บีโอไอชงรัฐบาลใหม่ปรับแพ็กเกจส่งเสริม หวังดึงการลงทุนช่วง 4 เดือนสุดท้ายปีนี้ “WHA” เดินหน้าลงทุนทันทีไม่รอเลือกตั้ง-หนุนบีโอไอส่งเสริมเพิ่ม ขณะที่แบงก์ชี้ธุรกิจรอหลังเลือกตั้งก่อนลงทุนใหม่ “ซีอีโอ SCB” กาง 3 โจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องเร่งทำ ฟาก “ทีดีอาร์ไอ” แนะลุยปรับโครงสร้าง เสนอตั้ง กรอ.ย่อย 3 ชุด แนะทบทวนนโยบายใช้งบฯ
ความคืบหน้าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจโดยรัฐบาลใหม่ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า บีโอไอเตรียมหารือกับรัฐบาลใหม่ ถึงแผนการปรับเปลี่ยนแพ็กเกจส่งเสริมการลงทุน รวมถึงมาตรการกระตุ้นการลงทุนอื่นเพิ่มเติม เพื่อดึงการลงทุนในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปี 2568 นี้ ซึ่งขณะนี้บีโอไออยู่ระหว่างเดินทางมาพบนักลงทุนด้านเซมิคอนดักเตอร์ที่สหรัฐ
WHA พร้อมลงทุนทันที
นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (WHA Group) กล่าวว่า การที่เราได้รัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะรัฐมนตรีคนนอกที่มาจากภาคธุรกิจ ยอมรับว่านี่คือมือ 1 ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ เมื่อทุกอย่างชัดเจนมันทำให้เกิดความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนอย่างมาก WHA เองมีแผนการดำเนินธุรกิจ จะไม่รอการเลือกตั้ง
เงินลงทุนปี 2568 อยู่ที่ 20,000 ล้านบาท ในส่วนของธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมอาจต้องเพิ่มงบฯลงทุนเพื่อที่จะซื้อที่ดินเพิ่ม เพราะขณะนี้มีความต้องการลงทุนในไทยอย่างมาก ซึ่งจะทำให้ได้ตามเป้ารายได้ 20,000 ล้านบาท ในครึ่งปีหลังไม่ได้มีความกังวลอะไร ครึ่งปีแรกเราได้มาเกิน 50% แล้ว
หวังบีโอไอเพิ่มแผนส่งเสริม
“ดังนั้น จะดีมากที่จะกระตุ้นการลงทุนนับจากนี้ หลัก ๆ คือมาตรการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอเพิ่มเติม ซึ่งที่ผ่านมาเป็นมาตรการที่ทำออกมาได้ดีแล้ว โดยเฉพาะการส่งเสริมกลุ่ม Data Center ดิจิทัล ความสำคัญคือความต่อเนื่อง และควรเพิ่มเติมการเอาเรื่องกองทุนนวัตกรรม (Innovation Fund) เพราะที่ผ่านมาการใช้ตรงนี้ค่อนข้างยากมาก เพื่อที่จะดึงคนกลุ่ม AI Data Center เข้ามาทำงานผ่านกลไกเรื่องของภาษี อย่าง Personal Income Tax หรือคนที่เข้ามาทำงานจะมี Fast Track ให้เขาได้อย่างไรบ้าง หรือมาตรการที่เกี่ยวกับการสร้างคนขึ้นมา เป็นต้น
ธุรกิจรอลงทุนหลังเลือกตั้ง
แหล่งข่าวจากสถาบันการเงินใหญ่แห่งหนึ่งกล่าวว่า ภายหลังจากเห็นคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ตลาดมีความมั่นใจขึ้น มีสัญญาณตอบรับในเชิงบวกทั้งคนในประเทศและต่างประเทศ อย่างไรก็ดี ต้องติดตามนโยบายหลังจากนี้ แต่เบื้องต้นนโยบายที่มีข่าวจะดำเนินการ เช่น โครงการคนละครึ่ง ซึ่งการตอบรับดี คาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจหมุนดีขึ้น
แม้การจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้มีทีม ครม.ที่มาจากผู้เชี่ยวชาญในทุกด้านและเป็นมืออาชีพ แต่ด้วยการเป็นรัฐบาลเพียง 4 เดือน จึงต้องรอดูผลของนโยบายที่จะดำเนินด้วย ภาคเอกชนที่จะมีการลงทุนในระดับหลัก 100-1,000 ล้านบาท อาจต้องรอพิจารณาให้รอบคอบ ซึ่งเร็วเกินไปในการตัดสินใจลงทุนใหม่ และรอดูผลจากการเลือกตั้งครั้งต่อไป จึงจะตัดสินใจลงทุน เนื่องจากที่ผ่านมาในช่วง 2-3 ปี ยอมรับว่าภาคเอกชน-ผู้ประกอบการไม่มีกระสุนเหลือ หรือเหลือน้อยมาก
