสหรัฐอย่างมีเงื่อนไข 4. ขยายตลาดใหม่ ลดพึ่งพาอเมริกา 5. เร่งเจรจา FTA ใหม่ 6. สร้างภาพลักษณ์สินค้าไทยในระดับโลก 7. จัดทำข้อมูล Local Content เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ

นอกจากนี้ ทางสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป และสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย ย้ำมาตรการภาษีนี้ คือ สัญญาณเตือนชัดเจนว่าเราต้องเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมอย่างเร่งด่วน ไม่ใช่แค่เพื่อความอยู่รอด แต่เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต และขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการเพื่อปกป้องความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 สมาคมยืนยันความพร้อมในการสนับสนุนข้อมูล ข้อเท็จจริง และความร่วมมือกับภาครัฐทุกระดับ เพื่อร่วมกันวางกลยุทธ์ฟื้นฟู และผลักดันอุตสาหกรรมอาหารไทยให้สามารถผ่านพ้นความท้าทายจากมาตรการการค้าโลกในครั้งนี้ได้อย่างมั่นคงต่อไป และต้องยอมรับว่าสหรัฐถือว่าเป็นผู้ค้าสำคัญในการส่งออกสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารของไทย และพบว่าในปี 2567 ไทยส่งออกสินค้ากลุ่มอาหารไปในตลาดสหรัฐ มีมูลค่าอยู่ที่ 166,224 ล้านบาท ขยายตัว 20.9%

“การเจรจาเอกชนอัตราภาษีสินค้านำเข้าของไทยที่ไปในตลาดสหรัฐ ยังคาดหวังให้ทีมไทยแลนด์จะเจรจาให้ภาษีของสินค้าไทย หากเทียบกับภูมิภาค อยู่ในระดับอัตราใกล้เคียงกันหรือน้อยกว่า และแม้ว่าจะอยู่ในอัตราเดียวกันหากเทียบเรื่องของต้นทุนบางประเทศยังได้เปรียบกว่าประเทศไทย”

ทั้งนี้ ในมุมมองของเอกชน หากจะมีการเจรจาเปิดเจรจาแลกเปลี่ยนสินค้า มองว่าการนำเข้าสินค้าในกลุ่มอาวุธยุทโธปกรณ์ เทคโนโลยี สินค้าไอที ชิป เครื่องบิน หรือวิทยาการในด้านใหม่ ๆ ยาที่มีการนำเข้าจากสหรัฐอเมริกา อาจจะไม่ต้องเก็บภาษี เพื่อให้ต้นทุนและคุณภาพชีวิตภายในประเทศของเราดีขึ้น

ส่วนการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในอัตราภาษี 0% ในสินค้ากลุ่มนี้ ยังมองว่าไม่เหมาะสม เพราะจะมีผลกระทบต่อภาคเกษตรกรไทยภายในประเทศ และยังผิดหลักการภายในประเทศที่ไม่ให้มีการปลูกพืชจีเอ็มโอ ส่วนใหญ่เป็นสินค้านอนจีเอ็มโอ หากนำเข้ามองว่าเราจะสูญเสียหลักการที่สำคัญของไทยเอง รวมไปถึงการพิจารณานำเข้าเนื้อหมูด้วย

อย่างไรก็ดี มาตรการด้านการเงินเป็นสิ่งที่ต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีการพิจารณามาตรการให้มีความชัดเจนและรอบคอบ โดยเฉพาะเรื่องของการลดอัตราดอกเบี้ย เพราะถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ และเป็นต้นทุนของผู้ประกอบการและผู้ผลิตภายในประเทศ ค่าเงินบาท ก็เป็นเรื่องที่ยังคงให้ความสำคัญ เพราะถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขันสินค้าไทยในตลาดโลกไม่ต้องการให้ผันผวนและให้มีเสถียรภาพ