SCB มอง 3 โจทย์รัฐบาลใหม่
นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB เปิดเผยว่า สิ่งสำคัญที่สุดของรัฐบาลใหม่คือ 1.สร้างความเชื่อมั่นในช่วงท่ามกลางที่ประเทศไทยมีความท้าทายมากมาย การติดกระดุมเม็ดแรกที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ
2.การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น นโยบายการคลังและการเงินจะต้องไปในทิศทางเดียวกัน รูปแบบมาตรการเฉพาะเจาะจง (Target) มาก คาดว่ารัฐบาลจะเร่งออกมาตรการเพื่อกระตุกเศรษฐกิจ และ 3.การดูแลธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และธุรกิจขนาดกลางให้สามารถเดินต่อไปได้
เอกชนยังรอดูท่าทีก่อน
สำหรับภาคการธนาคาร ภายใต้การเปลี่ยนแปลง ธนาคารพร้อมช่วยสนับสนุนนโยบายภาครัฐ ปีนี้เรายังมองจีดีพีโตได้ 1.8% และปี 2569 ได้ 1.4% หากรัฐบาลมีสัญญาณเชิงบวกและกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ภาพเศรษฐกิจน่าจะดีขึ้น แต่การลงทุนใหม่คงเป็นเรื่องที่เร็วเกินไปที่จะตัดสินใจ
“เราเห็นสัญญาณเชิงบวก แต่ยังบวกไม่พอ เพราะมีเวลาแค่ 4 เดือน เป็นช่วงที่ให้เลือดหยุดไหล และเอกชนเองมีกระสุนเหลือน้อย เพราะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาลำบากมาก ใช้กระสุนไปเยอะ ดังนั้น การลงทุนใหม่ของลูกค้า หรือทำธุรกิจใหม่อาจจะต้องรอดูหลังเลือกตั้งครั้งใหม่ที่จะเกิดขึ้น เพื่อรอดูนโยบายและผลลัพธ์ของนโยบาย และแบงก์อาจจะกลับมาปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ลูกค้ากล้าขอสินเชื่อเพื่อลงทุนมากขึ้น”
“ทีดีอาร์ไอ” เปิดความท้าทาย
ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า ทีดีอาร์ไอมีข้อเสนอถึงการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดใหม่ นอกจากมาตรการระยะสั้น โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว เห็นว่ารัฐบาลควรเน้นไปที่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะยาวควบคู่ไปด้วย เพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศมีความสำคัญมาก และรัฐบาลก็จะได้เครดิตในฐานะผู้ริเริ่ม
การปรับโครงสร้างที่สามารถทำได้ทันที และเห็นผลโดยไม่ต้องใช้งบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจ คือการแก้กฎระเบียบการอนุมัติ-อนุญาตต่าง ๆ ซึ่งทีดีอาร์ไอเคยศึกษาวิจัยแล้ว พบว่าหากทำในเรื่องที่สำคัญ เช่น การเปิดเสรีซื้อขายไฟฟ้าจะมีตัวคูณทางเศรษฐกิจมหาศาล และยังแก้ปัญหาโครงสร้างได้อีกทางหนึ่งด้วย
แนะเพิ่มร่วมมือรัฐ-เอกชน
นอกจากนี้ รัฐบาลควรสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างรัฐกับเอกชนต่อเนื่องในระยะยาว ลักษณะเดียวกับคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) แต่การทำงานของ กรอ.ในอดีตมุ่งเน้นในบางประเด็น และส่วนใหญ่เป็นปัญหาระยะสั้น จึงควรมี กรอ.ในรูปแบบที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยใน 3 ด้านผ่าน กรอ.ชุดย่อย คือ กรอ.ด้านกำลังคน โดยรัฐและเอกชนควรร่วมมือกันฝึกทักษะแรงงานให้คนไทยมีโอกาสทำงานที่ใช้ทักษะสูง ซึ่งจะทำให้มีรายได้ดีขึ้น ขณะเดียวกัน ยังกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในประเทศ
2.กรอ.ด้านนวัตกรรม ประเทศไทยประสบปัญหาความสามารถในการแข่งขัน ไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าที่ราคาถูกกว่าได้ เช่นสินค้าจีน และ 3.กรอ.ด้านกฎระเบียบ ทำหน้าที่ปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ ทั้งนี้ โมเดลเหล่านี้มีลักษณะคล้ายกับแนวคิด Reinvent Thailand ที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และภาครัฐร่วมกันเสนอไปก่อนหน้านี้
เตือนสร้างสมดุลรายรับ-จ่าย
ดร.สมเกียรติกล่าวด้วยว่า รัฐบาลควรทบทวนรายรับรายจ่ายภาครัฐให้สมดุลกัน เพราะที่ผ่านมาภาระหนี้สาธารณะของไทยอยู่ในระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาหลายรัฐบาล ทำให้เกิดความเสี่ยงที่ประเทศไทยอาจจะถูกลดเครดิตเรตติ้ง ดังนั้น รัฐบาลต้องทบทวนว่ารายจ่ายด้านใดที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อยแต่ใช้เงินมาก และตัดลดงบประมาณในส่วนที่ไม่คุ้มค่าลง
ขณะเดียวกัน จะต้องมีแผนในการหารายได้ ซึ่งคาดหวังกับ รมว.คลังคนใหม่ คือ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ที่มีประสบการณ์การหารายได้ภาครัฐมาก่อน โดยเคยเป็นทั้งอธิบดีกรมสรรพากรและกรมสรรพสามิต จึงน่าจะมีแนวทางในการหารายได้ที่ชัดเจน สามารถทำให้นักลงทุน และ Credit Rating Agency เชื่อมั่นได้ว่าประเทศไทยจะไม่สร้างหนี้สาธารณะสูงเกินไปจนถูกลดเครดิตเรตติ้ง
เสนอว่าที่ รมว.พาณิชย์ ลุย FTA
ดร.สมเกียรติยังฝากโจทย์ซึ่งเป็นความคาดหวังของสังคมไปถึงรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ว่า โจทย์หนึ่งที่สำคัญของว่าที่ รมว.พาณิชย์ คือการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี โดยเฉพาะความตกลงการค้าเสรีฉบับใหญ่ที่ค้างอยู่ คือ FTA ไทย-สหภาพยุโรป ซึ่งมีความสำคัญต่อการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และกระจายความเสี่ยงของไทยท่ามกลางการกีดการค้า โดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกา การทำ FTA นี้จึงมีความสำคัญ
ในส่วนของ ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านกฎหมาย อยากเห็นการผลักดันกฎหมายที่อำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจต่าง ๆ ของประชาชน คาดหวังว่าจะสามารถผลักดันการดำเนินการให้สำเร็จได้ในเวลาที่จำกัด
ธุรกิจร้านอาหารวอนช่วย
นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย เปิดเผยว่า เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวมและช่วยเหลือธุรกิจ SMEs โดยเฉพาะร้านอาหารรายย่อย อยากให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ขอเสนอข้อเสนอเชิงนโยบาย 6 มาตรการหลัก เพื่อเพิ่มกำลังซื้อและพยุงเศรษฐกิจฐานราก
ประกอบด้วย เร่งเดินหน้าโครงการ “คนละครึ่ง” เพื่อเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนชน, เสนอสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับผู้บริโภคและภาคธุรกิจ ให้บุคคลธรรมดาสามารถใช้ใบกำกับภาษีจากร้านอาหาร SMEs ไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ในปี 2570 วงเงินไม่เกิน 20,000 บาท อีกทั้งให้นิติบุคคลสามารถใช้ค่าใช้จ่ายจากงานเลี้ยง สัมมนา หรือรับรองในร้านอาหาร SMEs ไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาท
ออกมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ดอกเบี้ยไม่เกิน 2.5%, กระตุ้นการท่องเที่ยวปลายปี 2568 และระยะยาวในปี 2569 แจกเงินให้นักท่องเที่ยวต่างชาติผ่านแอปคนละ 3,000 บาท เพื่อนำไปใช้จ่ายในไทย เป็นต้น
เอสเอ็มอีเสนอ 5 ข้อแก้ ศก.
ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยเปิดเผยถึงสถานการณ์ธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSME) ว่ากำลังเผชิญกับ 4 ความท้าทายเร่งด่วน ได้แก่ ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ยังเปราะบาง ปัญหาสภาพคล่องและการเข้าถึงแหล่งทุน ภาระหนี้ธุรกิจและหนี้ครัวเรือนที่สูงถึง 88% และการแข่งขันจากสินค้าจีนที่รุกเข้ามาทั้งในรูปแบบแฟรนไชส์ แพลตฟอร์มออนไลน์ และการนำเข้า
เพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้ สมาพันธ์เสนอ 5 มาตรการเร่งด่วน 1.สร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยการสื่อสารเชิงรุกของ ครม.เศรษฐกิจ เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ 2.กระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ ผ่านโครงการตรงจุด เช่น โครงการคนละครึ่ง 3.เพิ่มช่องทางสภาพคล่องให้ MSME ด้วย Soft Loan ดอกเบี้ย 3-3.5%, 4.พักชำระหนี้ 2 ปี สำหรับผู้ประกอบการรายเล็ก Micro และ Small Entrepreneurs และ 5.ตั้งคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก
“ไลอ้อน แอร์” หวังคนละครึ่ง
นายอัศวิน ยังกีรติวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทย ไลอ้อน แอร์ กล่าวว่า หากนำโครงการ “คนละครึ่ง” มาเชื่อมเข้ากับการท่องเที่ยว เพื่อดึงกำลังซื้อของนักท่องเที่ยวไทย และช่วยให้การกระตุ้นทั้งท่องเที่ยวและกำลังซื้อเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างรวดเร็ว มองว่าก็จะเป็นประโยชน์เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม เป็นเพียงไอเดียและยังไม่ได้พูดคุยกับทางรัฐบาลใหม่ทั้งสิ้น ยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองทำให้เสียดายหลายโครงการในภาคการท่องเที่ยวที่ยังไม่ได้ดำเนินการ ซึ่งจากนี้รัฐบาลชุดใหม่จะสานต่อโครงการที่ค้างของรัฐบาลชุดเก่า หรือจัดทำโครงการใหม่ทั้งหมด ตรงนี้ให้เป็นการตัดสินใจของทางรัฐบาล ซึ่งทางสายการบินยินดีที่จะสนับสนุนทุกโครงการของภาครัฐเสมอ
เร่งดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ
ด้านนางนันทพร โกมลสิทธิ์เวช ผู้อำนวยการฝ่ายการพาณิชย์ สายการบินไทย ไลอ้อน แอร์ กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลพิจารณาแผนเชิญชวน หรือมาตรการจูงใจให้นักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาประเทศไทยให้มากขึ้น เพราะแม้ว่าประเทศไทยจะเป็นจุดหมายหลักที่มีการท่องเที่ยวที่หลากหลาย แต่ผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งอาจทำให้มีผลต่อภาคการท่องเที่ยวได้
ส่วนโครงการที่ค้างจากรัฐบาลชุดที่แล้ว อย่างโครงการ “Buy International, Free Thailand Domestic Flights” หรือแจกตั๋วฟรีให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาไทย ซึ่งการเปลี่ยนรัฐบาลอาจจะทำให้โครงการชะลอออกไป ดังนั้น รัฐบาลใหม่ต้องหากลไกอื่น ๆ เข้ามา ซึ่งต้องฝากโจทย์ไว้ให้กับรัฐบาลใหม่ในการวางแผนรายละเอียด ที่จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวในระยะสั้น หรือภายใน 4 เดือนนี้